จากผลการเลือกตั้งที่ปรากฏออกมา ย่อมมีทั้งคนสมหวังและไม่สมหวัง แม้แต่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ชนะเลือกตั้งมาเป็นที่หนึ่งแบบถล่มทลาย กลายเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยมไปในนาทีนี้ ก็ยังผิดหวังเพราะปักธงใน กทม.ไม่ได้
เป็นตัวแทนชั่วคราวของฝ่ายอนุรักษนิยม ที่ล้างภาพความเป็นพรรคภูธรไม่ออก
พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นอีกพรรคที่ไม่ฟื้นและเข็นไม่ขึ้น แถมยังสูญเสียที่นั่งในพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัด เชียงราย ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ โดยเฉพาะเชียงใหม่ฐานที่มั่นสำคัญของตระกูลชินวัตร ที่ไม่เหลือแม้แต่เก้าอี้เดียว
เท่ากับปิดฉากการเมืองตระกูลชินวัตรในจังหวัดเชียงใหม่
พรรคกล้าธรรม (กธ.) กลับเป็นพรรคที่ไม่ได้อาศัยกระแส แต่ล้มบ้านใหญ่หลายจังหวัด กวาดสส.เข้าสภามาได้ตามเป้า ซึ่งต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่มีกระแสร้อนแรงได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งในภาคใต้และ กทม. แต่ได้ สส.เข้าสภาไม่ถึงครึ่งของเป้าที่ตั้งไว้
ในภาคใต้คงพอเดาได้ที่ ปชป.พลาดเป้า ก็เพราะอีกสองพรรค คือ ‘สีเขียว-สีน้ำเงิน’ ทำได้ถึงกว่า จึงทำให้ความแรงของกระแสไม่สามารถเอาชนะได้ ส่วนใน กทม. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป.แถลงยอมรับตั้งแต่หลังสองทุ่มว่า พรรคประชาชน (ปชน.) มีความแข็งแกร่ง ที่ยากจะเจาะได้
งานนี้พรรคสีฟ้า น่าจะผิดหวังไม่น้อย แม้จะทำใจเอาไว้แล้วว่าเป็นการกลับมารีเซ็ทพรรคใหม่ก็ตาม
แต่พรรคที่ผิดหวังมากสุด คงหนีไม่พ้น ‘พรรคสีส้ม’ หลังรู้ผลเบื้องต้นทำเอาแกนนำหลายคนถึงกับอึ้ง น้ำตาซึม ส่วนสาวกบรรดาแฟนคลับถึงกลับปล่อยโฮ ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาในช่วงค่ำระหว่างรอลุ้นผลคะแนน ณ ที่ทำการพรรค
ทว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปเป็นความปราชัยพ่ายแพ้หรือเป็น ‘ส้มเน่า’ เหมือนที่บางคนเสียดเย้ยเสียเลยทีเดียว เพราะถึงเก้าอี้ สส.จะลดลงแบบฮวบฮาบ แต่ก็เกิดปรากฏการณ์ขึ้นที่สนามเมืองหลวง เมื่อพรรคส้มสามารถยึดเก้าอี้ สส.กทม.เอาไว้ได้ทั้งหมด 33 เขต
ไม่เคยปรากฏมาก่อนที่คน กทม.พร้อมใจกันเลือก สส.พรรคการเมืองเดียวยกจังหวัด
ผลการเลือกตั้งที่ปรากฎออกมา ถึงพรรคส้มจะพลาดเป้า ไม่เป็นไปตามผลโพลของหลายสำนักที่ประเมินไว้ เพราะในพื้นที่ต่างจังหวัดสู้การจัดการของบ้านใหญ่ไม่ได้ แต่เมื่อยึดเมืองหลวงได้เบ็ดเสร็จ ย่อมสะท้อนถึงความต้องการของชนชั้นกลางได้ระดับหนึ่งถึงความต้องการเปลี่ยนแปลง
คงไม่เร็วไปที่จะบอกว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงเริ่มก่อตัวขึ้นในเมืองหลวงแล้ว
ในอดีตมีวลีหนึ่งทางการเมืองว่าไว้ “คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ เป็นคนล้มรัฐบาล” บทสรุปนี้มีโอกาสที่จะวนกลับมาอีกคำรบ เมื่อพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ไม่ได้มาจากความต้องการหรือเจตน์จำนงของคนชั้นกลางในกทม.
การยึดเมืองหลวงได้เบ็ดเสร็ของพรรคส้มเที่ยวนี้ จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ควรมองข้าม



