‘หนู’ พร้อมลุยไฟ กู้เงินก้อนแรก 2 แสนล้านบาท

20 พ.ค. 2569 - 11:05

  • ครม.เพิ่มแผนหนี้สาธารณะกว่า 2.21 แสนล้านบาท

  • รัฐบาลเปิด “ไทยช่วยไทย พลัส” ดูแลประชาชน 43 ล้านคน

  • เดิมพันสูง หากศาลตีตก พ.ร.ก.กู้เงิน อาจถึงขั้นรัฐบาลพ้นสภาพ

‘หนู’ พร้อมลุยไฟ กู้เงินก้อนแรก 2 แสนล้านบาท

แม้ศาลรัฐธรรมนูญ จะรับคำร้องตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไว้พิจารณาวินิจฉัยและอยู่ในระหว่างกระบวนการในกรอบเวลา 60 วัน แต่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เสียเวลารอคำตอบเดินหน้ากู้เงินก้อนแรกสองแสนล้านบาททันที

โดยวานนี้ (19 พ.ค.69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 2 เพิ่ม 221,220 ล้านบาท โดยโฆษกรัฐบาล รัชดา ธนาดิเรก แจกแจงรายละเอียดจะนำไปใช้ในโครงการที่ ครม.อนุมัติแล้ว ได้แก่

โครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน จำนวน 200,000 ล้านบาท และเงินกู้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของกองทุนน้ำมันฯ จำนวน 20,000 ล้านบาท

ในขณะที่รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส นำทีมแถลงว่า ครม.อนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน" ผ่านการใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินรวมกว่า 1.76 แสนล้านบาท โดยแจกแจงเหตุผลประกอบว่า

สถานการณ์ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ระลอกที่สอง คือ วิกฤตต้นทุน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะอย่างเกษตรกรและผู้ขับรถขนส่งไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกที่สามคือ วิกฤตของแพง โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีโอกาสจะสูงขึ้นอีก หากไม่ดำเนินการแก้ไขจะนำไปสู่ระลอกต่อไป นั่นคือวิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินออมสะสม จนอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจ การตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว

“หากรัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤตของแพงได้ หรือหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่ทำอะไรเลย อัตราเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 5% ได้ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจขึ้นไปถึงระดับ 5% นั้น เป็นภาพสะท้อนของภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก และหากไม่สามารถประคองสถานการณ์ไว้ได้จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยต้องปิดตัวลงและส่งผลให้เกิดปัญหาคนตกงานตามมา”

ด้าน ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แจกแจงรายละเอียดโครงการที่จะดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคนแรก จะได้รับเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายน- กันยายน สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปในโครงการ 60/40 รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมที่เคยมีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคน เพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่เคยลงทะเบียนไม่ทันในอดีต

“โครงการ 60/40 ไม่ใช่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม แต่เป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยกำหนดเกณฑ์อายุผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ตามเกณฑ์ตลาดแรงงาน และมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วมโดยจะไม่รวมร้านในภาคบริการ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด หรือสปา เพื่อให้เงิน 1,000 บาทในแต่ละเดือนถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าที่จำเป็นอย่างแท้จริง โดยเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทในแต่ละเดือนของโครงการ 60/40 จะต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้ เพื่อให้เกิดผลในการบรรเทาภาระตามช่วงเวลาที่กำหนด”

โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเปิดลงทะเบียนในวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคมนี้ และเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 รวมระยะเวลา 4 เดือน โดยใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ยังอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ

แบบนี้ไม่เรียก ‘ลุยไฟ’ จะให้เรียกว่าอะไร?

เพราะเรื่องนี้ หากพลาดท่าถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง จะทำให้ พ.ร.ก.กู้เงิน ตกไปและ “ไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น” ซึ่งรัฐบาลต้องรับผิดชอบในสองสถาน คือ ลาออกหรือยุบสภา

ไม่ต้องเสียเวลาเดาว่า ถึงตอนนั้นรัฐบาลจะเลือกแบบไหน เพราะเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาหมาดๆ และมีเสียงสนับสนุนท่วมท้น แถมยังมีบางพรรคในฝ่ายค้าน เป็น ‘ฝ่ายคอย’ รอเข้าร่วมรัฐบาลอีกต่างหาก ดังนั้น ต่อให้ต้องลาออกอีกกี่ครั้ง โหวตอีกกี่ครั้งๆ ก็คงได้นายกฯ ‘หนู-อนุทิน’ คนเดิม

แต่เหตุที่รัฐบาลหนูกล้าลุยไฟ โดยที่ยังไม่รู้ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะออกหน้าไหนนั้น คงไม่ใช่เพราะมั่นใจเสียงข้างมากอย่างเดียว หากมีกูรูทางกฎหมายหลายคน ยืนยันตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน วางหลักการตรา พ.ร.ก.กู้เงินไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ให้อำนาจ ครม.ตัดสินใจเรื่องความจำเป็นรีบด่วน

เบื้องต้นอย่างน้อยมี 3 กูรู ที่เห็นตรงกันในเรื่องนี้ คือ รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธุ์ มือกฎหมายรัฐบาลที่ออกมาอธิบายเชิงเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญปี 2540 ปี 2550 และปี 2560 ไว้ในวันก่อน ซึ่งรองนายกฯ ปกรณ์ เป็นศิษย์ก้นกุฏิ มีชัย ฤชุพันธุ์ นักร่างรัฐธรรมนูญมือทองของไทย

ส่วนอีกหนึ่งกูรู จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ให้ความเห็นไว้ในมุมมองเดียวกับศิษย์อาจารย์สองคนข้างต้น ดังนั้น เมื่อยึดตามหลักการนี้ โอกาสที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะไม่ขัดกับมาตรา 172 วรรคหนึ่ง จึงเป็นไปได้สูง

นี่กระมังที่ทำให้รัฐบาลหนู มีความมั่นใจ กล้าลุยไฟ กู้เงินก้อนแรกสองแสนล้านบาท โดยไม่รอศาลรัฐธรรมนูญ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์