ขอนอกเรื่องส่องสถานการณ์ร้อนชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ติดต่อกันมาถึง 13 EP. ที่ทิ้งค้างว่า จะมาชำแหละต้นทุนการรบ และความคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มาไว้ก่อน
แต่ EP. นี้ก็ยังเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ร้อนไทย–กัมพูชาอยู่ เมื่อประเทศไทยเกิดเหตุบังเอิญที่ไม่น่าจะบังเอิญขึ้นมาถึง 3 เหตุการณ์ในระยเวลาเพียงแค่ 2 วัน
เหตุบังเอิญทั้ง 3 เหตุ จะบังเอิญเกิด หรือ เกิดจากฝีมือคน, คนที่อาจสะเพร่า เลินเล่อ ละโมภ ในการลดต้นทุนการก่อสร้าง หรือ คนที่จงใจสร้างเหตุการณ์ ทั้ง 3 เหตุ โดยมีเป้าประสงค์อย่างอื่น ต้องลองประเมินและหาเหตุ–หาผลว่าอะไรคือที่มาของเหตุการณ์ทั้ง 3 เคส ที่เหมือนจะมีจุดเชื่อมโยงเดียวกัน
โศกนาฏกรรม 2 เคสแรก เกิดขึ้นติดกัน 2 วันซ้อน ตั้งแต่เหตุชิ้นส่วนเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ตกลงมาทับขบวนรถไฟโดยสารกรุงเทพ–อุบลราชธานี จนผู้เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนมาก เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 และถัดมาวันเดียว 15 มกราคม 2569 ก็เกิดเหตุเครนก่อสร้างทางยกระดับพระราม 2 พร้อมชิ้นส่วนแท่งคอนกรีต ตกลงมาทับลงมาทับรถขนส่งสินค้า จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย
2 เหตุการณ์นี้ถูกตังข้อสังเกตุว่า มีความคล้ายกันในหลายจุด
คล้ายแรก ทั้ง 2 เคส เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เรี่ยกัน คือ 09.10 น. ของวันที่ 14 และ 15 มกราคม 2569 แม้เวลาเกิดเหตุจริงอาจไม่ตรงกันเป๊ะ แต่ก็นับเป็นห้วงเวลาที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง
คล้ายที่สอง ทั้ง 2 เคส เป็นเอกชนรายเดียวกัน คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD
คล้ายที่สาม คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้นเหตุมาจากตัวเครนที่ใช้สำหรับการเคลื่อนแท่งคอนกรีตพังถล่มลงมาทั้ง 2 เคส
ความคล้ายทั้ง 3 คล้าย ที่คล้ายกันอย่างบังเอิญ ถูกตั้งคำถามและตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์บางรายถึงทฤษฎีการเชื่อมโยง และทฤษฎีการวางแผนที่บานปลาย ไปถึงข้อสังเกตว่าอาจเป็น “การก่อวินาศกรรม”
เพียงแต่เมื่อลงลึกถึงเหตุและผลของสาเหตุที่เกิดขึ้น มีความเป็นวิทยาศาสตร์เพียงพอที่อาจจะมาจากความสะเพร่า ความประมาทของบริษัทผู้รับเหมา
โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงพอต่อการรับน้ำหนัก และการลดต้นทุนการก่อสร้าง จากเม็ดเงินโครงการที่ถูกดึงออกจากระบบระหว่างทาง จนเหลือไม่ถึงครึ่งของมูลค่าโครงการที่แท้จริง
เหตุและผลทางวิทยาศาสตรทั้งหมด เพียงพอต่อการหักล้างความเชื่อ เรื่องความไม่บังเอิญลงมาได้ในระดับหนึ่ง
แต่...ทันทีที่เกิดเหตุไฟไหม้เสาตอม่อสะพานภูมิพล ในช่วงเวลาเย็นของวันที่ 15 มกราคม 2569 และไหม้ในจุดที่แรงดันน้ำไม่สามารถฉีดขึ้นไปดับได้
ภาพไฟลุกไหม้เสาตอม่อทั้งเสา แม้ไม่สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างของเสาสะพาน แต่ภาพแสงไฟที่ลุกโชนท่ามกลางความมืดในช่วงค่ำคืนของเดือนมกราคม มันตอกย้ำความสงสัยของผู้ที่เห็นเหตุการณ์ และติดตามเหตุการณ์โศกนาฏกรรมทั้ง 2 วันมาอย่างใกล้ชิด
อะไรจะบังเอิญเกิดเหตุการณ์ ติดต่อกัน 3 เหตุการณ์ในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 2 วัน
ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์บางรายถึงทฤษฎีการเชื่อมโยง และทฤษฎีการวางแผนที่บานปลายไปถึงข้อสังเกตว่า อาจเป็นการก่อวินาศกรรม จึงถูกหยิบยกขึ้นมาประเมินถึงความเป็นไปได้อีกครั้ง
ความเป็นไปได้ที่ทั้ง 3 เคส จะไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจที่เกิดจากการวางแผน ความตั้งใจที่มีเป้าประสงค์อย่างอื่น
เคสแรก มีผู้เชี่ยวชาญดึงข้อมูลของค่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากอุบัติเหตุว่า มีความเป็นไปได้ต่ำมากในเชิงสถิติ
ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่ขบวนรถไฟทิ่วิ่งอยู่ด้านล่าง และรถเครนที่อยู่ด้านบนจะมาประจวบเหมาะเจอกันในเวลาเดียวกัน มีโอกาสเป็นไปได้ต่ำมาก
รถไฟโดยสารขบวนที่ 21 ซึ่งเป็นรถโดยสารดีเซลรางด่วนพิเศษ กรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ขบวนนี้ออกจากสถานีต้นทางเมื่อเวลา 06.10 น. เส้นทางรถไฟปกติ จะไม่ทับซ้อนกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่กำลังก่อสร้าง
พื้นที่เดียวที่เส้นทางของรถไฟปกติ จะทับซ้อนกับการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง หรือให้เห็นภาพชัดคือ พื้นที่ทางรถไฟความเร็วสูงที่การก่อสร้างจะอยู่เหนือทางรถไฟปกติ มีเพียงพื้นที่เดียว คือ พื้นที่ที่เกิดเหตุในบริเวณบ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาเท่านั้น
ประการสำคัญ พื้นที่ทับซ้อนนั้น จะมีความยาวเพียง 300 เมตรเท่านั้น!
ระยะทาง 300 เมตร หากจะบังเอิญให้รถเครนที่อยู่ด้านบนวิ่งบรรจบกันพอดี ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะผู้ควบคุมเส้นทางรถไฟแต่ละช่วง จะต้องควบคุมการเดินรถของด่วนพิเศษเดีเซลรางขบวนที่ 21 มาตลอดเส้นทาง
ทันทีที่ขบวน 21 วิ่งผ่านออกมาจากสถานีหนองน้ำขุ่น เพื่อมุ่งหน้าสู่สถานีสีคิ้วเป็นสถานีต่อไป ผู้ควบคุมเส้นทางจะต้องรู้แล้วว่า รถไฟขบวนที่ 21 จะผ่านจุดทับซ้อนบริเวณบ้านถนนคต ในเวลาเท่าไหร่
ทำไม…ไม่มีการแจ้งให้รถเครนที่กำลังก่อสร้างด้านบนชะลอเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งเคลื่อนสิ่งก่อสร้างเข้าไปในพื้นทับซ้อน
หรือหากรถเครนที่กำลังติดตั้งรางรถไฟ ทำงานอยู่ในบริเวณนั้นอยู่แล้ว ไม่สามารถเคลื่อนออกจากจุดที่เกิดเหตุได้ โอกาสที่เครนจะถล่มลงมาพอดีขณะที่ขบวนรถโดยสารที่ 21 กำลังจะเคลื่อนผ่านก็ยังเป็นได้น้อยมาก
เนื่องเพราะรถดีเซลรางขบวนที่ 21 มาด้วยความเร็วสูง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ความยาวต่อตู้โดยสารที่มียาวเพียงตู้ละ 24.3 มตร รวม 3 ตู้โดยสารเท่ากับรถไฟขบวนที่ 21 จะมีความยาวตลอดขบวนเพียง 72.9 เมตร
รถไฟที่มาด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนความยาวของขบวน 72.9 เมตร เครนที่จะตกลงมาและลงตรงกลางขบวน คือ บริเวณตู้โดยสารที่ 2 ของขบวนรถ จึงเป็นความบังเอิญที่แม่นยำจนเกินไป
ความแม่นยำนี้ ไม่ได้เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น เพราะเป็นไปได้ที่จะบังเอิญ บังเอิญตัวเครนทรุดตัวลงตอนนั้น
บังเอิญรถไฟขบวนที่ 21 วิ่งมาพอดี
บังเอิญตกลงมาเหมาะเหม็งกับเวลาที่ตู้โดยสารตู้แรกวิ่งมาถึง และตัวเครนตกลงมากระแทกตรงบริเวณตู้โดยสารตู้ที่ 2 พอดี
เป็นไปได้ที่จะเป็นเพราะผู้โดยสารทั้ง 52 คนที่โดยสารอยู่ในตู้โดยสารตู้ที่ 2 บังเอิญเคราะห์ร้ายพร้อมกัน
แต่บนความบังเอิญนี้ เมื่อเทียบกับการคำนวนที่รู้ความเร็ว รู้เวลาที่มาถึง รู้น้ำหนักของเครนที่จะตกลงมา
เทียบกับการคำนวนความสูงและความเร็วของน้ำหนักเครนที่จะตกลงมาบนขบวนรถโดยสาร มันมีความเป็นไปได้มากกว่าที่จะบังเอิญขนาดนั้น
ทั้งหมดหากเป็นจริง หากไม่ใช่เป็นความบังเอิญ คนที่ทำต้องมีความสามารถระดับไหน และมีเครือข่ายใหญ่ขนาดไหน ถึงจะมีความสามารถทำได้ขนาดนั้น
ส่วนเหตุการณ์ที่ 2 ที่ถนนพระราม 2 ง่ายมากที่จะสรุปให้เป็นอุบัติเหตุ เพราะเส้นทางนี้มีสถิติการเกิดเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนผู้คนจำนวนมากเลี่ยงที่จะใช้เส้นทางเส้นนี้ในการสัญจรลงภาคใต้
“การทำให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุ” จึงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะโอกาสเป็นอุบัติเหตุมีสูงเกือบ 100 %
มีเพียงเหตุผลเดียวที่จะโยงได้ว่าเป็นเหตุที่เกี่ยวข้องกันคือ “บริษัทเดียวกัน” เพิ่งเกิดเหตุแบบเดียวกัน แต่ช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมงก็เกิดเหตุแบบเดียวกันอีกครั้ง ทำไมไม่มีการสั่งการตรวจสอบไซต์ก่อสร้าง ไซต์อื่นๆในทันที
ประการสำคัญ ทำไม เวลาที่เกิดเหตุถูกบันทึกเป็นช่วงเวลาระหว่าง 09.10 – 09.15 น. เช่นเดียวกันทั้ง 2 เหตุ…มันจะบังเอิญเกินไปหรือไม่
ส่วนเหตุไฟไหม้เสาตอม่อสะพานภูมิพล 2 ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 18.45 – 19.20 น.ของคืนวันที่ 15 มกราคม 2569 จุดต้นเพลิงเกิดจากบริเวณโคนเสา ที่มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า เกิดจากกองขยะที่กองไว้ในบริเวณนั้น
ไฟที่โหมลุกไหม้ และไม่สามารถดับได้ในทันที เป็นเพราะเปลวไฟลุกไหม้ลุกลามสูงขึ้นไปจนติดท่อ PV ซึ่งอยู่บริเวณใต้คานสะพานด้านบน มีความสูงจากพื้นราบกว่า 40 เมตร ทำให้รถดับเพลิงทั่วไปไม่สามารถฉีดน้ำขึ้นไปถึงได้
เจ้าหน้าที่จึงต้องประสานรถดับเพลิงแบบกระเช้ายกสูง เข้าดำเนินการฉีดน้ำสกัดเพลิงจากด้านบน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้
เคสล่าสุด แม้ไม่ผลเสียหายต่อโครงสร้าง แต่ภาพไฟที่ลุกไหม้โดดเด่นขนาดนั้น กระทบต่อความรู้สึกของผู้คนที่เห็นค่อนข้างมาก
3 เหตุการณ์ทิ่เกิดขึ้นใน 2 วัน แม้ลำดับความรุนแรงในเหตุการณ์จะต่างกันในแง่ของความสูญเสีย แต่ทั้ง 3 เหตุการณ์รุนแรงในระดับเดียวกันต่อความรู้สึก
ในแง่การข่าว ในแง่ความมั่นคง ในแง่ของช่วงเวลาหลังความขัดแย้งไทย–กัมพูชาทั้ง 2 รอบ ความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบด้านผลประโยชน์กับกลุ่มทุนเทา กลุ่มทุนที่มีฐานรากของศูนย์บัญชาการอยู่ในทั้ง 2 ประเทศ
เม็ดเงินนับแสนล้านที่กำลังจะสูญเสียจากความขัดแย้งรอบนี้ การปราบปรามที่เข้มข้นขึ้น จากสถานการณ์ที่บังคับให้ต้องทำ
ภาวะการณ์ “ผึ้งแตกรัง” ที่เกิดขึ้นกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกลุ่มนี้ ทำให้มองข้ามไม่ได้ว่า ทั้ง 3 เหตุการณ์จะมีจุดเชื่อมโยงเดียวกันหรือไม่
นับจากนี้สงครามไทย–กัมพูชาที่รบกันในแบบทั้ง 2 ครั้ง จะแปรเปลี่ยนไปสู่สงครามการก่อการร้าย หรือการลักลอบก่อวินาศกรรมในประเทศ เพื่อสร้างความวุ่นวาย ความปั่นป่วน โดยหวังผล “ให้เกิดการพะวักพะวน ภายในประเทศ” หรือไม่
โดยเฉพาะความปั่นป่วนทางการเมืองภายในประเทศของไทย ซึ่งเสือเฒ่าอย่าง ฮุน เซน เคยทำสำเร็จมาแล้วกับรัฐบาลของเพื่อไทย
ทั้ง 3 เหตุการณ์ เป็นความเชื่อมโยงกันที่ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้…
เพราะหากมองข้าม โอกาสที่จะขยายขึ้นเป็นเหตุการณ์ใหญ่ เพื่อหวังผลที่มากกว่านั้น ก็พร้อมที่จะเป็นไปได้ทันที
EP.หน้ากลับมาที่การถอดรหัสสงคราม 2 รอบไทย–กัมพูชา ได้หรือเสีย และจะเดินหน้าต่ออย่างไรในสมรภูมิรอบหน้า ที่เชื่อว่า “ไม่น่าจะนานเกินรอ”





