ใบไผ่ The Series บันทึกให้จำ “เลือกตั้ง 69” EP.4/2 เจาะลึกชัยชนะ “พรรคกล้าธรรม” 3 จุดแข็งเครือข่าย - อำนาจ - บารมี

19 ก.พ. 2569 - 11:27

  • พรรคกล้าธรรม จาก 25 เสียงในวันโหวตนายกฯอนุทินปี 2568 มาวันนี้กลายเป็นพรรคที่กวาดที่นั่ง สส. 58 ที่นั่ง (+132%)

  • การเติบโตนี้กลับทำให้กลายเป็น “พยัคฆ์ลำพอง” ที่ทั้งจำเป็นและน่าหวั่นเกรงสำหรับพรรคแกนนำที่เตรียมจัดตั้งรัฐบาล

  • ชัยชนะจำนวนมากมาจากการเฉือนพรรคใหญ่ โดยเฉพาะภูมิใจไทยและเพื่อไทย นี่ไม่ใช่ “โชคช่วย” แต่เป็นผลจากการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว

ใบไผ่ The Series บันทึกให้จำ “เลือกตั้ง 69” EP.4/2 เจาะลึกชัยชนะ “พรรคกล้าธรรม” 3 จุดแข็งเครือข่าย - อำนาจ - บารมี

จนถึงนาทีนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรม ของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า จะได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ แม้จะเป็นพรรคพันธมิตรที่ร่วมตั้งรัฐบาลอนุทิน 1 มาในปี 2568 หลังสิ้นสุดรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

พรรคพันธมิตรผู้เป็นดั่งประมุขของพรรค ยอมที่จะหันหลังให้กับอดีตนายเก่า ทักษิณ ชินวัตร มาร่วมโหวตให้อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก 

พรรคพันธมิตรที่ ไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรมเอ่ยเชิงเปรียบเทียบด้วยความชอกช้ำว่า “เขาให้เราเลิกกับแฟนเรา แล้ววันหนึ่งเขาก็กลับไปจับมือกับแฟนเก่าเรา”

พรรคกล้าธรรม ที่มี 25 เสียงในวันโหวตนายกฯอนุทิน เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 วันนี้แม้จะถึง 58 เสียง และยังพร้อมโหวตให้กับนายกฯอนุทินอีกครั้ง เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2 

แต่ 58 เสียงของพรรคกล้าธรรมยามนี้…เปรียบเสมือนดั่งมีดสองคมเสียแล้ว

การเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 132% ชัยชนะในเขตเลือกตั้งบางเขตที่เฉือนชนะคู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ พรรคกล้าธรรมได้มาถึง 12 เขต ชัยชนะที่ถล่มทลายในหลายจังหวัด ทำให้กล้าธรรม กำลังเป็นพรรคที่น่าสะพรึง

โดยเฉพาะเมื่อสแกนผ่านเส้นทางเดินของผู้กองธรรมนัส ที่เดินผ่านความชอกช้ำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายรัฐบาลลุงตู่ กระทั่งเกิดข่าวลือเรื่องแจกกล้วยกลางสภา จนเป็นที่ลือลั่นมาแล้ว

เส้นทางเดินของผู้กอง ที่เดินผ่านความเจ็บปวดแบบร้าวลึกของ ‘ลุงป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หลังนำสรรพกำลังออกจากพรรคพลังประชารัฐมาเริ่มต้นที่พรรคกล้าธรรม

เส้นทางเดินหมาดๆที่ ร้อยเอกธรรมนัส เพิ่งสะบั้นรักกับพรรคเพื่อไทย เมื่อหันหลังให้แบบไม่ใยดีในการโหวตให้อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ทั้งที่บอกว่า นับถือและเคารพในตัวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย 

เส้นทางของร้อยเอกธรรมนัส…ทำให้วันนี้ ภาพผู้กองถูกมองประดุจพยัคฆ์ลำพอง อยู่ใกล้ก็หวั่น อยู่ไกลก็หวิว 

นับจากนี้จึงต้องรอดูว่า ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย จะเอายังไงกับหมากตานี้ ขณะที่ผู้กอง ก็ถอยฉากออกไปเก็บตัวดูสถานการณ์ที่ต่างประเทศแบบยาวๆแล้ว 

ละครฉากนี้จะดำเนินต่อไปในทิศทางไหน จุดจบของเรื่องจะเป็นอย่างไร ท้ายสุดจะจบแบบตบจูบ แล้วเรายังรักกันอยู่ หรือ กลายเป็นแยกทางกันเดิน ไม่นานเกินรอคงได้เห็น

ถอดรหัสชัยชนะพรรคกล้าธรรม…เจาะลึกเครือข่าย 2 กระทรวงหลัก  

แต่ที่ต้องย้อนกลับไปเจาะลึกและถอดรหัส ออกมาเป็นกรณีศึกษาการเลือกตั้งในประเทศไทย คือ เบื้องหลังชัยชนะของพรรคกล้าธรรม ที่เดินเกมลึกเงียบ เรียบง่าย แต่ทรงพลัง 

แนวทางของผู้กองและพลพรรคสีเขียว แม้จะมั่นใจในฐานเสียงบ้านเกิด ทั้งที่พะเยาและจังหวัดใกล้เคียง คือ เชียงราย ที่ร้อยเอกธรรมนัสขึ้นไปสร้างเครือข่ายไว้ในหลายอำเภอ โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ที่ผู้กองแสดงศักยภาพการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที 

แต่ไม่มีใครคาดว่า ผลการเลือกตั้งจะพลิกออกมาในรูปแบบนี้ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพรรคกล้าธรรมชนะการเลือกตั้งมาถึง 4 เขต และทำให้พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้แบบหมดรูป แพ้ทั้งส้ม แพ้ทั้งเขียว ถูกกวาดตกทุกเขต 

17 เขตในภาคเหนือ 13 เขตในภาคอีสาน 12 เขตในภาคใต้ 5 เขตในภาคกลาง 5 เขตในภาคตะวันตก 4 เขต ในภาคตะวันออก 2 ที่นั่งในระบบบัญชีรายชื่อ จาก 606,312  คะแนน รวม 58 ที่นั่ง ตามมาเป็นอันดับ 2 แบบสูสี อีก 12 เขต ไม่ใช่เรื่องของโชค ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องความฟลุ๊ค แต่เป็นเรื่องของการวางแผน เป็นเรื่องของฝีมือ เป็นเรื่องของวางเกม ที่เตรียมพร้อมมาอย่างดี 

ถ้ามองว่า ผู้กองธรรมนัสคือ พยัคฆ์ พรรคกล้าธรรมก็คือ เสือซุ่ม ที่เฝ้ารอจังหวะตะปบเหยื่อทันทีที่เหยื่อเผลอ 

ปัจจัยความสำเร็จของพรรคกล้าธรรมรอบนี้ นอกจากบารมีของผู้กองที่สร้างมาอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นเรื่องของการวางเครือข่าย 

การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยตัวเองในรัฐบาลหนู 1 ของร้อยเอกธรรมนัส ทำให้ผู้กองใช้ทั้งอำนาจ ทั้งบารมี ทั้งพระเดช ทั้งพระคุณ ทำให้คนในกระทรวงเกษตรแทบทุกระดับยอมรับและพร้อมยอมตายถวายหัวทำงานให้ 

โครงการงบประมาณสำคัญๆของกระทรวง ถูกหว่านกระจายลงไปในพื้นที่สำคัญ ทั้งการซื้อใจแกนนำกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ และการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแบบถึงตัว 

การทำงานแบบถึงลูก ถึงคน ส่งผลให้คนในกระทรวงเกษตรแข่งกันทำงานแบบเต็มที่ อะไรที่ขาด อะไรที่เหลือ อะไรที่เจือไม่ทัน ถูกสนับสนุนทันควันจากเจ้ากระทรวง

อธิบดีกรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปากท้องชาวบ้านทุกกรม ถูกตามงานแบบจี้ติด 

กรมชลประทาน กลายเป็นกรมหลักสำคัญอีกกรม ที่สร้างเครือข่าย ขยายฐานเสียงให้กับพรรคกล้าธรรม แบบเป็นรูปธรรม

ในพื้นที่สำคัญของสงขลา โครงการชลประทานในพื้นที่ระโนด เชิงแส กระแสสินธิ์ สทิงพระ ถูกจัดสรรงบประมาณลงไปอย่างเต็มที่ ทั้งสร้างแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อระบบการเกษตรในพื้นที่ ทั้งสร้างงานก่อสร้าง จ้างแรงงาน และกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่น 

หลายโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ไม่เคยได้รับการจัดสรรงบประมาณตรงลงไปถึงตัวโรงเรียน ถูกเชิญมาพบผู้ใหญ่ในกระทรวงที่ลงไปรับฟังปัญหา และขอให้ตั้งโครงการและงบประมาณในการพัฒนาโรงเรียนขึ้นมาแบบเร่งด่วน 

ตัวอย่างแค่งบเล็กๆ งบพัฒนาวงโยธวาทิตให้เทียบเท่าโรงเรียนอื่นๆ ที่ก่อนหน้า ผอ.ต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวขอรับบริจาค หรือใช้เครือข่ายศิษย์เก่า ช่วยกันหาเงินมาร่วมซื้อเครื่องดนตรี เสื้อผ้า แม้แต่ค่าเดินทางไปแสดงให้กับนักเรียน วันนี้ได้รับการจัดสรรงบให้แบบโดยตรง 

เครือข่ายของ 2 กระทรวงใหญ่ ถูกค่อยๆสร้างขึ้นมาแบบเข้มแข็ง พระเดช พระคุณ การจัดสรรงบประมาณ การโยกย้ายแต่งตั้ง แบบใจถึงพึ่งได้ ทำให้ฐานของพรรคกล้าธรรมเติบโต แตกกิ่งก้านสาขาออกไปแบบเงียบๆ จนแตกหน่อออกผลในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

การเมืองท้องถิ่น – อิทธิพลท้องที่…อีกสองกุญแจแห่งความสำเร็จ 

เมื่อสร้างเครือข่ายฐานคะแนนที่พร้อมเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ การคัดสรรผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมก็ละเอียด ละเมียดกับการสรรหา หลายพื้นที่มุ่งตรงไปที่อดีตผู้สมัครในปี 2562 และ 2566 ผู้แพ้ที่มาเป็นอันดับ 2 แต่คะแนนไม่ห่างมากนัก บางคนชนะกระแส แต่แพ้กระสุน เพราะถ้าสแกนผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมแต่ละเขต แต่ละพื้นที่จะเห็นชัดว่า มีอดีตผู้สมัครและแพ้ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาอยู่จำนวนหนึ่ง 

นอกเหนือจากอดีตผู้สมัคร พรรคกล้าธรรมยังไปดึงอดีต สส. ที่เคยหันหลังให้กับสนามการเมืองใหญ่ เพราะเคยพ่ายแพ้แบบหมดรูปจากพลังของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ให้กลับมาสู่สังเวียนอีกครั้ง พร้อมคำมั่น “ถ้ามีกระแส อย่าได้แคร์ว่า จะไม่มีกระสุน”  

ที่เหลือเป็นดาวรุ่งจากเวทีการเมืองท้องถิ่น ลูกหลานของนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานเสียงแน่นหนาในแต่ละพื้นที่ เป็นดาวรุ่งหน้าตาดี มีโปรไฟล์ ให้ลงมาสมัครรับเลือกตั้ง 

ผู้สมัครทั้ง 3 กลุ่มของพรรคกล้าธรรม เมื่อไม่นับรวมอดีต สส.ที่หอบหิ้วกันมาจากพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ผู้สมัครเหล่านี้ ไม่อยู่ในสายตาของ 3 พรรคใหญ่ ทั้งเพื่อไทย ประชาชน และภูมิใจไทย เพราะล้วนแต่ส่งเบอร์ใหญ่และมั่นใจว่าจะยังคงเอาชนะบรรดาเสือเฒ่าและสมันน้อยจากพรรคกล้าธรรมได้ 

ชัยชนะที่เป็นตัวอย่างของพลังเครือข่าย และพลังการเมืองท้องถิ่น ที่ผนึกอิทธิพลในท้องที่ คือ ชัยชนะในเขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ของ สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ ที่ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 30,287 คะแนน เอาชนะอดีตสส.จากพรรคประชาชน อรพรรณ จันตาเรือง ไปเกือบหมื่นคะแนน โดยครั้งนี้อรพรรณได้เพียง 21,582 คะแนน 

สุภานันท์ จัดเป็นผู้สมัครที่โนเนม ไม่เคยมีประวัติการลงเลือกตั้ง และไม่เคยถูกจัดให้อยู่ในผู้สมัครตัวเต็งที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ 

แต่สุภานันท์ คือ ตัวแทนของตระกูลปัญญาทิพย์ เป็นลูกสาวของ ร.ต.ท.นคร ปัญญาทิพย์ นายกเทศมนตรีตำบลพร้าว และ วันเพ็ญ ปัญญาทิพย์ สมาชิกอบจ.เชียงใหม่เขตอำเภอพร้าว ทำให้สุภานันท์มีฐานคะแนนในพื้นที่ ทั้งของพ่อและของแม่ 

วันเพ็ญ เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2566 ในนามพรรครวมแผ่นดิน ซึ่งแม้พรรคจะโนเนม และไม่มีฐานเสียงของพรรค แต่วันเพ็ญก็เข้ามาเป็นอันดับ 2 ได้คะแนนถึง 21,937 คะแนน แพ้อรพรรณ จันตาเรือง จากพรรคประชาชนที่ได้อันดับ 1 ไปเพียง 3,891 คะแนนเท่านั้น 

ครั้งนี้ เมื่อตระกูลปัญญาทิพย์ ส่งสุภานันท์ที่เป็นลูกสาวลงสมัครและมีฐานที่มีเครือข่ายของพรรคกล้าธรรม บวกกับพลังพิเศษของร้อยเอกธรรมนัส จึงไม่แปลกที่สุภานันท์ จะล้มแชมป์ ล้างตา และล้างแค้นให้แม่วันเพ็ญได้อย่างหมดจด 

เช่นเดียวกับที่จังหวัดขอนแก่น ที่พรรคกล้าธรรมชนะการเลือกตั้ง 2 เขต คือ เขต 3 และเขต 5 จาก เอกชัย สืบสารคาม และ ปราชญา หงอกชัย สองเด็กหนุ่ม ที่เติบโตมาจากการเมืองท้องถิ่น โดยทั้งคู่ลาออกจากสมาชิก อบจ.ขอนแก่น ลงมาสมัครในนามพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้

เขต 3 เอกชัยเอาชนะแชมป์เก่าจากพรรคประชาชน ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง ไปแบบฉิวเฉียด เพียง 611 คะแนน โดยเอกชัยได้ 27,524 คะแนน ขณะที่ชัชวาลได้  26,913 คะแนน 

ส่วนเขต 5 ปราชญา เอาชนะดาวรุ่งของเพื่อไทยเจ้าของเก้าอี้เดิม ภาควัต ศรีสุรพล ไปถึง 4,363 คะแนน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครคิดว่า ภาควัต ที่เคยคะแนนสูงถึง 50,429 คะแนนในการเลือกตั้งปี 2566 จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และแพ้ต่อ สจ.หน้าใหม่อย่าง ปราชญา ที่ลงสมัครสนามใหญ่เป็นครั้งแรก 

ส่วนสนามเลือกตั้งเขต 5 จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็เป็นสนามที่เสือเฒ่า ซึ่งถูกปรามาสว่า น่าจะเป็นวัยเกษียณ แต่เมื่อลงสมัครในนามกล้าธรรม เสือเฒ่าก็แปลงร่างคำราม เอาความเก๋า บวกความแข็งแกร่งของแรงสนับสนุนเอาชนะเสือหนุ่มแบบราบคาบ

เมื่อพรรคกล้าธรรมเลือกโกเช้า หรือ ‘สจ.เช้า’ สมศักดิ์ แสงอารยะกุล ลงแข่งกับสุธรรม จริตงาม ที่ย้ายจากพลังประชารัฐมาลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ทำให้สุธรรมมีแต้มต่อโกเช้า ทั้งต้นสังกัดและความเป็นแชมป์เก่า 

แต่ท้ายที่สุด ทั้งพลังส่วนตัวของโกเช้า ทั้งพื้นที่มีการจัดสรรใหม่ และแรงสนับสนุนแบบเต็มพิกัดของผู้กอง ทำให้โกเช้า พลิกเอาชนะแชมป์เก่า สุธรรม ไปถึง 4,838 คะแนน 

ทั้งหมดเป็นแค่ตัวอย่างชัยชนะของพรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของร้อยเอกธรรมนัส ที่ใช้ทั้งข้อมูล เครือข่าย บารมี และพลังพิเศษ สร้างปรากฏการณ์ สร้างมหัศจรรย์ “ธรรมนัส” สร้างมหัศจรรย์ “พรรคกล้าธรรม” จนเป็นที่มาของ 58 ที่นั่งในวันนี้ 

แต่ปรากฏการณ์รอบนี้ จะเป็นแรงส่งให้พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลกับเพื่อนรักพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัสจะได้กลับมานั่งตำแหน่งใหญ่ในครม.หนู 2 หรือไม่ ต้องอดใจรอ

ต้องวัดใจครูใหญ่จากค่ายสีน้ำเงินว่า จะเก็บเสือตัวนี้ไว้ใกล้ตัว หรือ จะปล่อยเสือเข้าป่า ให้รอเวลากลับมาขย้ำ 

EP.หน้า 4/3 จะมาลงลึกเส้นทางแมว 9 ชีวิต ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า อะไรคือ ลมใต้ปีก ที่ส่งให้ผู้กองขับเคลื่อนมาได้จนถึงวันนี้ มาไขปริศนาว่า ทำไม ธรรมนัส พรหมเผ่า ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์