20 วันของการรบไทย – กัมพูชารอบ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 28 ธันวาคม 2568 ในพื้นที่ 3 สมรภูมิ ทั้งชายแดนด้านอีสานใต้ ชายแดนด้านจังหวัดสระแก้ว และชายแดนด้านจังหวัดตราด แม้จะจบลงอย่างสวยงาม ด้วยการที่สามารถปักธงชาติไทยเพิ่มในพื้นที่สำคัญได้หลายจุด
แต่เบื้องลึกของสงคราม 20 วันรอบนี้ ยังคงเป็นบทเรียนที่ต้องมาทบทวน และปรับแก้อีกหลายส่วน โดยเฉพาะเมื่อยังคงมีพื้นที่สำคัญอีกบางแห่ง ที่ไทยยังคงขึ้นไปยึดครองและจัดระเบียบไม่ได้
ประการสำคัญ เมื่อกัมพูชาภายใต้การปกครองของตระกูลฮุน ยังมีท่าทีที่เป็นปรปักษ์ต่อไทยอย่างเห็นได้ชัด
การรบ 20 วันรอบนี้ ต่างจากการรบ 5 วัน ในการรบครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพราะทั้ง 20 วัน เป็นการรบเต็มรูปแบบ…ซึ่งแทบไม่เคยเกิดมาก่อนนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2
การรบครั้งนี้ ไทยใช้ขีดความสามารถการรบเกือบทุกรูปแบบ ทั้งการรบภาคพื้นดิน การปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ และการใช้ปืนเรือยิงสนับสนุนการรบทางบกของนาวิกโยธิน
ภาพปฏิบัติที่ได้เคยเห็นเฉพาะการซ้อมรบ ครั้งนี้ได้เห็นเป็นปฏิบัติการจริง กระสุนจริง เจ็บจริง และเสียชีวิตจริง และรบกับอริราชศัตรูตัวจริง ในพื้นที่จริง
การรบที่ไม่มีกระสุนควัน กระสุนซ้อม และการรบที่ไม่ใช่เหตุการณ์สมมติ
อาวุธนานาประเภท ที่เห็นเฉพาะวันสวนสนามหรือวันเด็ก ตลอด 20 วัน ได้เผยศักยภาพการรบ อำนาจการยิง ที่สามารถทำลายเป้าหมายทางการทหารของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ
ทั้ง 20 วัน เราได้เห็นแผนการรบที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เราได้เห็นการเคลื่อนพลของทหารม้ายานเกราะเข้าจู่โจม ทำลาย และยิงโจมตีที่มั่นทางทหารของฝ่ายกัมพูชา เพื่อเปิดทางให้กับทหารราบเข้ายึดที่หมายได้อย่างรวดเร็ว และลดการสูญเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเคลื่อนตัวเข้าไปประจำจุดยิง เพื่อเป็นฐานยิงเคลื่อนที่ของรถถัง ปืนประจำรถที่ยังทรงประสิทธิภาพ และทรงอำนาจการยิง ทำให้การเคลื่อนตัวของทหารราบไปยังสมรภูมิสำคัญ ประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่
การใช้กำลังจากหน่วยรบพิเศษของทุกหน่วย ทั้งรบพิเศษกองทัพบก คอมมานโดทหารอากาศ หน่วยซีลของทหารเรือ หน่วยอรินทราช จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ 261 พลร่มนเรศวรของกองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน รวมถึงหน่วย จาก ศตก. ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย และศรภ.ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ที่ผนึกกำลังเป็นทีม JSOTF หรือหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษร่วม
ฉก.ปพ. JSOTF : Joint Special Operations Task Force ใช้ในพื้นที่การรบที่ต้องการความรวดเร็ว รุนแรง และเฉียบขาด รวมถึงพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ซึ่งต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวและอุปกรณ์พิเศษที่ผ่านการฝึกมาโดยเฉพาะ เช่น การเข้ายึดเนิน 677 ที่จะต้องปีนหน้าผาสูงชัน ซึ่งต้องต่อบันไดเหล็กขึ้นไปปฏิบัติการยึดที่หมาย
เป้าหมายพิเศษแบบเนิน 677 เนิน 350 จำเป็นต้องใช้หน่วยรบที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน และต้องผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ไม่สามารถใช้หน่วยทหารราบปกติ ที่กำลังพลหลักคือ นายสิบและพลทหารเข้าปฏิบัติการในพื้นที่แบบนี้ได้ เพราะเสี่ยงต่อการสูญเสีย และความผิดพลาด
การรบทั้ง 20 วันเรายังได้เห็นสมรรถนะของการเคลื่อนพลของยานเกราะลำเลียงพลอย่างกองพลสไตรเกอร์ ที่ทำการรบสอดประสานกับกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เพื่อเข้ายึดที่หมายซึ่งเป็นพื้นที่ราบด้านอำเภอโคกสูงและอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
นอกจากนี้ ยังได้เห็นการยิงสนับสนุนการรบของทหารปืนใหญ่ King Of Battel หรือราชันแห่งสนามรบ การยิงสนับสนุนจากกองพันปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หรือ สอ.รฝ. ที่ยิงสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดินของกองกำลังนาวิกโยธินในสมรภูมิจังหวัดตราด
เรายังได้เห็นเรือหลวงเทพา ที่ลอยลำอยู่ในน่านน้ำตรงข้ามเกาะกง ใช้อาวุธหลักคือ ปืนใหญ่เรือ Bofors ขนาด 76 มม. ยิงถล่มที่หมายทางทหาร เพื่อเปิดทางให้นาวิกโยธินเข้ายึดที่หมายสำคัญในหลายพื้นที่
ขณะที่กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีตราดรอบนี้ เปิดปฏิบัติการเข้ายึดคืนพื้นที่สำคัญที่เป็นปัญหาคืนในทุกจุด ด้วยการใช้ศักยภาพของหน่วยรบพิเศษกองพันลาดตระเวน หรือ รีคอน : Reconnaissanc สังกัดหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษที่เชี่ยวชาญการปฏิบัติการพิเศษในทุกสภาพภูมิประเทศ ทั้ง น้ำ ฟ้า ฝั่ง
ส่วนปฏิบัติการทางอากาศ การรบ 20 วันรอบนี้ กองทัพอากาศไม่ได้หยุดเพียงแค่การโจมตี เพื่อป้องกันชายแดน และโจมตีที่หมายทางการทหาร เพื่อสนับสนุนการรบภาคพื้นดินเท่านั้น แต่ยังปฏิบัติการรุกคืบเข้าไปยังพื้นที่ตอนในของกัมพูชา เพื่อโจมตีคลังแสงและเส้นทางลำเลียงพล เส้นทางขนส่งยุทโธปกรณ์ของฝ่ายกัมพูชาด้วยเครื่องบินรบและเครื่องบินขับไล่เกือบทุกประเภท ถูกนำออกมาใช้ตามวัตถุประสงค์การจัดซื้อได้อย่างคุ้มค่า
ตลอด 20 วันของการรบใน 3 สมรภูมิ เรายังได้เห็นขีดความสามารถของการส่งกลับทางการแพทย์ของหน่วยแพทย์ทหาร ความกล้าหาญของทหารเสนารักษ์ ซึ่งท้ายที่สุดต้องพลีชีพกลางสนามรบไป 1 นาย ขณะพยายามเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมรบออกจากพื้นที่การรบ
จำนวนความสูญเสียของกำลังพลที่เสียชีวิตทั้งสิ้น 27 นาย และบาดเจ็บจำนวนมากในทั้ง 3 สมรภูมิ ส่วนหนึ่งของตัวเลขความสูญเสียที่ไม่พุ่งขึ้นสูง ทั้งที่ 20 วัน ในทุกสมรภูมิทหารไทยถูกยิงโจมตีอย่างรุนแรง จากทั้งจรวด BM 21 ปืนใหญ่สนาม จรวดอาร์พีจี เครื่องยิงลูกระเบิด (ปืนค.) แต่ละประเภท ส่วนหนึ่งมาจากความขีดความสามารถการส่งกลับทางการแพทย์ของแพทย์สนามไทย
ก่อนการรบจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดซ้อมใหญ่การส่งกลับทางการแพทย์ โดยจำลองหตุการณ์การรบในพื้นที่บริเวณตรงข้ามเขาพระวิหาร เพื่อซักซ้อมแผนส่งกลับ กรณีที่เกิดการรบขึ้นอีกครั้ง
การซ้อมครั้งนั้น เนื่องเพราะในเชิงยุทธการเชื่อว่า การรบครั้งที่ 2 หากจะมีขึ้น สมรภูมิที่จะรบกันขั้นรุนแรงที่สุด คือ สมรภูมิเขาพระวิหาร เพียงแต่เหตุการณ์กลับมาพลิก เมื่อฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีทหารไทยก่อนด้วยปืนเล็กยาวในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ในเวลา 14.15 น. เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย
การรบเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 มีคำถามว่า ทำไม…ฝ่ายไทยไม่เปิดการโจมตีกลับในทันที แต่กลับเพียงแค่ยิงปะทะยันไว้ด้วยปืนเล็ก
คำตอบคือ พื้นที่นั้น ไทยยังไม่พร้อมต่อ การส่งกลับทางการแพทย์
ฝ่ายไทยต้องใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง กว่าจะลำเลียงทหาร 2 นายที่ได้รับบาดเจ็บลงมายังจุดนัดพบ และเร่งเคลียร์เส้นทางขึ้นไปยังจุดปะทะ จนเมื่อพร้อม สำหรับการลำเลียงพล ลำเลียงยุทโธกรณ์ และพร้อมต่อการสนับสนุนการส่งกลับทางการแพทย์ ยุทธการรบรอบ 2 จึงเกิดขึ้น
เพราะความไม่พร้อมแค่เพียงจุดเดียว การสูญเสีย อาจเกิดขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ นี่คือ เบื้องหลังแผนส่งกลับทางการแพทย์ที่รัดกุม และลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด
นอกเหนือแผนส่งกลับทางการแพทย์ การรบทั้ง 20 วัน เรายังได้เห็นศักยภาพของทหารช่าง ทหารสื่อสาร ทหารจนส่ง สรรพาวุธ และพลาธิการ สายงานสนับสนุนที่ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารด้านยุทธการ ที่ธำรงการปิดลับได้อย่างเงียบเชียบ
การขนส่งลำเลียงพล การลำเลียงยุทโธปกรณ์ ทั้งจาก ศปก.ส่วนหน้า และ ศปก.ทบ. เข้าสนับสนุนในแนวรบ
การสร้างทาง การสนับสนุนอุปกรณ์พร้อมรบของทหารช่าง หน่วยบุกเบิกเส้นทางการรบ หน่วย EOD จากสรรพาวุธ ทั้งหมดเป็นการรบที่ครั้งนี้ใช้ศักยภาพร่วมกันอย่างเต็มที่
หน่วยบัญชาการทหารไซเบอร์ ที่ร่วมปฏิบัติการรบทางเทคโนโลยี หน่วยปฏิบัติการพิเศษโดรนโจมตี ‘ฟีนิกซ์ทีม’ (Phoenix Team) หรือ หน่วยอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) ของกองกำลังนเรศวร กองทัพภาคที่ 3 ที่มีขีดความสามารถสูงด้านการลาดตระเวน เฝ้าระวัง และโจมตีเป้าหมายทางทหาร
ทั้งหมดคือ การรบเต็มรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และนำมาซึ่งชัยชนะในครั้งนี้ ชัยชนะที่ไม่มีใครคนใด คนหนึ่ง คือ ฮีโร่ แต่เป็นการรบที่ทุกชีวิต ทุกหน่วย กำลังพลทุกชั้นยศ คือ ฮีโร่ของคนไทยทั้งประเทศ
แต่การรบ 20 วันใน 3 สมรภูมิรอบนี้ ผลสัมฤทธิ์ เมื่อเทียบกับการลงทุน จะคุ้มค่าหรือไม่ หรือ ควรปรับแผนการรบเพิ่มเติมอย่างไร ในเมื่อการรบรอบ 3 ยังคงรออยู่ และการรบรอบหน้า สมรภูมิไหนจะเป็นสมรภูมิชี้ขาดแบบเบ็ดเสร็จ ต้องติดตามในทุก EP ต่อจากนี้


