ประชามติ รธน. โหนกระแสเลือกตั้ง

24 ธ.ค. 2568 - 06:03

  • ประชามติรัฐธรรมนูญพ่วงเลือกตั้ง ครม. อนุมัติงบประมาณไปแล้ว 8,978 ล้านบาท

  • ปัญหาสำคัญไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่เป็นข้อกฎหมาย

  • หากทำประชามติเพียงอย่างเดียว อาจมีผู้มาใช้สิทธิน้อย และมีโอกาสไม่ผ่านประชามติสูง

ประชามติ รธน. โหนกระแสเลือกตั้ง

ไม่รู้จะได้ทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ไปพร้อมกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นหรือไม่ แต่ที่ประชุมครม.เมื่อวาน(23 ธ.ค.68) ได้อนุมัติงบประมาณไปแล้ว 8,978 ล้านบาท แยกเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง 6,750 ล้านบาท ที่เหลือ 2,000 กว่าล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการทำประชามติ

ที่ว่าจะได้ทำหรือไม่ได้ทำ ไม่ใช่เรื่องเงินแน่ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภาเป็นฝ่ายเริ่มต้น ตอนหลังมีปัญหาความไม่สมบูรณ์เกิดขึ้น ถูก กกต.ตีกลับให้มาแก้ไข และครม.ใช้อำนาจแก้ไขเองส่งกลับไปให้ใหม่

จึงเกิดเป็นปุจฉาขึ้นว่า ครม.สามารถแก้ไขได้เองหรือไม่ ในวันที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ และองค์ประกอบของรัฐสภาเหลือเพียงวุฒิสภาที่ทำหน้าที่อยู่ภายใต้อำนาจจำกัดเฉพาะที่รัฐธรรมนูญอนุญาตไว้เท่านั้น

ตั้งเป็นประเด็นเอาไว้ เผื่อจะมีใครนำไปร้องให้มีการตรวจสอบภายหลัง

ถัดมาเรื่องการประหยัดงบประมาณ ที่ว่าถ้าทำไปพร้อมกับการเลือกตั้งจะประหยัดได้เท่านั้น เท่านี้ รวมเป็นตัวเลขกลมๆ ประมาณ 3,000 ล้านบาทนั้น เมื่อต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกกว่า 2,000 ล้านบาท แล้วอย่างนี้มันประหยัดที่ตรงไหน

เบื้องต้นถูกค่อนแคะไปแล้ว เป็นประชามติมือเติบ

ที่สำคัญการทำประชามติเที่ยวนี้ มีเพียงคำถามเดียว คือ ข้อที่ 1 เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมมนูญขึ้นใหม่หรือไม่ ไม่มีคำถามข้อที่ 2 ที่ยังค้างเติ่งอยู่ในสภา และมีแนวโน้มจะถูกตีตกไปพร้อมสภาที่ถูกยุบ เพราะเป็นร่างฉบับพรรคประชาชนที่ถูกแก้ไขจนพรุน

ต่อให้มีรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง คงไม่ถูกนำมายืนยันให้สภาเดินหน้าพิจารณาต่อเป็นแน่

ทีนี้เมื่อไม่ได้ทำประชามติคำถามข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ไปพร้อมกัน ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญให้แนวทางไว้ หลังคำถามข้อที่ 1 ผ่านประชามติแล้ว ก็ต้องมาตั้งเรื่องยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดประตูไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนญขึ้นใหม่ โดยเพิ่มหมวด 15/1 ขึ้น เหมือนที่ทำกันมา

ทีนี้พอเสร็จแล้วก็ต้องไปทำประชามติ เป็นครั้งที่สอง

จากนั้น ถ้าผ่านประชามติ ก็ต้องไปหาผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ตามสูตรที่ออกแบบขาดๆ เกินๆ กันเอาไว้ จะใช้บริการ ส.ส.ร.หรือให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากการเลือกตั้ง หรือลากตั้งอย่างไรก็ว่ากันตามสะดวก

จนยกร่างกันเสร็จสมบูรณ์ ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ก็ต้องนำไปออกเสียงประชามติ เป็นครั้งที่สาม

เบ็ดเสร็จศิริรวมต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง ไม่มี 2+1 อย่างที่ดีดลูกคิดรางแแก้วรอกันไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะทำให้ประหยัดเงินหลวงได้เท่านั้น เท่านี้บาท ก็ไม่มีอยู่จริง

คำถามคือ นอกจากไม่ได้ทำให้ประหยัดเงินหลวงได้จริงแล้ว ไหนจะมีปัญหาอำนาจทางกฎหมายทั้งกรอบเวลาที่ไม่ถึง 50 วัน และเป็นคำถามที่ครม.ตั้งขึ้นเอง ไม่ได้เป็นคำถามจากรัฐสภา ทั้งยังสร้างความสับสนให้กับประชาชนที่ต้องเข้าคูหาสองครั้ง กาบัตรสามใบ

ไม่นับเรื่องการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งสส.ล่วงหน้า กับการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต ที่อย่างหลังต้องไปออกเสียงในวันเลือกตั้งเท่านั้น

ดูสับสนวุ่นวาย ที่วันนี้ลำพัง กกต.เองแท้ๆ ยังตอบคำถามไปงงไปด้วยซ้ำ

ฟังมาว่า ที่ต้องการลากถูลู่ถูกัง ให้การออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ทำไปในวันเดียวกับการเลือกตั้ง ก็เพราะหวังอาศัยเกาะชายผ้าเหลืองไปด้วย หากทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เกรงว่าจะตกม้าตาย

พูดง่ายๆ คือ ถ้า ไม่มีคนสนใจเท่าการเลือกตั้ง การจะผ่านไม่ผ่านประชามติเสียงคงก้ำกึ่ง เพราะมีผู้มาใช้สิทธิน้อย และมีโอกาสถูกน๊อคด้วยเสียงโหวตโนเป็นไปได้สูง เลยต้องอาศัยขึ้นรถคันเดียวไปพร้อมกับการเลือกตั้งนี่แหล่ะ

ประชามติพร้อมเลือกตั้ง จึงไม่ใช่เหตุผลประหยัด สะดวก แต่โหนกระแสเลือกตั้งล้วนๆ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์