พิสูจน์กกต.สีน้ำเงิน ล้อมคอกขาย ‘ประชานิยม’

18 ธ.ค. 2568 - 03:36

  • กกต.ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ในการตรวจสอบนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง

  • ประกาศดังกล่าวกำหนดให้พรรคการเมืองต้องรายงานนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินต่อ กกต. ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน

  • การเลือกตั้งที่ผ่านมาในปี 2562 และ 2566 มีการใช้นโยบายประชานิยมอย่างกว้างขวาง

พิสูจน์กกต.สีน้ำเงิน ล้อมคอกขาย ‘ประชานิยม’

การเลือกตั้งในอดีต พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันนำเสนอนโยบายเอาใจประชาชน ที่เรียกว่านโยบายประชานิยม ซึ่งต่อมายกระดับเป็น "มหาประชานิยม" เพราะมีการเกทับตัวเลขกันสนุก หากเป็นยุคนี้คงต้องเรียก "ประชานิยมพลัส"

ตัวอย่างการใช้นโยบายประชานิยมหาเสียง น่าจะเริ่มเห็นได้ชัดในการเลือกตั้งปี 2554 เมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศแก้ปัญหาค่าครองชีพให้ประชาชน ด้วยการกระชากราคาน้ำมันลงทันที ลิตรละ 6-7 บาท ด้วยการยกเลิกจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

แต่เมื่อพรรคเพื่อไทย ได้เข้ามาบริหารประเทศ "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมันลงได้เพียงไม่กี่วัน ก็ต้องกลับไปที่ราคาเดิม แถมยังเป็นหนี้ต้องกู้เงินมาพยุงกองทุนน้ำมันอีกไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท

นั่นคือตัวอย่างหนึ่งของนโยบายประชานิยมที่ถึงเวลาทำไม่ได้จริง

ต่อมาหลังรัฐประหารปี 2557 รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ได้ออกกฎหมายลูกควบคุมนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองไว้ในมาตรา 57 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งกำหนดรายละอียดเอาไว้ว่า

"กำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงความเห็นของสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด นโยบายใดที่ต้องใช้จ่ายเงินการประกาศโฆษณานดยบายนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้

(1) วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ

(2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย

(3) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย

ในกรณีที่พรรคการเมืองไม่ได้จัดทำรายการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการสั่งให้ดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด"

โดยกำหนดโทษไว้ใน มาตรา 121 ไว้ชัดเจนว่า พรรคการเมืองใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการตามมาตรา 57 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับอีกวันละ 1 หมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

ทว่ากฎเกณฑ์ที่ว่านี้ ไม่ต่างอะไรกับกระดาษเปื้อนหมึกดีๆ นี่เอง เมื่อการเลือกตั้งสองครั้งหลัง คือ ปี 2562 และปี 2566 พรรคการเมืองต่างนำเสนอนโยบายประชานิยมถมไม่เต็มกันแบบสุดๆ ทั้งชุด 5 เซอร์ไพร้ส์ ที่สุดท้ายไม่ได้ทำโดยแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ ว่า แม้พรรคตัวเองจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้ดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น

ที่ฮือฮาหมาเห่ามากที่สุด คือ นโยบายแจกเงินหนึ่งหมื่นบาท ที่ทำไม่ได้และออกมาไม่ตรงปก

คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ณ เวลานั้น จึงถูกตั้งคำถามถึงการปฏิบัติ ทำไมถึงปล่อยให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายแบบไม่รับผิดชอบออกมาได้อย่างไร มีการตรวจสอบตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่

สุดท้าย ได้รับการชี้แจงจาก กกต.ในเวลานั้นว่า กฎหมายให้อำนาจไว้เฉพาะดูรายละเอียดที่พรรคการเมืองเสนอมาว่าครบถ้วนหรือไม่ ไม่ได้ให้อำนาจไปตรวจสอบลึกลงไปว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่

คำตอบที่ได้ ณ เวลานั้น ดูเหมือน กกต.ก็เอี้ยวตัวหลบจนสีข้างถลอกปอกเปิกไปเหมือนกัน

ล่าสุดกกต.ยุค ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคนใหม่ ได้ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองหรือที่เรียกว่า "นโยบายประชานิยม" เสียใหม่ ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา

โดยกฎเหล็กที่นำมาใช้ล้อมคอกนโยบายประชานิยมนั้น ให้ยึดตามมาตรา 57 ของพ.ร.ป.พรรคการเมือง และกำหนดให้พรรคการเมืองต้องรายงานนโยบายดังกล่าวต่อกกต.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน

โดยให้มีคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นหนึ่งชุด ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในด้านใดด้านหนึ่งเกี่ยวกับการเงินการคลัง นโยบายสาธารณะและเศรษฐกิจมหภาค มีหน้าที่ตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง เรียกเอกสารหลักฐาน หรือให้พรรคการเมืองชี้แจง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการได้

ในกรณีที่พรรคการเมือง ดำเนินการไม่ครบถ้วนถูกต้อง คณะกรรมการฯ สามารถเสนอต่อกกต.ให้สั่งพรรคการเมืองดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้ง เมื่อตรวจสอบแล้ว สามารถมีข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคการเมือง เพื่อประกอบการพิจารณาของกกต.ได้ และเมื่อกกต.ได้รับรายงานก็ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ

แน่นอนหากพบมีการฝ่าฝืนก็ต้องมีมาตรการลงโทษ คือ ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับอีกวันละ 1 หมื่นบาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ประกาศนี้ถือเป็นมิติใหม่ของการเลือกตั้งไทย เท่ากับเป็นการล้อมคอกนโยบายประชานิยมและที่สำคัญจะเป็นบทพิสูจน์คำครหา "กกต.สีน้ำเงิน" ไปด้วยในตัว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์