24ชั่วโมงสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร น้ำเงิน-ส้ม-แดงแย่งขึ้นแท่น กทม.-อีสานยังคงเป็นสมรภูมิชี้ขาด

7 ก.พ. 2569 - 15:47

  • จากประสบการณ์ปี 2562 และ 2566 บทเรียนคือ “เต็งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะชนะ” เลือกตั้ง 2569 สนามเปิดกว้างที่สุดในรอบหลายทศวรรษ 

  • น้ำเงิน (ภูมิใจไทย)จากเต็งหนึ่งสู่ภาวะตั้งรับ หลังเจอศึกหลายด้านพร้อมกัน, ส้ม (พรรคประชาชน) วัดใจด้วยเดิมพัน 20 ล้านเสียง หวังแตะ 200 ที่นั่ง

  • แดง (เพื่อไทย)จากพรรคต่ำร้อย สู่การคืนชีพ ไล่ขึ้นมาชนไหล่ทั้งน้ำเงินและส้ม, ฟ้า (ประชาธิปัตย์) ตัวแปรที่ไม่มีใครคาด ดึงฐานเสียงใต้ คนเมือง คนกรุง

24ชั่วโมงสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร น้ำเงิน-ส้ม-แดงแย่งขึ้นแท่น กทม.-อีสานยังคงเป็นสมรภูมิชี้ขาด

บรรยากาศการหาเสียงที่เข้มข้นตลอดเวลาเกือบ 2 เดือน ที่ล่าสุดเหลือเพียง 3 พรรค คือ ภูมิใจไทย ประชาชน และเพื่อไทยเท่านั้น ที่ยัอยู่บนเส้นทางการลุ้นแชมป์

เลือกตั้งรอบนี้ต่างจากการเลือกตั้งปี 2562 และ ปี 2566 สองครั้งนั้น พรรคเพื่อไทยถูกวางให้เป็นเต็งหนึ่ง ปี 2562 มีพลังประชารัฐเป็นคู่ชิงดำ แต่ความร้อนแรงของเพื่อไทยวันนั้น กูรูต่างเชื่อว่า ยังไงเพื่อไทยก็เป็นที่หนึ่ง

ที่สุดผลการเลือกตั้งปี 2562 ผลก็ออกมาว่าเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งในระบบเขต โดยชนะถึง 136 เขต พลังประชารัฐ 97 เขต และอันดับ 23 ภูมิใจไทยได้ 39 เขต ส่วนอนาคตใหม่ชนะ 31 เขตเลือกตั้ง

แต่การจัดการเลือกตั้งซึ่งนับคะแนนที่พรรคการเมืองพึงมี ทำให้พลังประชารัฐขยับขึ้นมาที่ 116 ที่นั่ง และอนาคตใหม่ขยับขึ้นมาเป็นที่ 3 แทนภูมิใจไทย โดยได้สส.ไป 81 ที่นั่ง โดยมีประชาธิปัตย์เป็นพรรคลำดับที่ 3 ได้ 53 ที่นั่ง ส่วนภูมิใจไทยขยับลงไปเป็นอันดับ 4 ได้ที่นั่งรวม 51 ที่นั่ง

ส่วนการเลือกตั้งปี 2566 ข่าวการเตรียมเดินทางกลับบ้านของทักษิณ ชินวัตร ปลุกเร้ากระแสคนเพื่อไทยให้ฮึกเหิมอย่างหนัก ด้วยความเชื่อว่า ทักษิณจะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ให้เพื่อไทยอีกครั้ง 

การเดินสายขึ้นเวทีของอุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร ได้รับเสียงตอบรับสูงสุดในทุกเวที และทุกพื้นที่ที่ลงไป

เพื่อไทยในห้วงเวลาสำคัญ หรือ 2 สัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียง ผู้สมัครจำนวนมากย่ามใจ และลำพองใจ รวมถึงฝันหวานถึงชัยชนะที่รออยู่ข้างหน้า 

วันนั้นไม่มีใครคิดว่ากระแสสีส้มที่กระหื่มอยู่ในโซเชี่ยลมีเดีย จะออกมาสร้างปรากฏการณ์คลื่นสีส้มบนโลก On Ground กระทั่งกวาดเก้าอี้ สส.ทั้งระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อได้ถล่มทลาย 

ระบบเขต พลพรรคสีส้มกวาดมา 112 เขตทั่วประเทศ เท่ากับพรรคเพื่อไทย แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์พรรคส้มได้ถึง 14,438,851 ชนะเพื่อไทยแชมป์ปาร์ตี้ลิสต์ทุกสมัย ที่ได้คะแนนลดลงเพหลือ 10,962,522 คะแนน ไปถึง 3,476,329 คะแนน ทำให้ได้จำนวนสส.บัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง ส่วนเพื่อไทยได้ 29 ที่นั่ง 

พรรคส้มในปีนั้น ได้สส.รวม 151 ที่นั่ง ขณะที่เพื่อไทยได้ 141 ที่นั่ง แพ้ไป 10 ที่นั่ง 

เลือกตั้ง 69 โค้งแรก น้ำเงินนำขาด ส้มตามติด ส่วนแดงถดถอยหนัก

การเลือกตั้งปี 2569 ต่างกันตรงที่ตั้งแต่เริ่มต้นการหาเสียง หากนับตั้งแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา พลพรรคสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย พรรคที่วางสถานะตัวเองเป็นพรรคขนาดกลางมาโดยตลอด กลับถูกคาดการณ์ว่าจะชนะการเลือกตั้ง และจะชนะแบบถล่มทลาย  

พรรคภูมิใจไทย ที่เริ่มต้นกวาดต้อนสส.จากพรรคต่างๆมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีพรรคประชาชนยกมือโหวตให้ ได้รับการประเมินจากกูรูทั่วทุกทิศว่า จะชนะเป็นอันดับหนึ่ง และอนุทิน ชาญวีรกูล จะสร้างสถิติการเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัยติดต่อกันเป็นคนแรกของพรรค

พรรคประชาชนได้รับการวางสถานะเป็นพรรคอันดับ 2 ที่จะเป็นคู่ชิงแชมป์กับภูมิใจไทย และกูรูต่างก็มั่นใจว่า ภูมิใจไทยยังไงก็ชนะ เพราะส้มเริ่มอ่อนล้า และเสียงรังวัดในหลายประเด็น 

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า ส้มจะกลับมาร้อนแรงได้เหมือนในอดีต และมั่นใจว่า พลังอนุรักษ์นิยมที่ไหลมารวมกันที่พรรคภูมิใจไทย จะสามารถต้านทานการเติบโตของพลพรรคสีส้มได้

ขณะที่พรรคเพื่อไทย ในวันที่นายกฯหนูประกาศยุบสภา ในวันที่คลิปอังเคิลถูกเผยแพร่ไปทั่วทั้งโลกโซเชียล ในวันที่ทักษิณ ชินวัตร ต้องกลับไปติดคุก และในวันที่แพทองธาร ชินวัตร ถูกวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถูกปรามาสจากหลายฝ่ายว่าจะเป็นพรรคต่ำร้อย

นักวิเคราะห์และนักเคลื่อนไหวบางรายถึงขั้นชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคเพื่อไทยจะสูญพันธ์ 

แม้กระทั่งวันเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากทุกพรรค แม้พรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถโน้มน้าวให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ ศุภจี สุธรรมพันธ์ ให้ลงเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคได้

แม้จะเปิดตัวแคนดิเดตได้เพียง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว คู่กับอนุทิน แต่การปรากฏตัวเป็นทีมเศรษฐกิจของเอกนิติ และศุภจี ก็ยังเป็นจุดขายให้กับพรรคสีน้ำเงิน จนเชื่อมั่นว่า นี่คือความหวังของขั้วอนุรักษ์นิยมที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ 

ปริมาณอดีตสส. และจำนวนบ้านใหญ่ที่ถูกกวาดต้อนมาร่วมพรรค กระแสเอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ ที่ขายพ่วงอนุทิน ทำให้ 30 วันแรกของการหาเสียง น้ำเงินออกนำโด่งในสัดส่วนที่ทิ้งห่างทั้งส้ม และแดง 

ส้ม เริ่มมีกระแสที่ดีขึ้น เมื่อพลพรรคประชาชาชนเริ่มตั้งตัวได้ เวทีดีเบตแรกๆของการหาเสียง เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เริ่มดีขึ้น และนำโด่งจากผลโหวตทางโซเชี่ยลในทุกเวที  เท้ง เป็นแชมป์การโหวตในแทบทุกเวทีดีเบต โดยมีตัวแทนของภูมิใจไทยตามมาติดๆ 

ขณะที่พรรคเพื่อไทย การเปิดตัว ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ลูกชายของอดีตนายกฯสมชาย และเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้รับความสนใจในระดับหนึ่ง 

แต่ภาพความเป็นลูกเจ๊แดง ยังเป็นเสมือนตราที่ถูกประทัปไว้บนหน้าของอาจารย์เชน ทั้งที่หน้าตาดร.เชน น่าจะละม้ายไปทางอดีตนายกฯสมชายมากกว่า 

แม้อาจาย์เชนจะแสดงวิสัยทัศน์ที่หลายคนแอบทึ่ง หลายคนแอบเสียดายที่เกิดผิดที่ และอยู่ผิดพรรค ตีคะแนนช่วงแรกเพื่อไทยก็ทำได้แค่กระเตื้องขึ้นมาแบบแผ่วๆ 

ช่วงแรกๆของการหาเสียงบนเวทีดีเบต ภูมิใจไทยและส้มแรงแบบทิ้งแดงห่างออกไปหลายช่วงตัว 

บางเวที บางโพลของบางสำนัก ดร.เชน แพ้กระทั่ง พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจด้วยซ้ำ 

โค้งสุดท้าย “แดง” สู้ชู “เต้น เชน หนิม เนย” 

“น้ำเงิน” แม้ย่ำซ้ำ แต่ตั้งเป้า 155 เสียง

“ส้ม” ดึงพิธา กระตุ้นFCหวัง 20 ล้านปาร์ตี้ลิสต์

จบ 30 วันแรกของการหาเสียง น้ำเงินยังอยู่บนความเชื่อและโพลเกือบทุกสำนักว่า จะชนะการเลือกตั้ง โดยมีส้ม ตามมาติดๆ ส่วนแดง ยังถูกวางฐานะเป็นพรรคต่ำร้อย 

กระทั่งพรรคเพื่อไทยปรับกลยุทธ์ ส่ง ดร.เชน หัวหน้าหนิม ลงพื้นที่ โดยมี เต้น ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ประกบ ทั้งทำหน้าที่โฆษกเวที และทำหน้าที่เทรนเนอร์ประจำตัวของ ดร.เชนและหัวหน้าหนิม กระแสแดงถึงเริ่มกระเตื้องขึ้น 

ทุกเวที ทุกพื้นที่ ดร.เชน แสดงความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งลีลาการปราศัย การออดอ้อน การทำการบ้านกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่ 

พวงมาลัยของดีแต่ละจังหวัด ทั้งอาหาร ผลไม้ และผลิตภัณฑ์พื้นเมือง เป็น Gimmick ประจำเวทีและประจำตัวดร.เชน การปราศัยที่เริ่มต้นด้วยการรีวิวสินค้า และของดีประจำถิ่น กลายเป็นภาพจำหลักที่คนเริ่มจำได้ เมื่อเห็นการขึ้นเวทีของดร.เชน

ส่วนหัวหน้าหนิม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็ถูกขัดเกลาจากทีมงาน และมืออาชีพในการปราศัยอย่างณัฐวุฒิ จนสร้างแบรนด์ “หนิมเนย”  ให้เป็นภาพจำที่อบอุ่นและรักการกิน ออกมาชัดเจนแบบโดดเด่น   

เกมของแดงยังกระจายไปถึง จุดยืนและการลงพื้นที่ของนายกฯอิ๊งค์ แพทองธาร ที่ไปทั้งภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอกย้ำความเป็นเนื้อเดียวกัน สื่อไปยัง FCเสื้อแดงและ FC พันธ์แท้ของทักษิณ ชินวัตร ให้เห็นว่า ชินวัตร ไม่ได้ทิ้งพรรค และทิ้งคนเสื้อแดงอย่างที่ถูกกล่าวหา

จบโค้งสุดท้าย กระแสแดงเริ่มแรงขึ้นมาหายใจรดต้นคอทั้งส้มทั้งน้ำเงิน แบบเห็นได้ชัด 

ขณะที่แดงเริ่มโงหัวขึ้น และเริ่มกระโจนออกวิ่ง น้ำเงินเริ่มคงที่ และย่ำซ้ำกับกระแสรักชาติ ส้มเริ่มอ่อนล้า เท้ง เห็นได้ชัดว่า กำลังขึ้นเวทีดีเบตแบบแผ่นเสียงตกร่อง 

เท้ง ที่ขาด Charisma และขาดการสร้าง Meme แบบ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กำลังถึงทางตันในการขยายแบรนด์ 

พิธา ที่เดินสายหาเสียงอยู่ต่างประเทศต้องรีบกลับมาขึ้นเวที และเร่งเดินสายตอกย้ำในพื้นที่จังหวัดยุทธศาสตร์ 20 จังหวัดของส้มแบบเร่งด่วน 

แคมเปญหาเสียงโค้งสุดท้ายของส้ม เลิกพูดนโยบาย เลิกพูดสิ่งที่จะต้องทำ แต่เน้นประเด็นมีเราไม่มีเทา และเน้นการเลือกส้ม 2 เบอร์ทั้งคน ทั้งพรรค 

แคมเปญเลือกส้มทั้งคน ทั้งพรรค มีเป้าหมายที่จะดึงคะแนนเขตที่มี 9,665,433 คะแนนในการเลือกตั้งปี 2566 ให้ขยับขึ้นมาใกล้เคียง 14,438,851 คะแนนที่ได้รับในบัญชีรายชื่อ 

รวมถึงดึงคะแนน 14,438,851 ให้ขึ้นมาแตะในระดับ 20 ล้านเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อหวังกวาดเก้าอี้ สส.ทั้ง 2 ระบบให้แตะ 200 ที่นั่ง เพื่อเป็นพรรคลำดับ 1 ที่มีอำนาจการต่อรองสูงสุด 

ส่วนการหาเสียงของพลพรรคน้ำเงิน ยังคงย่ามใจกับกระแสรักชาติ และกระแสอนุรักษ์นิยมที่เชื่อมั่นว่า จะกวาดคะแนนปาร์ตี้ลิ้สต์ จากฐานคะแนนกลุ่มนี้ที่เชื่อว่ามีประมาณ 5 ล้านเสียง เมื่อรวมคะแนนที่เคยอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ 4 ล้านเสียง และภูมิใจไทย 1 ล้านเสียงในการเลือกตั้งครั้งก่อน

ระบบ Blue AI หรือ AI สีน้ำเงินที่ทำสำเร็จมาแล้วในการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ประมวลผลอกมาว่า ภูมิใจไทยจะชนะการเลือกตั้งระบบเขตจำนวน 140 เขตเป็นอย่างน้อย จากการกวาดต้อนอดีต สส. และรวมบ้านใหญ่หลายตระกูลมาเข้าพรรค บวกกับภาวะการถดถอยของเพื่อไทย  

ระบบประมวลผลของ Blue AI เชื่อมั่นว่า ภูมิใจไทยจะได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์จากพลังอนุรักษ์ไม่ต่ำ 5 ล้านคะแนนเป็นอย่างต่ำ หรือได้ สส.บัญชีรายชื่อ 15 คน จากเดิมที่ได้เพียง 3 คน อันหมายถึง ความคาดหวังที่ 155 ที่นั่งเป็นอย่างน้อยสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ 

155 เสียงที่เพียงพอต่อการเป็นพรรคอันดับ 1 และเป็นความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล 

155 เสียงที่เพียงพอต่อการสร้างอำนาจต่อรองกับพรรคลำดับ 2 หรือ 3  เมื่อรวมกับพรรคกล้าธรรม ที่มั่นใจว่าจะมาเป็นพรรคลำดับ 4

ทั้ง 2 ปัจจัยเพียงพอต่อการส่ง นายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกุล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสานต่ออำนาจ และเป็นตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้อีกสมัย

ผ่านโค้งสุดท้ายแม้น้ำเงินย่ำซ้ำ แดงแรงขึ้น และส้มเริ่มตั้งฝันให้ไกล และพยายามไปให้ถึง แต่เกจิ และกูรูส่วนใหญ่ โพลแทบทุกสำนัก ยังให้น้ำเงินเป็นที่ 1 ส้ม เป็นที่ 2 ส่วนแดงยังถูกกดให้เป็นพรรคอันดับ 3 แบบเกิน 100 ก็เก่งแล้ว

5 วันสุดท้ายกระแสฟ้าคืนใต้  

เขย่า “น้ำเงิน” ขย่มส้ม แดงแอบยิ้ม

ฐานคะแนนอนุรักษ์คลอนแคลน

กระนั้นแม้ทั้งโพล ทั้งกูรู ทั้เกจิ ทั้งสื่แมวลชนแทบทุกสำนัก นักวิชาการแทบทุกค่าย จะเห็นไปในทิศทางเดียวกันเกือบทั้งหมด 

แต่ทันทีที่พลพรรคสีฟ้า “ประชาธิปัตย์” ขยับแคมเปญ “ฟ้าคืนใต้” ขยับคลิปไวรัล “ง้อคนรักเก่า” การปราศัยที่เน้นกระแสขอคืนดีกับอดีต FC ยั่งยืนของพรรค โดยเฉพาะแคมเปญที่ยิงกระจายสื่อไปยังคนใต้ให้ “เลือกประชาธิปัตย์ สมบัติของพ่อเฒ่า” 

แรงกระเพื่อมที่เกิดจากแคมเปญนี้ แทนที่จะมีผลกระทบต่อเพื่อไทยเหมือนในอดีต กลับกระหน่ำตรงไปยังพลพรรคสีน้ำเงินแบบเต็มที่ 

ความมั่นใจใน 31- 40 ที่นั่งในภาคใต้ ความมั่นใจในคะแนนปาร์ตี้ลิสต์อย่างน้อย 5 ล้านเสียง ของภูมิใจไทย ถูกบั่นทอนอย่างหนัก แคมเปญนี้ยังลามไปถึงพรรคประชาชนในภาคใต้ ทั้งคะแนนบัญชีรายชื่อ และคะแนนแบบเขตในสงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง และภูเก็ต

ทั้งน้ำเงิน ทั้งส้ม ต้องงัดกลยุทธ์ออกมาสู้กับฟ้าอย่างดุเดือด

สนามที่สู้กัน 3 สี น้ำเงิน แดง ส้ม กลายน้ำเงินกับส้ม ต้องเจอศึกขนาบมาจากฟ้า บางพื้นที่ต้องฟาดกันกับเขียว กล้าธรรม 

น้ำเงินเจอทั้งศึก 3 ด้าน ส้ม แดง ฟ้า แล้วยังเจอเขียวแบบประปราย

จากเป้า 155 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย จากเขต 140 และบัญชีรายชื่ออย่างต่ำ 15 ที่นั่ง หลายเขตในภาคใต้ต้องแข่งกับฟ้า เขียว แถมมีแดงมาแจมที่พัทลุงเขต 2 

ส่วนส้ม ต้องระวังเมืองใหญ่ในภาคใต้ ทั้งหาดใหญ่ ภูเก็ต และสุราษฏร์ รวมถึงฐานคะแนนบัญชีรายชื่อ ที่รอบนี้ฟ้าหวนกลับมาขอทวงบัลลังก์แชมป์ภาคใต้คืน

ส่วนแดงที่ส่ง 3 ขุนพลหลัก “เต้น เชน หนิมเนย” ตระเวณลงพื้นที่ และเลี่ยงที่จะส่งดร.เชนขึ้นเวทีดีเบต กลับย้ำความเป็นพรรคเพื่อไทย ย้ำความเป็นคนเสื้อแดง คู่ขนานไปกับขุนพลประชาธิปไตย จาตุรนต์ ฉายแสง ที่เดินหน้าในภารกิจกระตุ้นคะแนนประชามติขอความเห็นชอบในการแก้รัฐธรรมนูญ 

48 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร

แดง-น้ำเงิน ส้มขยับขึ้นมาเหลื่อม ๆ

สถานการณ์ที่เดินมาถึงช่วง 48 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนหย่อนบัตรสถานการณ์ที่แดงเดินขึ้นมาชนไหล่น้ำเงิน เทียบเคียงส้ม 

น้ำเงินและกลุ่มอนุรักษ์กลุ่มใหญ่ เริ่มช่วยกันรณรงค์ แคมเปญชี้ช่อง เลือกฟ้าได้ส้ม ต้องเลือกน้ำเงินทั้ง 2 ใบไม่ให้คะแนนตกน้ำออกมา เพื่อกระตุกต่อมคนที่กำลังลังเลจะเหไปเลือกฟ้า ให้กลับมาเลือกน้ำเงินเหมือนเดิม 

ข้อความที่ส่งต่อกันไปในไลน์กลุ่ม เนื้อหาใกล้เคียงกัน ใจความส่วนใหญ่ ชี้จุดหักเหหากเทใจไปที่ฟ้า เพราะฟ้าอาจไปจับขั้วกับส้ม พรรคที่กลุ่มอนุรักษ์ไม่ต้องการ 

แคมเปญนี้ด้านหนึ่ง อาจมีผลเรียกคนกลุ่มหนึ่งกลับมาได้ 

แต่อีกด้าน คนที่ไม่เข้าถึงหัวใจ FC ฟ้า FC พี่มาร์ค อาจไม่รู้ว่า ก็เขารักของเขา จะสมบัติพ่อเฒ่า หรือ “สมบัติใคร เขาก็รักของเขา” 

คนใต้เลือกฟ้า เพราะว่า หันไปทางไหนก็มีแต่เทา เลือกฟ้าเพราะมั่นใจในตัวทั้งหัวหน้าและผู้สมัคร เลือกฟ้าเพราะจะให้เป็นตัวแทนไปสร้างสมดุลย์ในสภา 

คนกรุงเลือกฟ้า เพราะนี่คือพรรคของเขา ถ้าจะรักสถาบัน รักชาติ และเป็นตัวแทนคนเมือง ตัวแทนคนกรุง คนแทนคนชั้นสูง ในภาพมีแต่ฟ้าเท่านั้น 

ส่วนน้ำเงิน ยังถูกตั้งคำถามว่า เลือกน้ำเงิน นอกจากเอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ แล้ว ยังมีใครพ่วงมาบ้าง 

ภาพสุดท้ายบนเวทีปราศัยใหญ่ ซึ่งน้ำเงินเลือกศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ส้มเลือกสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ฟ้าเลือก One Bangkok ส่วนแดงเลือกสนามเทพหัสดินทร์ 

ภาพคืนวันปราศัยใหญ่ ลีลาการปราศัยคืนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นแรงกระตุ้นอีกแรงว่า แดงยังคงเลือกแดงมั้ย ฟ้ายังคงเลือกฟ้ามั้ย ส้มดร็อปมั้ย แล้วน้ำเงินแชร์คะแนนเขตจากแดงได้แค่ไหน ดึงฐานปาร์ตี้ลิสต์จากรวมไทยสร้างชาติเดิม ที่วันนี้จะแปรกลับไปเป็นสีฟ้าได้แค่ไหน 

การผนึกกำลังกันของบ้านใหญ่หยุดส้มในเขตตะวันออก เขตหัวเมืองใหญ่ กรุงเทพมหานครได้หรือไม่ 

ถ้าทั้ง 3 ไม่ แชร์แดงในเขตไม่ได้ แชร์ฟ้าในปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้ และหยุดส้มในเมืองใหญ่ไม่ได้ 

น้ำเงินจะไหลลงมายืนอยู่ที่ 3 แทนแดงทันที 

24 ชั่วโมงสุดท้าย ถ้าน้ำเงินหยุดเดิน หยุดยิง แบบที่เคยเป็นในการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้ง 

แดงและส้มจะแย่งกันขึ้นแท่นทันที 

อีสาน-กทม.-ตอ.-ปาร์ตี้ลิสต์

3 ตัวแปรชี้ขาดเขย่าฝัน “น้ำเงิน”

สนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ถ้าส้มมาครบ 32 เขตเหมือนเดิม และชนะ “น้ำเงิน” ที่ชลบุรี รักษาพื้นที่เมืองใหญ่ในอีสานและเหนือจากเกมรุกของเพื่อไทยได้ ที่นั่งในโคราช อุดรฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และเชียงราย จะเป็นตัวตัดสินแชมป์ของส้มทันที

แต่ถ้าเพื่อไทยรุกกลับในกรุงเทพได้ 5-7 เขตอย่างที่ประเมินไว้ เก็บที่นั่งโคราชได้หมด ขอคืน อุดรธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย และสู้ที่ศรีษะเกษได้ แดงก็พลิกขึ้นที่นั่งได้เช่นกัน

แฉกเช่นเดียวกัน น้ำเงินก็ต้องเบรกความร้อนแรงของฟ้าในปาร์ตี้ลิสต์และสนามภาคใต้ เอาชนะส้มในภาคตะวันออก และต้องเก็บแต้มเขตเหนือแดงที่ สุรินทร์ ศรีษะเกษ โคราช และอีสานเหนือบางจังหวัด เช่นกวาดที่นั่งบึงกาฬ กวาดที่นั่งนครพนม และเก็บตกที่หนองคาย น้ำเงินก็ยังเข้าป้ายเป้นแชมป์ได้เช่นกัน 

แต่ทั้งหลายทั้งปวง แชมป์ จะมีแนวต้านที่ 150 ที่นั่งเท่านั้น ยังไม่มีแนวโน้มว่า ใครจะแรงทะลุเกิน 150 ที่นั่ง

เว้นแต่.....อ่านอีกครั้ง เว้นแต่…..

แคมเปญเลือกส้ม 2 ใบจะบรรลุผล 

ถ้าเป็นเช่นนั้น ถ้า 20 ล้านเสียงในปาร์ตี้ลิสต์เป็นของส้ม…แบบนี้ก็ตัวใคร ตัวมันครับนาย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์