โล่งอกกันไปได้เปราะหนึ่งเรื่องตัดสิทธิ์ 28 ผู้สมัครสส.ที่อยู่ระหว่างส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาว่าผลจะออกมาทันวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้หรือไม่ เพราะหากไม่ทันจะเกิดเป็นปัญหาลูกโซ่ตามมา ถ้ามีรายใดรายหนึ่งชนะเลือกตั้งเข้ามาได้
กกต.ก็ไม่ประกาศรับรองผลและต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่
แต่โชคดีที่ล่าสุดได้รับการยืนยันจาก แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ว่า ทั้งหมดเป็นผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งมีอยู่หลายพรรคด้วยกัน ถ้าหากศาลฎีกาตัดสินไม่ทันในวันที่ 8 ก.พ.ก็ไม่ได้กระทบเหมือนแบบแบ่งเขต เพราะสามารถเลื่อนลำดับผู้ที่อยู่ในบัญชีขึ้นมาแทนได้
ทว่าปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อ กกต.เตรียมเอาผิดผู้สมัครทั้งหมดต่อ ฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังลงสมัคร ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอีก 20 ปี
ถ้าลงเอยแบบนี้ ทั้งหมดที่ถูกตัดสิทธิ์ก็ต้องรับผลแก่งกรรมนั้นไป
นอกจากนั้น กกต.ยังจะเอาผิดหัวหน้าพรรค ที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของพ.ร.ป ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปีด้วย
อย่างหลังนี้ดูจะหนักข้อไปสักหน่อย เพราะในบางรายไม่ใช่สาเหตุจากการไม่ไปเลือกตั้ง แต่เกิดจากถูกศาลมีคำพิพากษาในอดีต แต่ต่อมาเคยเป็นผู้สมัครที่ผ่านการรับรองจาก กกต.ให้ลงสมัครมาแล้วถึงสองครั้ง
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามสื่อเรื่องที่มีลูกพรรคถูกตัดสิทธิ์ด้วยว่า กรณีนี้มีความซับซ้อน เนื่องจากผู้สมัครรายดังกล่าวเคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาแล้วทั้งในปี 2562 และปี 2566 ซึ่งในขณะนั้นทั้งข้อมูลของพรรคและระบบการตรวจสอบของกกต.ก็ไม่ปรากฎประวัติความผิดนี้ เพิ่งจะมีการตรวจพบในการเลือกตั้งครั้งนี้โดยกกต.เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
"เราพยายามตรวจสอบแล้วนะครับ แล้วก็แจ้งไปแล้วว่าขั้นตอนเราคืออะไร ทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย"
"มาร์ค-อภิสิทธิ์" ไม่ได้มีความกังวลกับการที่ กกต.จะเอาผิดมาถึงหัวหน้าพรรคแต่อย่างใด เพราะได้ผ่านกระบวนการต่าง ๆ และชี้แจงแนวทางให้กกต.ทราบอย่างละเอียดล่วงหน้า ไม่ได้มาชี้แจงภายหลังเมื่อเกิดปัญหา
ขณะที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ตอบคำถามสื่อแบบกว้าง ๆ ว่า ยังไม่เห็นทั้ง 28 รายชื่อ เชื่อว่าทีมกฎหมายของพรรค พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เชื่อมั่นว่าทุกสิ่งที่เราดำเนินการมาเป็นไปตามกรอบตามกฎหมาย หากมีอะไรที่ติดขัดเราก็พร้อมรับมือ
ผู้สมัครทั้ง 28 ราย ไม่ใช่กรณีแรกที่ถูก กกต.ตัดสิทธิ์ ทั้งที่บางรายเคยผ่านการรับรองจาก กกต.ให้เป็นผู้สมัครสส.มาแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีหนึ่งรายที่ จ.นครศรีธรรมราช ที่ถูกตัดสิทธิ์ในลักษณะเดียวกันนี้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งซ่อมเป็นสส.ในสภาชุดที่ผ่านมา
เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ การที่ กกต.นำกฎหมายมากางจะเอาผิดกับทั้งผู้สมัครและหัวหน้าพรรคที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัคร คงต้องจำแนกแยกแยะให้ละเอียดอย่างที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่าไว้
สุดท้ายเรื่องนี้ดูจากพฤติกรรมพฤติการณ์แล้ว ทั้งผู้สมัคร พรรคการเมือง และ กกต.ต้องมีส่วนร่วมด้วยกันทั้งหมดนั่นแหล่ะ เพียงแต่ผู้ที่ผิดเต็ม ๆ คือ ตัวผู้สมัครเอง ที่ลงนามรับรองคุณสมบัติและความถูกต้องของข้อมูลตนเองก่อนใคร
ส่วนหัวหน้าพรรคการเมืองที่อยู่ตรงกลาง หากเรื่องต้องไปถึงศาลจริง คงมีรูให้ออกได้หลายช่องอยู่



