บรรยากาศการเฝ้าฟังผลการนับคะแนนเมื่อคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ด้านหนึ่ง แม้อารมณ์ของพลพรรคสีส้ม ทั้งแกนนำพรรค สมาชิก และบรรดาด้อมทั่วประเทศจะอยู่ในภาวะช็อค และไม่เชื่อสายตาตัวเองกับผลคะแนนที่เกิดขึ้น
สีหน้า และแววตาของ ‘เท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แสดงออกชัดถึงความผิดหวัง น้ำเสียงที่อ่อนล้า บ่งบอกถึงอารมณ์ที่เก็บงำความรู้สึกไม่อยู่
จากเป้าหมาย 20 ล้านเสียง กลับทำได้เพียง 9 ล้านเศษ เก้าอี้สส.เขตจากเดิม 112 เขต ลดเหลือเพียง 87 เขต
ภาวะการณ์เยี่ยงนี้…ใครเก็บงำความผิดหวังได้ หัวใจก็แกร่งเกินคน
อารมณ์ความรู้สึกของ ’เท้ง‘ ที่ระเบิดออกมาเป็นน้ำตา ระหว่างการตอบคำถามของ สรยุทธ สุทัศนจินดา ในรายการกรรมการข่าวนอกจอ เป็นประจักษ์พยานถึงความผิดหวัง ผิดหวังที่ไม่สามารถทำได้ตามความคาดหวังของสังคม และสมาชิกพรรค
แต่กระนั้น…เป็นความผิดหวังของเท้ง บนอารมณ์โศกสลดของบรรดาด้อมส้ม
เมื่อหันมาที่ พรรคเพื่อไทยปรากฏการณ์ที่ไหลลงไปเป็นพรรคอันดับ 3 และเป็นพรรคต่ำร้อย
การสูญเสียที่นั่งในเมืองหลวงของพรรค และพื้นที่รอบๆในเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แบบไม่เหลือแม้แต่ที่นั่งเดียว กลับเป็นสถานการณ์ที่ชวนช็อคมากกว่า ทั้งที่ก่อนวันหย่อนบัตร กระแสของพรรคเริ่มกระเตื้องมากขึ้น และกำลังจะตั้งลำ เพื่อพุ่งไปข้างหน้า
จริงอยู่…แม้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่เหนือความคาดหมาย และการคาดการณ์ของกูรู รวมทั้งเกจิทางการเมือง ที่วางสถานะความเป็นพรรคอันดับ 3 และพรรคต่ำร้อยให้กับเพื่อไทยมาตลอดช่วงของการหาเสียง
แต่นั่นเป็นสถานการณ์หลังคลิปอังเคิล สถานการณ์หลังนายกฯอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร หลุดจากตำแหน่ง
เป็นสถานการณ์หลังอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องกลับเข้าไปรับโทษในเรือนจำ
ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นในห้วงเวลา หลังเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน และผลการเลือกตั้งออกมาในรูปแบบนี้ บรรดาทีมแกนนำและนางแบกของพรรค คงอยู่ในภาวะที่รับได้
แต่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569
การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นขณะที่กระแสความร้อนแรงของพรรค กระแสความนิยมแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น
การเลือกตั้งที่เกิดขึ้น หลังพรรคเพื่อไทยถอดบทเรียนความพ่ายแพ้พรรคก้าวไกลในปี 2566 จนปรับยุทธศาสตร์ ปรับกลยุทธ์การหาเสียง การวางแคมเปญที่พร้อมที่สุด และเป็นกลยุทธ์ที่ย้อนเกล็ดพรรคส้มในทุกช่องทาง
เมื่อผลออกมาในรูปแบบนี้ ผลที่ทำให้พรรคเพื่อไทย ถดถอยอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การตั้งพรรค
พลพรรคสีแดงทั้งหมด จึงเต็มไปด้วยความกังขา ความสงสัย มากกว่าความช็อค เพราะเชื่อว่า ได้ทำการบ้านมาเต็มที่ และพร้อมที่สุดต่อการทำสงครามหาเสียง ทั้ง Air War และ Ground War รวมถึงกระแสและกระสุนที่เต็มพิกัด
แล้วทำไม…ผลการเลือกตั้งจึงสวนทางกับข้อมูลที่ได้วิเคราะห์เอาไว้
การเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่พร้อมที่สุด เมื่อเทียบกับพรรคที่เคยใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคพลังประชารัฐ ที่กลุ่ม 3 ป. ออกอาการน้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ แตกออกไปเป็น 2 พรรค
พี่ใหญ่ ป.ป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปักหลักอยู่ที่เดิม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ส่วน ป.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แยกมาตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ และมอบหมาย หัวหน้าตุ๋ย พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้า ส่วนลุงตู่ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
มีเพียง ป.ป็อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่เลือกหยุดพัก ไม่เข้าร่วมทั้ง 2 พรรค เหตุผลด้านหนึ่ง น่าจะมาจากความอิ่ม(ตัว)ในตำแหน่ง มท.1 แต่อีกด้านหนึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะคนกลาง ย่อมไม่สามารถเข้าร่วมฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งได้ เพราะนั่นก็พี่ นี่ก็น้อง
ส่วนพรรคก้าวไกล ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ยังมีสถานะเป็นพรรคขนาดกลาง ในห้วงเวลานั้น หากจะมีใครสักคนออกมาบอกว่า พรรคก้าวไกล จะชนะการเลือกตั้งขึ้นเป็นพรรคอันดับ 1 คนๆ นั้นคงถูกมองตั้งแต่หัวจรดเท้า และถูกหัวเราะว่า เป็นไปไม่ได้
ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยก็ไม่ต่างกัน การเลือกตั้ง ปี 2566 เพื่อไทยจึงเสมือนหนึ่งแข่งกับตัวเอง และยิ่งได้ลมใต้ปีกจากดีลพิเศษลังกาวี และมีสัญญาณบางดีลที่ฮ่องกง ทำให้เพื่อไทยในปี 2566 ไม่ได้เหลียวมองคู่แข่งให้รอบตัว ทั้งทางลึก และทางกว้าง
การนำทัพโดย นายกฯอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร และพลพรรคขุนพลลูกผสมระหว่างคนรุ่นใหญ่กับคนรุ่นใหม่ วางยุทธศาสตร์ที่ดึงเอาจุดแข็งของพรรคทั้งนโยบายประชานิยม และการนำเสนอทีมงานมืออาชีพ
หมัดเด็ดของพรรคเพื่อไทยในปีนั้น คือ ดิจิทัลวอลเล็ต การแจกเงินดิจิทัลให้คนไทยทุกคน คนละ 10,000 บาท
แนวทางการหาเสียงที่มุ่งเน้นการลงพื้นที่ โดยมีอุ๊งอิ๊งค์ เป็นตัวแม่เหล็กที่ขึ้นปราศรัยในทุกเวที
การชูมืออาชีพในการบริหาร ที่ชู เศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ล้วนเป็นจุดแข็งที่เพื่อไทยเชื่อว่า จะเอาชนะพรรคการเมืองคู่แข่งที่กำลังอ่อนล้าได้ไม่ยาก
ส่วนพรรคก้าวไกล ไม่ถูกมองในสถานะพรรคคู่แข่ง เพราะถูกวางไว้ในตำแหน่งพันธมิตรร่วมอุดมการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางจิตวิญญาณของทั้ง 2 พรรค คือ ทักษิณ ชินวัตร และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ปรากฏภาพการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างทั้งคู่ที่เกาะฮ่องกง
ทั้งสองพรรคต่างมีจุดยืนร่วมกันคือ สลายอำนาจ 3 ป. พรรคก้าวไกลถึงกับมีแคมเปญ “มีเรา…ไม่มีลุง” ขณะที่เพื่อไทยแม้ไม่ชัดถึงขนาดนั้น แต่การปราศรัยของอุ๊งอิ๊งค์ บนเวทีก็ตอกย้ำในประเด็นนี้แทบทุกครั้ง
เมื่อผลการเลือกตั้งปี 2566 สวนทางกับการวางแผน สวนทางกับแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองที่มุ่งเน้นต่อสู้กับพรรคการเมืองคู่แข่ง ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีพรรคก้าวไกลเป็นพันธมิตร
ผลการเลือกตั้งที่แพ้พรรคภูมิใจไทย ถึง 10 ที่นั่ง แพ้กระทั่งในเชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย และพื้นที่เขตเมืองในภาคอีสาน ทั้งนครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี รวมทั้งคะแนนบัญชีรายชื่อที่ลดลงเหลือเพียง 11 ล้านเศษ ขณะที่ก้าวไกลได้ไป 14 ล้านเสียง
ผลการเลือกตั้งที่ไม่ได้อยู่ในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยต้องเปิดทางให้พรรคก้าวไกล เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน จนมาเกิดสถานการณ์ที่ถูกพรรคก้าวไกลกล่าวหาว่า ตระบัดสัตย์ เมื่อพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับ 2 ได้สิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลต่อจากก้าวไกลที่เสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถฝ่าด่าน สว.ได้
พรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจดึงพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม ทั้งภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมรัฐบาล เศรษฐา 1 โดยไม่มีก้าวไกลที่เคยเป็นพันธมิตรมาตลอดเข้าร่วมด้วย
สถานการณ์ยามนั้น…กลายเป็นจุดร้าวฉานระหว่าง เพื่อไทยและก้าวไกล ที่ต่อมาเปลี่ยนเป็นพรรคประชาชน
การเมืองที่มิตรเปลี่ยนมาเป็นศัตรู ส่วนศัตรูอำพรางร่าง แปลงมาเป็นมิตร ที่แม้จะร่วมรัฐบาลกันทั้งรัฐบาลเศรษฐา และรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์ แต่ที่สุดเมื่อถึงเวลาที่จะกลับคืนร่าง ศัตรูก็ยังเป็นศัตรูวันยังค่ำ
การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นใน ปี 2569 เพื่อไทยจึงเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่เพียงพรรคเดียวที่ต้องเจอศึก 2 ด้าน
ด้านนึง…ก็ถูกตีขนาบจากพรรคประชาชน
ด้านนึง…ก็ต้องประจัญหน้ากับพรรคภูมิใจไทย ที่ปี 2569 ไม่ใช่พรรคขนาดกลาง ซึ่งวางสถานะตัวเองไว้ที่พรรคอันดับ 3 และเป็นพรรคตัวแปรของการจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้ง
การเลือกตั้งปี 2569 พรรคภูมิใจไทยจัดเต็มเพื่อเป็นพรรคอันดับ 1 ที่จะสร้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล
การหาเสียงปี 2569 พรรคเพื่อไทย จึงวางยุทธศาสตร์การหาเสียงเพื่อต่อสู้กับทั้ง 2 พรรค
ในสงครามทางอากาศ Air War อันเป็นสงครามที่พลพรรคสีส้มถนัด เพื่อไทยได้จัดเตรียมทีมเครื่องจักรสีแดง โดยเน้นคนรุ่นใหม่ ร่วมกันออกแบบยุทธศาสตร์การหาเสียง ทั้งการสร้างเรื่องเล่า การบริหารแพลตฟอร์ม และการใช้ทฤษฎี Algorithm เต็มรูปแบบ
เพื่อไทยทำการบ้านเรื่อง DATA WAR มาอย่างเต็มที่ เขตไหนแข็ง เขตไหนอ่อน การเจาะฐานคะแนนเสียงในแต่กลุ่มอาชีพ และกลุ่มอายุ
การคัดเลือกแคนดิเดตที่เลือกใช้ เชน ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ การคัดเลือกผู้สมัครที่อัดแน่นไปด้วยคนรุ่นใหม่ ประเภทความรู้สูง หน้าดี โปรไฟล์แน่น ลงสมัครในเขตที่ต้องสู้กับผู้สมัครของพรรคประชน เพื่อดึงฐานคะแนนคนรุ่นใหม่ที่ครอบคลุมไปถึง New Voter
แม้แต่การสร้าง Event เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและผู้สมัครจากทั่วประเทศ หรือกระทั่งเวทีปราศัย การสร้างภาพจำให้กับ ดร.เชน ในมุมความรอบรู้ ความอ่อนตัว อ่อนโยนแต่ไม่ไม่อ่อนแอ ไม้สร้างขัดแย้งให้กับสังคม
พรรคเพื่อไทยทำการบ้านมาทุกเม็ดเพื่อสู้กับพรรคประชาชนในทุกสมรภูมิทั้งในอากาศและภาคพื้นดิน
สงครามการสร้างความรับรู้บนโซเชียลมีเดีย หรือ Engage War ทุกย่างก้าวที่พลพรรคสีส้มประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2566 ล้วนถูกเพื่อไทยประกบติด
ส่วนการรับมือจากเกมรุกของพรรคสีน้ำเงิน เพื่อไทยประเมินการรบแบบภาคพื้นดิน Ground Warโดยใช้กระบวนการหาเสียงแบบเดินสายดาวกระจายในพื้นที่ ทุกเวทีใหม่ ภายใต้การขับเคลื่อน ”คาราวานแห่งความหวัง” โดย 3 ขุนพล เต้น เชน หนิม เป็นหัวหอกหลักในการปราศรัย
‘เต้น’ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ทำหน้าที่แม่เหล็กประจำเวที เป็นทั้งผู้ควบคุมการปราศรัย เป็นผู้ปราศัยหลัก และเทรนนิ่งให้กับอีก 2 ขุนพล คือ ดร.เชน และหัวหน้าหนิม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
ดร.เชน ทำหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ขัดแย้ง ไม่ก้าวร้าว การปราศัยเน้นการสร้างความหวัง ความเป็นไปได้ในนโยบายที่เพื่อไทยหยิบยกขึ้นมานำเสนอ
หัวหน้าหนิม ที่เดินสายทั้งปราศรัยและชิมของอร่อยประจำถิ่น จนได้รับฉายา “หนิมเนย” ทำหน้าที่ปราศรัยเชื่อมโยงความเป็นพรรคการเมืองของเพื่อไทย โดยเพิ่มความดุดันทั้งรูปแบบ ลีลา ภาษา ทั้งภาษากายและคำพูด
การบุกย้ำนโยบายในพื้นที่ภาคอีสาน แบบตระเวนแทบทุกจังหวัด และลงลึกถึงระดับเขต เป็นเกมที่สกัดกั้นการรุกของพรรคภูมิใจไทยโดยตรง
ปฏิกิริยาตอบรับ ทั้งในโซเชียลมีเดีย ทั้งในทุกพื้นที่ที่ลงไปปราศัยและเดินหาเสียง ทำให้เพื่อไทยเริ่มมีความหวังที่จะยันเกมรุกของภูมิใจไทย และรุกคืนพื้นที่บน Air War ของพรรคประชาชน
ความคาดหวังถึงชัยชนะบนเขตเลือกตั้งในภาคอีสานและภาคเหนือ พุ่งขึ้นถึง 80% เพื่อไทยในอาทิตย์สุดท้ายของการเลือกตั้ง ตั้งความหวังขั้นต่ำไว้ที่ 100 – 115 เขต และคะแนนบัญชีรายชื่อไม่ต่ำกว่า 10 ล้านเสียง
แต่เมื่อผลของคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ออกมาตามความคาดหมาย สิ่งที่เพื่อไทยเห็น คือ การรบแบบนินจาของพลพรรคสีเขียว พรรคกล้าธรรม ที่หลายเขตส่งผู้สมัครที่เพื่อไทยไม่คิดว่า จะขึ้นมาเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้
จากสงครามที่ถูกตีขนาบจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เพื่อไทยเพิ่งเห็นว่า ยังมีกล้าธรรมอีกพรรคที่ซุ่มกระหน่ำพื้นที่หัวใจของเพื่อไทยในหลายเขต
ขณะที่ภูมิใจไทยเปิดสงครามทั้งบนดินและใต้ดิน บนดินที่เห็นแบบแผ่วๆ ไม่มีตัวผู้เล่นที่ขึ้นมาเทียบ “เต้น เชน หนิมเนย” เวทีดีเบตที่ต้องอาศัย ศุภจี ธรรมพันธ์ ทำหน้าที่นางแบก
แม้สัปดาห์สุดท้ายจะเห็นแคมเปญเลือกภูมิใจไทยได้มืออาชีพ คือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และศุภจี ธรรมพันธ์ แต่ในสายตาเพื่อไทย ยังเป็นแคมเปญที่ไม่โดดเด่น ไม่มีอะไรใหม่
แต่สิ่งที่เพื่อไทยไม่เห็น และไม่คาดว่า ภูมิใจไทยจะนำกลับมาใช้อีกครั้งคือ กลไกข้าราชการ กลไกท้องถิ่น ตั้งแต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. และผู้กว้างขวางในพื้นที่
หัวคะแนนที่ต้องทำหน้าที่การันตีคะแนนในทุกพื้นที่ การันตีรายชื่อที่จดมาแล้วว่า ถึงเวลาจะกาหมายเลขผู้สมัครสีน้ำเงิน
นอกจากนี้ยังมีพลังของตัวช่วยที่ทรงพลัง แต่มองไม่เห็นในทุกหน่วย ทุกเขตเลือกตั้ง
กลยุทธ์ดึกดำบรรพ์ที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพรรคเสรีมนังคศิลา กลยุทธ์ที่ไม่มีใครคิดว่า จะได้เห็น เพื่อไทยได้เห็นหมดในเย็นของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลังปิดหีบและเริ่มนับคะแนน
คะแนนเขย่ง ที่ไม่เท่ากันของบัตรเลือกตั้งแบบเขตกับบัญชีรายชื่อ คะแนนรวมบางเขตที่หมิ่นเหม่จะสูงกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ ไฟดับ หีบบัตรที่ปิดผนึกด้วยเชือกฟาง ไม่ใช่เคเบิลไทด์ ทุกอย่างมีมาครบ
ถ้าจะขาด…ก็คง พลร่ม ไพ่ไฟ ที่พรรคการเมืองซึ่งมีอำนาจในช่วงปี 2498 เคยนำมาใช้อย่างโจ่งครึ่ม แม้ไม่มีใครยืนยัน และมีหลักฐานว่า เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์หรือน้ำมือเทพที่บังเอิญลิขิตให้เกิดขึ้นพอดีในวันนั้น
แต่ผลรวมของคะแนนที่ออกมา การสูญเสียพื้นที่ในเขตเลือกตั้งสำคัญที่เป็นเมืองหลวงของพรรคให้กับกล้าธรรม ภูมิใจไทย และรุกทวงกลับจากพรรคประชาชนไม่สำเร็จ
คะแนนบัญชีรายชื่อที่ลดฮวบแบบไม่มีเหตุผลเกือบ 5 ล้านคะแนน และไปโผล่ที่คะแนนของพรรคภูมิใจไทย ข้อสงสัยที่ไม่มีคำตอบ ทำให้เพื่อไทยตระหนักดีว่า นี่คือศึก 3 รุม 1 ศึกที่เพื่อไทยเจอ
เลือกตั้ง 2569 เพื่อไทยเจอทั้ง AIR War ,Ground War ,Underground War และ Political Warfare สงครามการเมืองนอกรูปแบบที่มากกว่า IO
ผลลัพธ์ของเลือกตั้ง 2569 ที่เพื่อไทยเหลือที่นั่งเพียง 74 ที่นั่ง จากเขต 58 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 16 ที่นั่ง เมื่อประเมินจากสงครามในทุกระบบ ยังนับว่า ถดถอยไม่มากนัก
ในฐานะพรรคอันดับ 3 พรรคเพื่อไทยพร้อมทั้งการเป็นฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์
พร้อมที่จะเข้าร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคที่มีเสียงข้างมากอันดับ 2 ในบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล อันเป็น 74 เสียงที่ทรงพลังพอจะเสริมเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่
แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่ควรลืม คือ บาดแผลจากสงครามเลือกตั้งรอบนี้ บทเรียนที่ควรรู้ว่า วัน เวลาแห่งความเกรียงไกรของเพื่อไทย พรรคที่มองแค่เป้าหมายอันดับ 1 ระวังแค่คู่แข่งลำดับสอง
วันนี้…ต้องกลับมามองรอบด้าน ทั้งทางลึก และทางกว้าง บนดิน บนฟ้า และใต้ดิน
หากอยากกลับมาเป็นพรรคอันดับ 1 อีกครั้ง เพราะขายเพียงนโยบาย ขายความหวัง ไม่พอสำหรับสงครามการเลือกตั้งนับจากนี้
บันทึกให้จำ “เลือกตั้ง 69” EP.ถัดไป มาถอดสมการความพ่ายแพ้ของพลพรรคสีส้ม ที่แม้จะชนะสงครามทางอากาศ ชนะในเมืองหลวง แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับชัยชนะในภาพรวม



