หลังการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต.ประกาศรับรองผลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งต้องไม่ช้ากว่า 60 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่การเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง
นั่นเท่ากับว่า หากกางปฏิทินดูแล้ว ถ้า กกต.ใช้เวลาเต็มแม๊ค ก็จะมีเวลาลากยาวไปได้ถึงวันที่ 7 เมษายนโน่น ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ถ้ายังตรวจสอบกันไม่เสร็จ ก็ต้องใช้วิธีถนัดปล่อยผีไปก่อน แล้วค่อยไปตามสอยเอาทีหลัง
หนนี้ฟังมาว่า แม้จะมีเรื่องร้องเรียนทุจริตอยู่ไม่น้อย แต่กกต.จะไม่กักไว้นานให้เสียเวลาการเดินหน้าประเทศ โดยบางกระแสระบุวันประชุมรัฐสภาล่วงหน้าแล้วด้วยซ้ำว่า น่าจะไม่เกินกลางเดือนมีนาคม ก็แสดงว่ารัฐบาลสีน้ำเงิน ส่งสัญญาณเล่นเกมเร็ว ไม่ต้องเสียเวลารอไปถึงหลังสงกรานต์
ส่วนรัฐบาลใหม่จะผสมกันกี่สูตรนั้น เริ่มมีสารพัดสูตรปลิวว่อนออกมาบนหน้าสื่อ ทั้งกันท่า "สีเขียว" ไม่เอาผู้กอง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โทษฐานไปเจาะยางที่สุพรรณบุรี โดยลืมนึกไปว่า "น้ำเงิน-เขียว" เขาคบหากันมาลึกซึ้งมากกว่านั้น
ขณะที่มีบางกระแสส่งออกมาจากพรรคสีแดง คนระดับ VVVIP ทั้งหลายออกแรงกล่อมอาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้ยอมเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคสีน้ำเงิน แถมส่งลูกสาวไปแจ้งข่าวให้คนในเรือนจำรับทราบแล้วด้วย
งานนี้กว่าจะเคาะกันลงคงได้เห็นอีกสารพัดโผยิ่งกว่าสูตรปุ๋ย
แต่เท่าที่ดูตามท้องเรื่อง หากวัดกันที่สายสัมพันธ์ และไม่ต้องให้มีตัวหารมาก ลำพังเอาเฉพาะสองพรรค คือ "ภูมิใจไทย+กล้าธรรม" เป็นหลัก ที่เหลือเปิดประตูให้พรรคเล็กพรรคจิ๋วที่มีราว 30 เสียงเข้าร่วม ก็น่าจะเป็นรัฐบาล 270-280 เสียงได้สบาย ๆ
สูตรนี้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือให้ดึงคนนอกมาแต่งหน้าเค้กสวย ๆ ได้ด้วย
แต่ดูจากอาการแบะท่าของพรรคเพื่อไทย ที่พร้อมเป็นได้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตั้งแต่คืนวันนับคะแนน เท่ากับเป็นการเปิดประตูทุกบานรอเข้าร่วมรัฐบาลมากกว่าจะไปเป็นฝ่ายค้าน
สูตรรัฐบาลใหม่ "น้ำเงิน+เขียว+แดง" จึงถูกเสนอมาจากคนสำคัญระดับ VVVIP ของเพื่อไทย ที่ขอเข้าร่วมรัฐนาวาด้วย ซึ่งเป็นการพูดคุยแบบต่อสายตรงกับระดับผู้นำจิตวิญญาณของสีน้ำเงินเอง
งานนี้จึงได้เห็นความเคลื่อนไหวที่พรรคเพื่อไทยอย่างคึกคัก ในช่วงสายวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ โดยมีแกนนำคนสำคัญมากันครบทั้ง แพทองธาร ชินวัตร ภูมิธรรม เวชยชัย ชูศักดิ์ ศิรินิล สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
โดยสองคนหลัง "สุริยะ-จุลพันธ์" ตามมาสบทบในช่วงบ่าย บอกกับนักข่าวว่า เป็นการมาพูดคุยหารือกันเฉย ๆ แต่จุลพันธ์ พูดเป็นนัย "ขอยังไม่ให้สัมภาษณ์" เมื่อถูกถามถึงการเข้าร่วมรัฐบาล เช่นเดียวกับสุริยะ ที่บอก "ขอให้รอการพูดคุยของแกนนำพรรคก่อน"
วงหารือของแกนนำเพื่อไทยในวันจันทร์ จึงมีอะไรที่มากกว่าการประเมินสถานการณ์หลังเลือกตั้งปกติ
เรื่องนี้เมื่อไปถาม อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทย กลับตอบแบบกำกวมตามสไตล์ถนัดว่า "อยู่ทุกอย่าง อยู่ในความคิด และอยู่ในกระบวนการ" สรุปยังต้องมีขั้นตอนดำเนินการ
แต่เมื่อถามถึงการแข่งขันกันในช่วงเลือกตั้งที่เล่นกันแรง แถมมีการฟ้องร้องเป็นคดีความกัน อันไม่ต่างกับการเผาสะพานเชื่อมสองพรรคทิ้ง คำตอบจากอนุทินคือ "สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีตั้ง 5 แห่ง เดี๋ยวก็มีแห่งที่ 6 แล้ว"
ฟังดูผ่อนคลาย ไม่ปิดประตูใส่หน้า แถมมีแนวโน้มจะเปิดรับด้วย ดังนั้น สูตรหลังนี้หากจะเกิดขึ้นได้ต้อง "ตีตั๋วพิเศษ" เท่านั้น และต้องไม่ต่อรอง ไม่เรื่องมาก ไม่สร้างเงื่อนไข ถึงจะเปิดรับเข้ามาอยู่รวมชายคาด้วย
ทั้งนี้ ย้ำว่าลำพังสูตรแรก "น้ำเงิน+เขียว+พรรคเล็ก" ก็เป็นรัฐบาลที่มีเสียงเกินครึ่งพอแล้ว ที่เหลือไปตั้งกองกำลังสำรองไว้ใช้ยามจำเป็นเอาได้ ไม่ต้องเอาสีแดงมาบวกเป็นรัฐบาล 300 กว่าเสียง ให้ดูเทอะทะ เพิ่มตัวหารเปล่า ๆ
สรุปถ้ารัฐบาลสูตรหลังจะเกิดขึ้นจริง จึงเป็นการดิ้นรนขอเข้าร่วมจากฝ่ายพรรคเพื่อไทยเอง ที่ไม่อยากเสี่ยงอยู่ในซีกฝ่ายค้าน เพราะมีปมปัญหาชีวิตพะรุงพะรังมากมาย
แต่นั่นแหล่ะ ถ้าจะเข้ามาได้คงต้องถือตั๋วพิเศษหรือคุณขอมาเท่านั้น




