สถานการณ์การรบไทย-กัมพูชาระลอกใหม่ ล่าสุดฝ่ายไทยเข้ายึดคืนพื้นที่ได้ในหลายจุด ทั้งที่ปราสาทตาควาย ช่องอานม้า เนิน 500 เนิน 677 ปราสาทคณา ช่องบก และอีกหลายพื้นที่ในภาคตะวันออก ทั้งในจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดตราด
ธงชาติไทยโบกสะบัด พร้อมเสียงเพลงชาติไทยที่ดังกระหื่ม แสดงถึงสัญลักษณ์ของชัยชนะ แต่กระนั้นการรุกคืบ เพื่อทวงคืนพื้นที่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ บางจุดก็ยังไม่ได้ข้อยุติ
โดยเฉพาะการรบบนเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดสูงข่มที่ส่งผลต่อปราสาทตาควาย การรบยังคงยืดเยื้อ และยังไม่เบ็ดเสร็จ พร้อมๆกับทหารไทยยังคงสูญเสียเพิ่มขึ้น จากการยิงต้านทานของทหารกัมพูชา ทั้งจรวดหลายลำกล้อง BM-21 เครื่องยิงลูกระเบิด ค.ขนาดต่างๆ ที่ระดมยิงขึ้นมาอย่างหนัก รวมถึงการลอบโจมตีภาคพื้นดิน จากกำลังทหารกัมพูชาที่ซ่อนตัวอยู่ในอุโมงค์ และบังเกอร์ที่ถูกก่อสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแรงภายใต้เนิน 350
แนวรบหลายแห่งที่ทหารกัมพูชาสร้างขึ้น มิได้เกิดขึ้นหลังวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เท่านั้น แต่ภาพที่เห็นในหลายพื้นที่ แม้แต่พื้นที่บริเวณบ้าน 3 หลังที่บ้านชำราก จังหวัดตราด ที่คาดการณ์ว่า จะยึดได้โดยง่าย ก็ยังถูกยิงต้านทานอย่างหนัก ก่อนจะพบว่า กัมพูชาได้สร้างคูเรต บังเกอร์ และเบิร์มบุคคลอย่างแข็งแรง เพื่อป้องกันการรุกของทหารราบ และการยิงถล่มของปืนใหญ่ฝายไทย
ยุทธศาสตร์การรบของกัมพูชาที่ถูกเผยออกมาให้เห็นมากขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปจากการรบครั้งแรกในช่วงสงคราม 5 วัน 24 -28 กรกฏาคม 2568 ทั้งแผนการรุก การตั้งรับ การวางแนวยิงของ BM-21 และการใช้โดรนโจมตี โดรนทิ้งระเบิด และโดรนกามิกาเซ่ สะท้อนชัดว่า มีผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารเข้ามามีบทบาทในการวางแผนการรบครั้งนี้
แน่ล่ะ…ส่วนหนึ่งของการวางแผนเรื่องการสร้างคูเลต บังเกอร์ และการรบแบบกองโจร ที่ใช้อุโมงค์เป็นเส้นทางการเข้า-ออก เพื่อโจมตีทหารไทย เป็นยุทธวิธีที่คล้ายคลึงกับกองกำลังเวียดกง หรือ หน่วยแซบเปอร์ของเวียดนาม ที่ใช้มากในการรบกับฝ่ายอเมริกา ในสงครามเวียดนาม
ยุทธวิธีนี้ ฮุน เซน ย่อมเรียนรู้มาจากการรบในช่วงนั้น เพราะการรบในสงครามร่วมกับเวียดนามมาอย่างโชกโชน
แน่ล่ะ…การจัดรูปแบบกองทัพ การฝึกกำลังรบ และเตรียมความพร้อมของอาวุธ ทั้งปืนประจำกาย ปืนซุ่มยิง ปืนใหญ่ และเครื่องยิงจรวด อันเป็นลักษณะนิยมของกองทัพอเมริกา ย่อมเป็นแนวคิดทางการทหารของ ฮุน มาเนต
แต่ยุทธศาสตร์การรบ ยุทธวิธีการรับมือกับกองทัพไทย ที่เปลี่ยนไปจากการรบที่ฝ่ายกัมพูชาสูญเสียครั้งใหญ่ในการรบ 5 วันต่างหาก…ที่น่าสนใจ
น่าสนใจว่า…ใครมาวางยุทธวิธีให้ใหม่
น่าสนใจว่า…ยุทธวิธีรอบนี้ เป็นยุทธวิธีอันรู้เท่าทันขีดความสามารถของกองทัพไทย
น่าสนใจว่า…เป็นยุทธวิธีที่กำลังขุดหลุมพราง ให้ทหารไทยอาจเดินเข้าสู่กับดัก Killing Zone อย่างเต็มรูปแบบ
ยอดความสูญเสีย BM-21 ที่ถูกทำลายได้เพียง 1 ระบบ จากที่กัมพูชามีถึง 66 ระบบ ทั้งที่กัมพูชาระดมยิงจรวดจาก BM-21 เข้าที่มั่นของทหารไทยจำนวนมาก เห็นชัดว่า กัมพูชาปรับกระบวนการยิง และกำหนดพื้นที่การยิง เพื่อป้องกันการโจมตีทางอากาศของฝ่ายไทย รวมถึงถอย BM-21 ออกไปยิงในระยะห่างจากระยะหวังผลของปืนใหญ่ไทย
BM-21 มีระยะการยิง 20-40 กิโลเมตร ขณะที่ปืนใหญ่ของฝ่ายไทย มีระยะการยิงประมาณไม่เกิน 40 กิโลเมตรเช่นกัน
แต่ระยะการยิง 40 กิโลเมตรของกัมพูชา กับ 40 กิโลเมตรของฝ่ายไทย…ไม่เท่ากัน!
การรบรอบแรก 40 กิโลเมตรของกัมพูชา คือ เป้าหมายตัวเมืองศรีสะเกษ และพื้นที่บางอำเภอของสุรินทร์ ทำให้กัมพูชา ต้องขยับรถที่ติดตั้งจรวด BM-21 เข้ามาประชิดชายแดน เพื่อยิงสาดเข้ามาในพื้นที่เป้าหมายฝั่งไทย
แต่การรบครั้งใหม่ ระยะแรกแม้จะยังเป็นการยิงระยะประชิดชายแดน แต่เมื่อกองทัพไทยขยับเข้ายึดครองพื้นที่ในที่มั่นสำคัญหลายแห่ง ระยะการยิงของ BM-21 ก็ถอยกลับลึกเข้าในกัมพูชา พร้อมปรับระยะการยิงเข้าใส่พิกัดสำคัญ ทั้งภูมะเขือ ปราสาทตาควาย เนิน 350 เนิน 500 เนิน 677 ช่องบก และช่องอานม้า อันเป็นพิกัดซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของทหารกัมพูชา
นี่คือ…การปรับยุทธวิธีการถอยร่น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทหารไทยเข้ามายึด และเป็นเป้านิ่งในพิกัดที่กัมพูชากำหนดให้เป็น Killing Zone
กัมพูชารู้ดีว่า ฝ่ายไทยรบภายใต้แรงกดดันที่จะต้องยึดครองพื้นที่ตามที่ระบุว่า เป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยให้ได้ การปล่อยให้ไทยเข้ายึดครองพื้นที่
ทางหนึ่งอาจดูเหมือนแพ้…
แต่อีกทางหนึ่ง กัมพูชารู้ดีว่า การยึดครองพื้นที่ ขณะที่ยังไม่มีเวลาปรับฐาน เพื่อสร้างบังเกอร์ที่แข็งแรงเพียงพอ นั่นคือ เป้านิ่งอย่างดีสำหรับปืนใหญ่ จรวด BM-21 รวมถึงปืน ค.ขนาดต่างๆ และโดรนทิ้งระเบิด
กัมพูชาเสียพื้นที่ให้ไทยยึดครองได้ เพราะเล่นบทเหยื่อที่ถูกรุกราน
แต่ไทยเสียพื้นที่ไม่ได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว เพราะรบภายใต้แรงกดดันมหาศาล
ยุทธวิธีการถอย เพื่อรุกของกัมพูชา จึงเป็นการถอยในเชิงยุทธวิธี
อันเป็นยุทธวิธีที่เกิดขึ้นภายใต้การแนะนำ การชี้แนะ และการวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์
รบรอบนี้…หลายฝ่ายเชื่อว่า กัมพูชามีที่ปรึกษาทางทหารมาร่วมวางแผนให้อย่างแน่นอน
รบรอบนี้…หลายฝ่ายเชื่อว่า กัมพูชามีกองกำลังเสริมเข้ามาจากต่างชาติอย่างแน่นอน
รบรอบนี้…หลายฝ่ายมองไปที่ชาติมหาอำนาจ อย่างจีน อเมริกา รัสเซีย ที่อาจจะเข้ามาแบคอัพกัมพูชา อาจจะเป็นทั้ง 3 ชาติ หรือ ชาติใดชาติหนึ่ง
จีนถูกมองว่า น่าจะเป็นมหาอำนาจสำคัญที่มีบทบาทสนับสนุนกัมพูชาอย่างเต็มที่ เพราะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชาแบบแนบแน่น
อาวุธจำนวนมากที่ถูกทหารไทยยึดได้…เห็นได้ชัดว่า เป็นอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน
ภาพอาวุธ ทั้งจรวด BM-21 ปืนใหญ่อัตตาจร และอาวุธประจำกายทหารราบ จรวดต่อสู้รถถัง GAM-102 LR ที่ไทยเพิ่งยึดได้ล่าสุด ก็ล้วนเป็นอาวุธที่กัมพูชาได้รับจากจีน อันเป็นการได้มาทั้งจากการช่วยเหลือทางการทหารแบบให้เปล่าและการขาย จีนจึงถูกมองเป็นเป้าหมายหลักว่า คือ มาสเตอร์มายด์ ทั้งด้านอาวุธ และการกำหนดยุทธศาสตร์การรบ
มองในมุมเดียว เรื่องจริงอาจเป็นเช่นนั้น เพราะประจักษ์ทั้งหลักฐานด้านอาวุธ ยุทโธปกรณ์ ประจักษ์ทั้งความช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมการรบ ความร่วมมือในการซ้อมรบ และประจักษ์ต่อนโยบายของจีนที่มีต่อกัมพูชาในด้านการเข้าไปลงทุนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
แต่ภาพมุมเดียว อาจไม่เป็นธรรมกับจีน เพราะจีนเดินหน้านโนบายสนับสนุนกัมพูชาอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการทหาร
การรบ 5 วันในรอบแรก อนุมานได้ว่า กัมพูชาใช้สรรพอาวุธ และแนวทางการรบที่ได้รับการฝึกมาจากจีน รวมถึงครูฝึกคอมมานโดจากอินโดนีเซีย
แต่การรบรอบใหม่ ยุทธวิธีที่กัมพูชาใช้ การรบที่มีระบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น การรบที่รู้ไทยมากขึ้น เข้าใจสรรพกำลังของไทยมากขึ้น “ทั้งหมดย่อมไม่ใช่จีนแน่นอน”
แล้วใครล่ะ คือ มาสเตอร์มายด์ตัวจริงที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธวิธีให้กัมพูชารอบนี้
ขอเป็นอีก EP.ที่จะมาขยายภาพให้ชัดขึ้น ทั้งบริษัททหารรับจ้างเอกชน และการเดินเกมของมหาอำนาจ ที่อยากเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้อีกครั้ง






