เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ตอบคำถามนักข่าวเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังฟุ้งๆ ไม่มีความชัดเจนจะมีหรือไม่มีพรรคไหนบ้างเข้าร่วมบ้างว่า รอ กกต.รับรองผลเลือกตั้งก่อน "โป้งเดียวจบเลย"
ผ่านมาถึงวันนี้ ในท่ามกลางวิกฤติปัญหาน้ำมัน รัฐบาลใหม่ยังไม่มี แถมถูกนำมาอ้างแก้ปัญหาล่าช้า เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ ไม่มีอำนาจเต็ม ติดขัดสารพัด ยกแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย สุดท้ายยกมือไหว้ปลกๆ ขอโทษตามถนัด
เอาเป็นว่า ในความรู้สึกของประชาชนเวลานี้ ไม่ได้สนใจแล้วว่าหน้าตา ครม.อนุทิน 2 จะเป็นอย่างไร เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นการแบ่งเค้ก แจกเก้าอี้กันในกลุ่มการเมือง มีทั้งลูกเทพ ลูกบังเกิดเกล้า บ้านใหญ่ เมียเป็นไม่ได้ก็ให้ผัวมาเป็นแทน ก็วนเวียนอยู่แค่นี้
แต่ที่ ‘โป้งเดียวจอด’ ไปแล้ว คือ การตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียวลิตรละ 6 บาท โดยไม่มีมาตรการใดมารองรับ จนนำไปสู่คำบริภาษ ก่นด่ากันทั้งแผ่นดิน เพราะบริหารแบบลอยตัวตามราคาน้ำมัน ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนประชาชน
หลับหูหลับตาอ้างกลไกตลาด ดูแลโรงกลั่น เกรงใจผู้ค้า แล้วโยนภาระให้ประชาชน
ส่วนที่พากันลอยหน้าลอยตาออกมาแถลงในอีกสองวันถัดมา นอกจากจะช้าไปหลายก้าวแล้ว สิ่งที่นำมาสื่อสารยังเป็นคำพูดซ้ำๆ เดิมๆ ประเภท “ขนมจีบ ซาลาเปา เพิ่มมั๊ยคะ”
กอดตัวเลขสำรองน้ำมันเกินหนึ่งร้อยวันไว้ทุกครั้งที่แถลง แต่ที่ปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม
ผลิตกันเต็มที่ ปลดล๊อคให้ขนกันทั้งวันทั้งคืน สั่งให้นำน้ำมันสำรองออกมาใช้ แต่ยังมีปัญหาขาดแคลน
ไอ้โม่ง ไอ้เม้ม ไม่มี ที่น้ำมันขาดเพราะประชาชนแห่ไปเติม ไปตุน ไปสำรองกันไว้เอง
แต่ที่อธิบายกี่ครั้งๆ ประชาชนผู้ใช้น้ำมันก็ยังทำใจรับไม่ได้คือ ‘กลไกตลาด’ ที่ต้องอิงราคา ณ ปัจจุบัน ไม่ว่าจะนอนอยู่ในสต๊อคเมื่อร้อยวันที่แล้ว หรือสำรองน้ำมันที่มีอยู่ก่อนสงคราม เวลานำออกมาขายต้องมีค่าความเสี่ยงสงคราม ( War Premium) รวมอยู่ด้วย
แต่พอถามถึงค่าการกลั่น ค่าการตลาด ภาษีลาภลอย ตอนหลังมีคำว่า ‘ภาษีกักตุน’ ตามมาอีกตัว เพราะทันทีที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมันที่ค้างอยู่ที่ปั๊ม (อ้างว่าหมด) วันรุ่งขึ้นถูกนำมาขายในราคาใหม่ทันที ดูจะเกิดอาการใบ้รับประทานกันไปหมด
ท่องจำอยู่คำเดียวคือ กลไกตลาด อันเป็นการคำนวณแบบสากล แต่เอาเปรียบผู้บริโภคในภาวะวิกฤติ
พูดง่ายๆ งานนี้ผู้ค้าน้ำมันกลายเป็นเศรษฐีสงครามกันถ้วนหน้า เบ็ดเสร็จมีผู้คำนวณไว้ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็นตัวเลขสูงถึงกว่า 6.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจากผู้ใช้น้ำมันล้วนๆ และรัฐบาลเองก็เก็บภาษีไปเต็มๆ ดีเซลลิตรละ 6 บาท 92 สตางค์
เพิ่งจะมาคิดลดภาษีสรรพสามิตลง 1 บาท แต่ก็ยังอยู่ในขั้นตอน
การบริหารแบบนี้ของ ‘เสี่ยหนู-อนุทิน’ เท่ากับสมคบผู้ค้าน้ำมันรีดเลือกจากปู ไม่มีการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขอย่างที่พูด แถมบอกประชาชนช่วยกันประหยัด ทั้งๆ ที่อยู่ในภาวะเอวกิ่วเอวคอด แต่ผู้ค้าน้ำมันอิ่มหมีพีมัน รัฐก็ได้ภาษีไปเต็มเม็ดเต็มหน่วย
การผิดคำพูดของรัฐบาลที่ขึ้นราคาแบบลักหลับ จนช๊อคตาตั้ง ปั่นป่วนกันไปทั้งประเทศ โดยไม่มีมาตรการใดมารองรับ จึงไปทำลายความรู้สึกดีๆ ของผู้ที่ลงคะแนนเลือกพรรคภูมิใจไทยเมื่อไม่กี่วันก่อน และหมดหวังกับรัฐบาลชุดใหม่ทั้งที่ยังตั้งครม.ไม่เสร็จ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในการเมืองไทย
วันนี้ทั้ง ‘อนุทิน’ และ 3 แม่ครัว ซึ่งเป็นนักการเมืองคนนอกที่เป็นจุดขายของภูมิใจไทย ต่างจึงถูกลดทอนความขลังลง ถูกปรับลดชั้นเครดิตเรตติ้งจากประชาชน เพราะบอกให้ประชาชนอยู่กับความเป็นจริง ในขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันยังบิดเบี้ยว เต็มไปด้วยต้นทุนทิพย์ ต้นทุนแฝงมากมาย
พรุ่งนี้ ไม่ว่าจะปรับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ไล่ตามราคาน้ำมันในประเทศมาเลเซียตามที่ประกาศไว้อีกกี่ครั้ง แต่ความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อครม.อนุทิน 2 นั้น มัน ‘โป้งเดียวจอด’ ไปตั้งแต่วันขึ้นราคารวดเดียวลิตรละ 6 บาท และเพิ่มค่าการตลาดให้กับผู้ค้าลิตรละ 5 บาทกว่าในวันเดียวกันไปแล้ว
ตอนนี้ต่อให้นายกฯ อนุทิน เดินสายมูไหว้พระเสริมดวงชะตาให้ตัวเองอีกกี่วัด ศรัทธาที่หายไปของประชาชนคงยากจะกลับคืนมา เพราะได้เกิดวิกฤติศรัทธาในตัวผู้นำขึ้นแล้ว




