ไม่รู้จะได้ทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ไปพร้อมกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นหรือไม่ แต่ที่ประชุมครม.เมื่อวาน(23 ธ.ค.68) ได้อนุมัติงบประมาณไปแล้ว 8,978 ล้านบาท แยกเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง 6,750 ล้านบาท ที่เหลือ 2,000 กว่าล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการทำประชามติ
ที่ว่าจะได้ทำหรือไม่ได้ทำ ไม่ใช่เรื่องเงินแน่ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภาเป็นฝ่ายเริ่มต้น ตอนหลังมีปัญหาความไม่สมบูรณ์เกิดขึ้น ถูก กกต.ตีกลับให้มาแก้ไข และครม.ใช้อำนาจแก้ไขเองส่งกลับไปให้ใหม่
จึงเกิดเป็นปุจฉาขึ้นว่า ครม.สามารถแก้ไขได้เองหรือไม่ ในวันที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ และองค์ประกอบของรัฐสภาเหลือเพียงวุฒิสภาที่ทำหน้าที่อยู่ภายใต้อำนาจจำกัดเฉพาะที่รัฐธรรมนูญอนุญาตไว้เท่านั้น
ตั้งเป็นประเด็นเอาไว้ เผื่อจะมีใครนำไปร้องให้มีการตรวจสอบภายหลัง
ถัดมาเรื่องการประหยัดงบประมาณ ที่ว่าถ้าทำไปพร้อมกับการเลือกตั้งจะประหยัดได้เท่านั้น เท่านี้ รวมเป็นตัวเลขกลมๆ ประมาณ 3,000 ล้านบาทนั้น เมื่อต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกกว่า 2,000 ล้านบาท แล้วอย่างนี้มันประหยัดที่ตรงไหน
เบื้องต้นถูกค่อนแคะไปแล้ว เป็นประชามติมือเติบ
ที่สำคัญการทำประชามติเที่ยวนี้ มีเพียงคำถามเดียว คือ ข้อที่ 1 เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมมนูญขึ้นใหม่หรือไม่ ไม่มีคำถามข้อที่ 2 ที่ยังค้างเติ่งอยู่ในสภา และมีแนวโน้มจะถูกตีตกไปพร้อมสภาที่ถูกยุบ เพราะเป็นร่างฉบับพรรคประชาชนที่ถูกแก้ไขจนพรุน
ต่อให้มีรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง คงไม่ถูกนำมายืนยันให้สภาเดินหน้าพิจารณาต่อเป็นแน่
ทีนี้เมื่อไม่ได้ทำประชามติคำถามข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ไปพร้อมกัน ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญให้แนวทางไว้ หลังคำถามข้อที่ 1 ผ่านประชามติแล้ว ก็ต้องมาตั้งเรื่องยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดประตูไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนญขึ้นใหม่ โดยเพิ่มหมวด 15/1 ขึ้น เหมือนที่ทำกันมา
ทีนี้พอเสร็จแล้วก็ต้องไปทำประชามติ เป็นครั้งที่สอง
จากนั้น ถ้าผ่านประชามติ ก็ต้องไปหาผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ตามสูตรที่ออกแบบขาดๆ เกินๆ กันเอาไว้ จะใช้บริการ ส.ส.ร.หรือให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากการเลือกตั้ง หรือลากตั้งอย่างไรก็ว่ากันตามสะดวก
จนยกร่างกันเสร็จสมบูรณ์ ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ก็ต้องนำไปออกเสียงประชามติ เป็นครั้งที่สาม
เบ็ดเสร็จศิริรวมต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง ไม่มี 2+1 อย่างที่ดีดลูกคิดรางแแก้วรอกันไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะทำให้ประหยัดเงินหลวงได้เท่านั้น เท่านี้บาท ก็ไม่มีอยู่จริง
คำถามคือ นอกจากไม่ได้ทำให้ประหยัดเงินหลวงได้จริงแล้ว ไหนจะมีปัญหาอำนาจทางกฎหมายทั้งกรอบเวลาที่ไม่ถึง 50 วัน และเป็นคำถามที่ครม.ตั้งขึ้นเอง ไม่ได้เป็นคำถามจากรัฐสภา ทั้งยังสร้างความสับสนให้กับประชาชนที่ต้องเข้าคูหาสองครั้ง กาบัตรสามใบ
ไม่นับเรื่องการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งสส.ล่วงหน้า กับการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต ที่อย่างหลังต้องไปออกเสียงในวันเลือกตั้งเท่านั้น
ดูสับสนวุ่นวาย ที่วันนี้ลำพัง กกต.เองแท้ๆ ยังตอบคำถามไปงงไปด้วยซ้ำ
ฟังมาว่า ที่ต้องการลากถูลู่ถูกัง ให้การออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ทำไปในวันเดียวกับการเลือกตั้ง ก็เพราะหวังอาศัยเกาะชายผ้าเหลืองไปด้วย หากทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เกรงว่าจะตกม้าตาย
พูดง่ายๆ คือ ถ้า ไม่มีคนสนใจเท่าการเลือกตั้ง การจะผ่านไม่ผ่านประชามติเสียงคงก้ำกึ่ง เพราะมีผู้มาใช้สิทธิน้อย และมีโอกาสถูกน๊อคด้วยเสียงโหวตโนเป็นไปได้สูง เลยต้องอาศัยขึ้นรถคันเดียวไปพร้อมกับการเลือกตั้งนี่แหล่ะ
ประชามติพร้อมเลือกตั้ง จึงไม่ใช่เหตุผลประหยัด สะดวก แต่โหนกระแสเลือกตั้งล้วนๆ


