ส่องสถานการณ์ร้อนชายแดนไทย-กัมพูชา EP.8 ถอดรหัสศึกรอบใหม่ จับพิรุธ ‘ทรัมป์-อันวาร์-ฮุนมาเนต’ เจาะเบื้องหลังใครตั้งใจ ‘จุดไฟสงคราม’

20 ธ.ค. 2568 - 05:00

  • ‘เนิน 350’ ยังเป็นสมรภูมิชี้ชะตายุติสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

  • หน่วยข่าวกรองชี้เบื้องหลังแผนรบกัมพูชาใช้ ‘บริษัททหารรับจ้างเอกชน’ (Private Military Company) สู้ไทย

  • แผนจัดหา Mercenary Warrior เชี่ยวชาญทั้ง Electronic Warfare และ Cyber Warfare System

ส่องสถานการณ์ร้อนชายแดนไทย-กัมพูชา EP.8 ถอดรหัสศึกรอบใหม่ จับพิรุธ ‘ทรัมป์-อันวาร์-ฮุนมาเนต’ เจาะเบื้องหลังใครตั้งใจ ‘จุดไฟสงคราม’

11 วันของการรบรอบใหม่ไทย-กัมพูชา จนถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ภาพชัดขึ้นเรื่อยๆว่า สมรภูมิที่ยังคงรบกันอย่างหนักเหลือเพียง เนิน 350 และบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

กัมพูชายังคงเติมกำลังเข้ามา เพื่อรักษาฐานที่มั่นบนเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดสูงข่ม ที่ส่งผลต่อการรบในบริเวณปราสาทตาควาย ส่วนที่บ้านหนองจาน เป็นการยิง BM-21 ถล่มเข้ามาเป็นระยะๆ 

ขณะที่ฐานปฏิบัติการใหญ่ในพื้นที่บริเวณรอบๆตัวปราสาทพระวิหาร ก็ยังคงเป็นฐานบัญชาการรบหลัก เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มองเห็นความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยได้ชัด ทั้งที่ภูมะเขือ และผามออีแดง   

ส่วนฝ่ายไทย กองทัพอากาศใช้ปฏิบัติการโจมตีเส้นทางลำเลียงยุทธภัณฑ์ และทำลายคลังแสงของฝ่ายกัมพูชา เพื่อโดดเดี่ยวกองกำลังกัมพูชา ที่ยังปักหลักต้านทานการรุกของทหารราบ บริเวณเนิน 350 และตัดเส้นทางการส่งเสบียง และยุทโธปกรณ์ขึ้นไปยังฐานปฏิบัติการใหญ่ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร 

ฝ่ายยุทธการของไทย เชื่อว่า มาตรการโดดเดี่ยวกำลังรบแนวหน้า และการทำลายคลังแสงของกัมพูชา จะทำให้กำลังของฝ่ายกัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคาม และอาจต้องถอนกำลังบางส่วนออกจากพื้นที่แนวรบ เนื่องจากไม่สามารถซัพพลายเสบียง และยุทโธปกรณ์เข้าไปสนับสนุน

รายงานล่าสุดของกองทัพภาคที่ 2 ในช่วงเย็นของวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ตอกย้ำความสำเร็จของยุทธการตัดเส้นทางลำเลียง เพื่อโดดเดี่ยวกำลังกัมพูชาบนเนิน 350 และเขาพระวิหาร

เมื่อมีข้อมูลระบุว่า ทหารกัมพูชาจำนวน 150 คน ซึ่งเคลื่อนที่เข้ามาบริเวณทางขึ้นเนิน 350 ไม่สามารถฝ่าแนวการยิง และการโจมตีทางอากาศของฝ่ายไทย ขึ้นไปสมทบกับกำลังที่เริ่มอ่อนล้า และขาดแคลนเสบียงอาหาร น้ำดื่ม และยุทโธปกรณ์ บนเนินแห่งนี้ได้ 

สถานการณ์ทั้งหมดทำให้ฝ่ายยุทธการเชื่อว่า ก่อนปีใหม่ การรบบริเวณแนวชายแดนทุกจุดจะสิ้นสุดลง 

ส่วนการจะเดินหน้าไปสู่การแก้ปัญหาระยะยาว หรือ การวางมาตรการระยะยาว เพื่อมิให้กัมพูชากลับมาเปิดฉากรุกรานพื้นที่ของประเทศไทย หรือเพื่อรับมือการโจมตีของกัมพูชาต่อที่มั่นที่ฝ่ายไทยยึดครองไว้ เป็นเรื่องที่ฝ่ายนโยบายจะต้องหารือ และร่วมกันวางแผนอีกครั้ง 

กระนั้น แม้แนวโน้มการรบน่าจะใกล้ยุติ และเดินไปสู่การเจรจา เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว แต่สิ่งที่ต้องทบทวนและเรียนรู้ต่อการรบ 11 วันที่ผ่านมา คือ บทสรุปของการรบตลอด 11 วันที่ผ่านมา พบว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายตั้งรับ และรอสวนกลับ เมื่อฝ่ายไทยเข้ามาในพิกัดซึ่งเคยเป็นที่มั่นของกัมพูชา 

ต่างจากการรบ 5 วันในครั้งก่อน ที่ฝ่ายกัมพูชาโถมเข้าโจมตีที่มั่นของทหารไทยตลอดแนวชายแดนในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ 

การรบรอบใหม่ ยุทธวิธีที่กัมพูชาใช้ การรบที่มีระบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น การรบที่รู้ไทยมากขึ้น เข้าใจสรรพกำลังของไทยมากขึ้น ทั้งหมดมาจากการวางแผนการรบ การวางกำลัง การวางแนวยิงที่เป็นระบบ 

ใคร คือ ผู้เข้าร่วมกำหนดเกม ร่วมวางแผนการรบกับกองทัพกัมพูชาในการรบรอบนี้!

หน่วยข่าวกรองของต่างชาติที่มีฐานปฏิบัติการทางการข่าวในประเทศ ระบุว่า ทั้งจีน และประเทศตะวันตก หรือกระทั่ง รัสเซีย ยูเครน และแม้กระทั่งตะวันออกกลาง ไม่ใช่กลุ่มประเทศที่เข้ามาสนับสนุนทางลับให้กับรัฐบาลกัมพูชา

“ไม่มีประเทศไหนเสี่ยงที่จะสนับสนุนทางการทหารให้กับกัมพูชา อย่าลืมว่า กัมพูชาวันนี้ คือ ฐานของกลุ่มสแกมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ รวมทั้งไทยก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศในทุกภูมิภาค” 

รายงานของหน่วยข่าวกรอง ระบุว่า กำลังทหารต่างชาติที่เข้ามาร่วมรบกับกัมพูชา ไมได้มาในรูปแบบรัฐต่อรัฐ และเข้ามาในรูปแบบ PMC หรือ Private Military Company (บริษัททหารเอกชน) ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจที่ให้บริการด้านการทหารและความมั่นคงแก่รัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ หรือกลุ่มเอกชน ซึ่งเข้ามามีบทบาทในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ฐานข้อมูลของหน่วยข่าวกรองต่างชาติที่มีฐานในไทย ระบุว่า  ฐานที่มั่นของบริษัททหารเอกชน หรือ ทหารรับจ้างเหล่านี้อยู่ที่เมืองสีหนุวิลล์ และในเมียนมา

PMC บางกลุ่มมีสาขาที่กัมพูชามานานกว่าสิบปี ก่อนสงคราม บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่ส่ง bodyguard VVIP ให้เจ้าหน้าที่รัฐชั้นสูงและนักการเมืองที่มีคดี

ทั้งหมดมีความคุ้นเคยกับ ฮุน มาเนต รวมถึงทำหน้าที่จัดหา Mercenary warrior หรือทหารรับจ้างระดับพระกาฬให้ พวกนี้เก่งทั้งสนามรบและ EW หรือ Electronic warfare รวมถึงมีความชำนาญในด้านของ CW : Cyber Warfare System

กลุ่มนักรบ EW จะเป็นเรื่อง signal jamming, spoofing, electromatic 

การใช้ HPM : High Power Microwave ขั้นสูงในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม

ส่วนนักรบกลุ่ม CW จะเป็นเรื่องระบบดาวเทียม Software สื่อสารและการวางระบบ การทำลาย เครือข่ายด้วยการใช้ ซอฟต์แวร์อันตราย หรือ การปล่อยมัลแวร์เข้ามาทำโจมตีระบบ  

คอนเซ็ปต์การรบของกลุ่ม EW และ CW คือ ในสงครามไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าการถูกล่มระบบสื่อสารในระหว่างรบ

ข้อมูลของหน่วยข่าวกรองต่างประเทศระบุว่า ในปี 2025 มีข้อมูลว่า กัมพูชาใช้บริการจากกลุ่มความมั่นคงเอกชนและเครือข่าย ที่มีลักษณะคล้าย PMC (Private Military Company) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกองทัพกัมพูชา โดยเฉพาะในมิติด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่

บทบาทด้านสงครามเทคโนโลยีและโดรน

กัมพูชาได้ว่าจ้าง นักรบรับจ้างทางเทคนิค (Technical Mercenaries) ที่มีความชำนาญเฉพาะทางเข้ามาเสริมกำลังรบ

• กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการใช้โดรน: มีรายงานการใช้โดรนพลีชีพ (FPV Drones) และโดรนสงครามในการโจมตี ซึ่งมีรูปแบบยุทธวิธีคล้ายกับที่ใช้ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน

• การสนับสนุนจากจีน: แม้จะไม่ใช่ PMC ทั้งหมด แต่บริษัทป้องกันประเทศของจีน เช่น Sageras Defense (Cambodia) Co. Ltd. ได้ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมกัมพูชาสร้างนิคมอุตสาหกรรมทหารเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี และมีการใช้ "หุ่นยนต์สุนัขติดอาวุธ" รวมถึงโดรนสอดแนมในการฝึกร่วม Golden Dragon 2025

บทบาทด้านสงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) พบว่า กัมพูชามีการเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มที่ถูกเรียกว่า "Scam Army" หรือกองทัพไซเบอร์สแกมเมอร์ ซึ่งทำงานทับซ้อนกันระหว่างอาชญากรรมข้ามชาติและการสนับสนุนปฏิบัติการข่าวสาร (IO)

• กลุ่มนักรบไซเบอร์: มีกลุ่มแฮกเกอร์ เช่น AnonsecKh (หรือ Bl4ckCyb3r) ที่ถูกกล่าวหาว่าพุ่งเป้าโจมตีเว็บไซต์รัฐบาลและกองทัพของไทยในช่วงความขัดแย้งชายแดน

• เครือข่ายความมั่นคงเอกชน (PMSC): มีการกล่าวถึงบริษัทอย่าง Shadow Defense ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนจีนในกัมพูชา และทำงานด้านความมั่นคงในลักษณะที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากกฎหมายระหว่างประเทศ 

กลุ่มและบริษัทที่ถูกระบุถึงในปี 2025

• Shadow Defense: บริษัทรักษาความปลอดภัยสัญชาติจีนที่มีบทบาทในการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจและฐานปฏิบัติการในกัมพูชา

• CPU (Cambodia Protection Unit): ถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายทหารรับจ้างต่างชาติที่มีฐานปฏิบัติการในคาสิโนและคอมพาวด์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นฐานฝึกและปฏิบัติการ

• กลุ่มทหารรับจ้างจากยุโรปตะวันออก: มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของอดีตสมาชิกกลุ่ม Wagner Group หรือกลุ่ม Bear Brigade ที่เข้ามาให้คำปรึกษาด้านการรบและโดรน แม้ทางรัสเซียจะปฏิเสธก็ตาม 

ฐานบัญชาการการรบบนยอดเขาพระวิหาร โดยเฉพาะในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร เป็นฐานที่มั่นสำคัญ และเป็นฐานปฏิบัติการที่เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีระดับสูง เสาสัญญาณ และหน้าที่ผู้ตรวจการณ์หน้าให้กับปืนใหญ่ และจรวด BM-21 ของกัมพูชา

ฐานปฏิบัติแห่งนี้ เชื่อว่า เป็นศูนย์อำนวยการรบที่ควบรวมจุดเด่นของการรบแบบตะวันออก  การรบที่เรียนรู้มาจากสงครามเวียดนามของ ฮุน เซน และนายทหารอาวุโส ที่เป็นสหายร่วมรบของ ฮุน เซน ในทุกสมรภูมิ 

การรบที่ได้รับการฝึกฝนจากการส่งกำลังไปฝึกที่ประเทศจีน ตามข้อตกลงความร่วมมือทางการทหาร รวมกับความเชี่ยวชาญตามแบบหลักนิยมทางทหารของฝั่งอเมริกา อันเป็นความเชี่ยวชาญของฮุน มาเนต และนายทหารที่ใกล้ชิด 

ทั้งความเชี่ยวชาญของ ฮุน เซน และฮุน มาเนต เมื่อมาผนวกเข้ากับการทำสงครามรูปแบบใหม่ของกลุ่มบริษัท PMC หรือ Private Military Company(บริษัททหารเอกชน) ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจที่ให้บริการด้านการทหารและความมั่นคงแก่รัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ หรือกลุ่มเอกชน ซึ่งเข้ามามีบทบาทในกัมพูชาในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้การรบระลอกใหม่ 11 วันที่ผ่านมา กัมพูชามีรูปแบบการรบที่หลากหลายมากขึ้น 

EP.หน้าจะลงลึกเรื่องกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุนกลุ่ม PMC เหล่านี้ และทำไมโดรนสอดแนมของไทย ถึงถูกยิงตกขณะบินเข้าไปในเขตน่านฟ้าเหนือปอยเปต ทำไมจรวดต่อสู้อากาศยานแบบประทัปบ่าของกัมพูชา จึงมีใช้เฉพาะในเขตพื้นที่นั้น

ใครอำนวยการยิง และยิงเพื่อป้องกันอะไร…มาหาคำตอบกัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์