‘ทักษิณ ชินวัตร’ ความหวังและทางเลือก

11 พ.ค. 2569 - 09:42

  • ทักษิณพ้นการคุมขัง กลับสู่ครอบครัว แต่ยังอยู่ในช่วงพักโทษ

  • การวางบทบาทหลังจากนี้ ถูกจับตาว่าจะถอยห่างหรือยังอยู่หลังฉากการเมือง

  • ภารกิจสำคัญคือประคองพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสมการอำนาจ

‘ทักษิณ ชินวัตร’ ความหวังและทางเลือก

หลัง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 23 กลับเข้าไปรับทัณฑ์ ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำจริงๆ เป็นเวลานานแปดเดือนเศษ และได้รับการพักโทษปล่อยตัวจากทัณฑสถาน มาจำขังที่บ้านตัวเองต่อในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.2569

‘ทักษิณ’ ได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัว รวมทั้ง กลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังมีความศรัทธาในตัวอดีตผู้นำคนนี้อย่างเหนียวแน่น แม้จะออกมาพร้อมกับกำไล EM และกว่าจะพ้นโทษได้รับอิสรภาพจริงๆ ต้องรอเวลาอีก 4 เดือนข้างหน้า

แต่ด้วยเหตุแห่งโทษที่เหลืออยู่ไม่มาก หากมีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปในวาระสำคัญของประเทศ ทักษิณย่อมอยู่ในข่ายได้รับสิทธิพ้นโทษก่อนกำหนด ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว

ทว่าสิ่งที่คาดเดายากและยังหาคำตอบไม่เจอ คือ การใช้ชีวิตต่อจากนี้ของทักษิณ จะดำรงตนอยู่อย่างไรในวัยย่างสู่ 77 ขวบปี จะถอยห่าง ‘ล้างมือ’ จากการเมืองไปเลี้ยงหลาน 7 คน อย่างที่เคยพูดไว้ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2566 หรือจะยังคงทำหน้าที่อยู่หลังฉากการเมืองต่อ

ระหว่างดำรงตนเป็น สทร.คนเดิม ประเภทปะ ฉะ ดะ คงเส้นคงวาอย่างที่เคยทำ กับปรับจูนลดดีกรีความร้อนแรงลง รักษาระยะห่างของความเป็นคนการเมืองหลังม่านแบบมีศิลปะ

นี่คือสิ่งที่คอการเมืองเฝ้าจับตาอดีตผู้นำนามทักษิณ หลังพ้นโทษจะถอดบทเรียนที่ตัวเองก้าวพลาดไปในช่วงสองปีที่กลับมาเหยียบแผ่นดินไทย จนต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในคุก ลูกหลานต้องเทียวไปเทียวมาผลัดกันไปเยี่ยมนักโทษ กระทั่งหลานต้องยิงคำถามแบบไร้เดียงสา ‘ทำไมตาไม่กลับบ้าน’

จากประสบการณ์กว่า 17 ปีในต่างแดน กับอีก 8 เดือนในแดนตะราง และวาทะเด็ดที่ทักษิณเคยพูดไว้เมื่อหลายปีก่อน “จะแสวงหาความยุติธรรมให้เจอ ไม่ว่าในนรกหรือสวรรค์” อันแสดงถึงความเป็นมนุษย์พันธุ์อึดของทักษิณ เพราะฉนั้น การออกจากเรือนจำเที่ยวนี้ หลายคนจึงเชื่อว่า

ทักษิณนอกจากจะไม่แผ่วแล้ว คงทำให้มีความแกร่งเพิ่มขึ้น เพียงแต่ในแต่ละย่างก้าวจะรัดกุม ไม่ผลีผลาม ย่ามใจเหมือนอย่างที่ผ่านมา ประเภทที่ใครจะร้องต้องร้องให้ดังๆ ร้องไม่ดังอย่าร้องนั้น คงไม่มีให้เห็นอีก หรือแม้แต่คำว่า ‘เวลาอยู่ข้างผม’ ก็คงไม่ได้ยินเช่นกัน

วันเวลาที่เหลือต่อจากนี้ ทักษิณมีภารกิจสำคัญต้องเร่งทำ คือ ฟื้นพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ถึงขั้นต้องให้กลับมาเป็นพรรคใหญ่เหมือนเดิม แต่ต้องรักษาขนาดไม่ให้เล็กลงไปกว่านี้ และต้องเป็นพรรคที่ยืนอยู่ในจุดตัวแปรสำคัญ เพื่อดำรงสถานะอยู่ในซีกรัฐบาลเท่านั้น

ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นปราการอำนาจ ในการปกปักรักษาทั้งตัวเองและครอบครัว ที่ยังมีพันธนาการทางกฎหมายอีกมากต้องขจัดปัดเป่า ไม่นับอดีตนายกฯ ผู้เป็นน้องสาวอีกคน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน ผ่านป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองมาสองปีแล้ว ยังไม่ได้กลับมาทำบุญสงกรานต์ที่บ้านเกิดร่วมกัน

ด้วยเหตุนี้ ทักษิณแม้ในทางการเมืองจะไม่โดดเด่นเท่าเดิม แถมเกือบจะเข้าใกล้ความเป็นสิ่งชำรุดด้วยซ้ำ จากความผิดพลาด ล้มเหลว ในช่วงกลับมาบริหารประเทศครั้งหลังของเพื่อไทยภายใต้สองนายกฯ ‘เศรษฐา-แพทองธาร’

แต่วันนี้ ในจังหวะที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กำลังเดินย่ำรอยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย(ทรท.) ในอดีต โดยสร้างระบอบใหม่ของตัวเองขึ้น ที่หลายๆ เรื่องสาหัสสากรรจ์หนักข้อกว่าสิ่งที่เรียกกว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ในอดีตด้วยซ้ำ

ดังนั้น การกลับมาของทักษิณหนนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกและจุดประกายแห่งความหวังเล็กๆ ขึ้นในทางการเมืองได้บ้าง ในวันที่ผู้คนเริ่มตั้งคำถามกับ ‘พรรคเขากระโดง’ ที่เลือกทำในสิ่งที่ไม่ได้พูด ส่วนสิ่งที่พูดไม่ได้ทำ แถมเบ่งกล้ามท้าทายอำนาจประชาชนแบบเกินงามในเวลาอันรวดเร็วอีกต่างหาก

จากลักษณะเฉพาะของสังคมไทย ที่อยู่กันแบบกบเลือกนายมานานปี มีรัก มีเกลียด และหลงลืมกันง่ายๆ ไม่ช่างจดช่างจำ จึงทำให้การกลับมาของทักษิณ ถูกมองเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเมือง รวมทั้ง เป็นความหวังเล็กๆ ในวันที่เริ่มมีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายรัฐบาลสีน้ำเงิน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์