วันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 จะร่วมกันบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าให้กับการเมืองไทย ด้วยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นคนที่ 3 หลังสิ้นสุดบทเฉพาะกาลในมาตรา 272 โดยไม่มีสว.ร่วมโหวต
ก่อนหน้านี้ คนแรกคือ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 31 คนที่สอง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 และคนที่สาม ‘คนใหม่’ ที่สภาผู้แทนราษฎร จะลงมติกันในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคมนี้
เบื้องต้นประมุขป้ายแดง โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ออกตัวแรงล้อฟรีตั้งแต่วันแรก จนติดหล่มคำพูดตัวเองทั้งคำว่า ‘ตลก-หิวแสง’ มั่นใจการโหวตนายกฯ จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่กังวลการเล่นเกมล่มองค์ประชุม
“ยืนยันไม่หนักใจการทำหน้าที่ประธานสภาฯ จะปฏิบัติตัวตามข้อบังคับ” ประธานฯ โสภณว่าไว้
ความจริงการเล่นเกมล่มองค์ประชุม คงพูดเผื่อไว้สำหรับอนาคตมากกว่า ไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นแน่ โดยเฉพาะนัดหมายสำคัญที่ทุกพรรคต้องมากันอย่างพร้อมเพรียง และน่าจะได้เสียงท่วมท้นมากกว่าเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ การโหวตเลือกนายกฯ จะเป็นไปตามกระบวนการในมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อ ต้องเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีของพรรคที่มีสส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เท่านั้น
ทำให้มีพรรคการเมือง ที่มีสิทธิเสนอชื่อเข้าแข่งขันเพียง 4 พรรคเท่านั้น คือ ภูมิใจไทย ประชาชน เพื่อไทย และกล้าธรรม แต่เนื่องจาก “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” จับมือกันตั้งรัฐบาลสนับสนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ จึงเหลืออีกสองพรรค คือ ประชาชน-กล้าธรรม จะเสนอชื่อเข้าแข่งขันหรือไม่
สำหรับพรรคประชาชน มีมติชัดเจนไปแล้วให้เสนอชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ลงชิงเก้าอี้นายกฯ ด้วย จนถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการบางรายถึงความไม่เหมาะสม เพราะไม่รักษาคำพูดที่เป็นพรรคอันดับสองจะไม่ตั้งรัฐบาลแข่ง
“ในทางกฎหมายการเสนอชื่อสามารถทำได้ แต่ในทางการเมือง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้นโยบายหรือจำนวนเสียงในสภาคือ ความน่าเชื่อถือ เพราะพรรคการเมืองอาจแพ้เลือกตั้งได้ อาจเป็นฝ่ายค้านได้ หรืออาจไม่มีเสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่สิ่งที่เสียไปแล้วเอาคืนยากคือ เครดิตจากคำพูดของตัวเอง”
“พรรคประชาชน ต้องกลับมาทำงานอยู่บนหลักการ มากกว่าไหลไปตามกระแสการเมือง เพราะพรรคเกิดขึ้นมาโดยการสร้างความเชื่อแก่ประชาชนไปแล้วว่า มีหลักยึด ซึ่งสอดรับกับสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น เป็นพรรคที่มีมารยาท มีหลักการ หากหลักลอยเมื่อไร พรรคก็ไร้ความน่าเชื่อถือเมื่อนั้น”
ข้อความข้างต้น รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว นักวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นไว้ในวันที่พรรคประชาชน มีมติเสนอชื่อคนของตัวเองลงชิงเก้าอี้นายกฯ เหตุผลเดียวกับการแข่งเก้าอี้ประธานสภาฯ เพื่อใช้เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์
หากในมุมของ ดร.โอฬาร มองว่า การแสดงวิสัยทัศน์สามารถใช้เวทีอื่นๆ ได้อีกหลายเวทีในสนามการเมือง ที่ไม่ใช่เวทีนี้ “หลายพรรคไม่ได้สูญเสียความนิยมเพราะแพ้เลือกตั้ง แต่สูญเสียความน่าเชื่อถือเพราะราคาคำพูดของตัวเอง”
แต่คำพูดข้างต้นคงไม่มีผลไปเปลี่ยนความตั้งใจคนในพรรคส้ม ที่ต้องการให้ ‘เท้ง-ณัฐพงษ์’ ลุกขึ้นโชว์วิสัยทัศน์เป็นคู่เทียบกับ ‘เสี่ยหนู-อนุทิน’ พอๆ กับที่ให้ พริษฐ์ วัชรสินธุ ประกบคู่กับ โสภณ ซารัมย์ ในวันก่อน
ส่วนพรรคกล้าธรรม ฟังจากสุ้มเสียงของ อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ยังแบ่งรับแบ่งสู้ขอไปประชุมกันก่อนในเช้าวันโหวตนายกฯ ว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะการเสนอชื่อคนของพรรคลงแข่ง “สองจิตสองใจอยู่ครับ” แต่ก็มั่นใจเสียงโหวตจะไปในทิศทางเดียวกัน
งานนี้ประเมินดูแล้ว แม้เสียงของรัฐบาลจะอยู่ที่ 291 เสียง ฝ่ายค้าน 209 เสียง แต่พอถึงเวลาโหวตแบบขานชื่อทีละคน เสียงที่โหวตให้นายกฯ อนุทิน จะมีมากกว่าเสียงของรัฐบาลแน่ๆ โดยจะไหลมาจากซีกฝ่ายค้าน อย่างน้อยก็ 6 เสียงของพรรคไทรวมพลัง ที่ตกขบวนรถไฟไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยเหตุผลของทั้งแผลเก่า-แผลใหม่ ที่ฝังใจคนบนเขากระโดง
ดังนั้น การโหวตนายกฯ ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ‘กังฟู’ วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง คนเคยอยู่ร่วมชายคาภูมิใจไทย ต้องใช้วิธีมัดจำ มัดใจ เท 6 เสียง โหวตให้นายกฯ อนุทิน โดยไม่มีเงื่อนไข ในระหว่างรอการเคลียร์ใจกัน
ส่วนอีกสองพรรค “กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์” คงงดออกเสียงตามสูตรถนัด เพื่อรักษาระยะความสัมพันธ์เอาไว้ เพียงเท่านี้เสียงโหวตหนุนอนุทินคืนสู่เก้าอี้นายกฯ คำรบสอง ก็ท่วมท้นเกินกว่าว่าเสียงรัฐบาลแล้ว




