ไม่รู้จะเรียกคำไหนดี ถ้าไม่ใช้คำว่า ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า เพราะทันทีที่ ครม.เห็นควรให้ส่งคำถามเรื่องการทำประชามติข้อแรก เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ กกต.นำไปดำเนินการ ตามมติที่ประชุมรัฐสภานัดสุดท้าย
ในช่วงเย็นวันเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำมติครม.ดังกล่าว ส่งด่วนไปถึง กกต.ทันที เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดทำข้อมูลเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบได้ทันภายใต้กรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคนในกกต.ก็แอ่นอกรับว่าทำได้ทัน
"กรอบเวลาถ้านับจากวันนี้ที่ครม.ส่งหนังสือมาถึงกกต.ไปจนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งรัฐบาลจะให้เป็นวันออกเสียงประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป มีเวลารวม 50 กว่าวัน เราเอาอยู่ เราทำทัน เพราะที่กกต.เป็นห่วงคือการให้ความรู้เกี่ยวกับประเด็นการจัดทำประชามติ การจัดแสดงความคิดเห็น กระบวนและขั้นตอนการออกเสียง ซึ่งควรมีเวลาเผยแพร่และส่งเอกสารนี้ถึงมือเจ้าบ้านพร้อมกับเอกสารที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วันจนถึงเลือกตั้ง"
การออกมารับไม้ต่อแบบไม่มีกระฉอกของคนในกกต.หนนี้ เป็นคนละอารมณ์กับที่ แสวง บุญมี เลขาธิการกกต.เคยวางกรอบเวลาเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า ต้องมีเวลาให้ กกต.ได้เตรียมการไม่น้อยกว่า 70 วัน
แต่มาถึงวันนี้บทจะให้เร็วก็จัดให้ได้ ไม่ต้องอิงกรอบหน้า 60 วัน กรอบหลัง 150 วัน เพียงอาศัยมติครม.มัดรวมกับคำขอจากรัฐสภา ก็สามารถทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งได้ไม่ต้องรอ 60-70 วัน แถมแหล่งข่าวคนเดิมยังย้ำว่า
"หลังจากที่วานนี้ (15 ธ.ค.) กกต.และรัฐบาล ได้หารือร่วมกันและเข้าใจตรงกันว่า สามารถย่นย่อระยะเวลาการจัดทำประชามติ ซึ่งอาจจะน้อยกว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 150 วันได้ หากคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุจำเป็นเกี่ยวกับงบประมาณหรือมีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยหลังจากนี้รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งมาตรา 15 กำหนดว่าไม่น้อยกว่า 15 วัน นับแต่วันส่งข้อมูลให้กับกกต ซึ่งคาดว่าเป็นวันที่ 31 ธันวาคมนี้"
ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงข้อท้วงติงผู้ที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยยก พ.ร.บ.ประชามติมาอธิบายว่า มาตรา 11 ระบุว่าให้นำมาตรา 9 (2) (3) (4) และ (5) ส่งให้คณะรัฐมนตรีทำประชามติได้ โดยสามารถร่นระยะเวลาเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็อาจจะดำเนินการตามนี้ โดยเฉพาะมาตรา 9 (2) ที่ระบุว่า การออกเสียงประชามติกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีโดยแท้
และ (4) ที่ระบุว่าการออกเสียงประชามติในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณา และมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรออกเสียง และได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะ (4) รัฐสภาก็ได้ส่งเรื่องมายังคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งเข้าข้อยกเว้นของมาตรา 11 เพราะเห็นว่าหากทำพร้อมวันเลือกตั้งจะเป็นการประหยัดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท ทำให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ส่งความเห็นตามข้อกฎหมายไปยัง กกต. ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 11 ประกอบมาตรา 9 (2) และ (4) ซึ่งกฤษฎีกาก็ไม่ได้ทักท้วง
นิกร จำนง อดีตเลขานุการกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในทีมงานพรรคภูมิใจไทย ออกมาสำทับด้วยเช่นกันว่า การใช้สองหลักการประกอบกันคือ ถือว่าเป็นการริเริ่มจากรัฐสภา เพราะรัฐสภาได้มีการพิจารณาญัติให้มีคำถามที่ 1 และเห็นชอบร่วมกันมายังครม. ถือเป็นการริเริ่มโดยรัฐสภาที่ชัดเจนแล้ว
ดังนั้น เมื่อครม.เห็นความสำคัญของกรณีนี้ จึงใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี โดยใช้มาตรา 9 ( 2 ) ประกอบมาตรา 11 ฉบับแก้ไข 2568 มีมติส่งเรื่องให้กกต.ไปพิจารณาดำเนินการ จึงเห็นว่าสามารถกระทำได้ อันจะเป็นการประหยัดงบประมาณของรัฐและค่าใช้จ่ายของประชาชนในการออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปได้อย่างมากก็ถือว่ามีเหตุอันสมควรได้
เมื่อคนในครม.และกกต.เห็นไปในทิศทางเดียวกันแบบนี้ การทำประชามติคำถามแรกที่ว่า "เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นหรือไม่" โดยจัดทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ปีหน้า
หนทางการทำประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ก็เปิดโล่ง
อย่างน้อยชาวพรรคสีส้ม ที่ผิดหวังจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีคำถามข้อที่หนึ่งติดปลายนวมไปลุ้นกันในสนามเลือกตั้งต่อได้อีกยก นำไปรณรงค์หาเสียงกันให้เต็มที่ "เลือกพรรคส้ม ต้องเลือกรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย" ใช้สูตรการตลาดการเมืองแบบขายเหล้าพ่วงเบียร์ไปด้วยเสียเลย
ทีนี้ การทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับการเลือกตั้ง มีแนวโน้มสูงที่ผลจะออกมาก้ำกึ่ง ออกได้ทั้งซ้ายและขวา ผ่านกับไม่ผ่านมีโอกาสเท่าๆ กัน โดยคนที่สนับสนุนให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หวังว่าผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่มีจำนวนมาก จะถือโอกาสออกเสียงสนับสนุนให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย
ขณะที่อีกกลุ่มเห็นต่าง มองว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้อินกับการต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือนที่นักการเมืองต้องการ ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะถูกคว่ำโดยผลของประชามติ และอาจพิสดารกว่าถ้าเสียงสนับสนุนมีน้อยกว่าเสียงที่กาในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือช่อง "โหวตโน"
รัฐธรรมนูญใหม่จะได้แจ้งเกิดหรือถูกฝัง คงได้เห็นกันคราวนี่แหล่ะ


