ผ่านมาครบหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ กับการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นอกเหนืออาการช็อกจากผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะแบบเกือบจะถล่มทลาย เมื่อกวาดชัยชนะมาถึง 174 เขตเลือกตั้ง และคะแนนบัญชีรายชื่อถึง 5,964,814 คะแนน
ควันหลงหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ยังคงฟุ้งกระจายไปทั่ว ทั้งปัญหาบัตรเขย่ง การนับคะแนนที่ยังคาใจบรรดาด้อมของแต่ละพรรค ทั้งบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด อันสุ่มเสี่ยงต่อการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ
กระทั่งล่าสุด กกต.ก็ยังไม่มีการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แม้แต่รายเดียว
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ยังถูกตั้งข้อกังขาจากกองเชียร์พรรคคู่แข่ง ทั้งกองเชียร์พรรคสีส้ม และกองเชียร์พรรคสีแดง จะมีที่เงียบกริบไม่กระโตกกระตาก ก็น่าจะเป็นกองเชียงฝั่งสีเขียวที่ซุ่มเงียบประดุจพยัคฆ์ กำลังย่องตะปบเหยื่อ
แน่ล่ะ…ก่อนหน้านั้น เกจิและนักวิเคราะห์ต่างก็เชื่อว่า พรรคสีน้ำเงินจะมาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้
แต่ไม่คิดว่า ผลจะออกมาท่วมท้นโดยได้สส.เขต 174 เขต และอีก 19 สส.บัญชีรายชื่อ รวมเป็น 193 ที่นั่งในสภา หรือคิดเป็น 38.6 % ของจำนวน สส.ทั้งหมดในสภา
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ ด้านหนึ่งแม้เป็นประวัติศาสตร์ของพรรค ที่ก้าวกระโดดจากพรรคขนาดกลาง ขึ้นมาเป็นพรรคขนาดใหญ่ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 เดือน ถึงแม้ไม่อาจสร้างประวัติศาสตร์ เทียบเท่าความยิ่งใหญ่ของพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2548 ที่ได้ 377 ที่นั่ง พรรคพลังประชาชน ในปี 2550 ที่ได้ 233 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยในปี 2554 ที่ได้ 265 ที่นั่ง แต่ก็นับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เกินจะปฏิเสธได้ ท่ามกลางการแข่งขันของพรรคดาวรุ่งอย่างพรรคประชาชน และพรรคที่เคยยิ่งใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย
แต่อีกด้านหนึ่งชัยชนะของภูมิใจไทยครั้งนี้ ก็ยังถูกตั้งคำถามจากรอบทิศว่า “เป็นชัยชนะที่ใสบริสุทธิ์ เป็นชัยชนะที่มาจากเสียงของประชาชนที่แท้จริงหรือไม่” หรือ “เป็นชัยชนะที่มาจากอำนาจรัฐ พลังบ้านใหญ่“ หรือ ”มาจากการสะสมเสบียงกรังที่สมบูรณ์ และพร้อมมากที่สุด” โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่เสมือนหนึ่ง ยังงุนงงกับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทั้งที่เตรียมความพร้อมเต็มที่
เลือกตั้ง 69 ก้าวที่พลาดหรือก้าวที่เผลอ
พรรค“ส้ม”เร่งเกมรุก บทสรุปกลับถดถอย
การเลือกตั้งรอบนี้ พรรคประชาชนนำข้อมูลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 และปี 2566 รวมทั้งการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ทั้งการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล มาวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยเฉพาะพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ต้องช่วงชิง และพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ต้องรักษาฐานที่มั่น
ข้อมูลที่เก็บลึกลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ถูกนำมาสังเคราะห์ เพื่อหาจุดอ่อนของพรรค และจุดแข็งของคู่ต่อสู้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่พรรคส้มตระหนักดีว่ารอบนี้ มาแบบจัดเต็ม และพร้อมที่จะโต้กลับพรรคประชาชนในทุกรูปแบบ
พรรคประชาชน คาดหวังจะปลุกกระแสโหวตเตอร์ของพรรคให้เลือกแบบมียุทธศาสตร์ที่จะต้องเลือกพรรคทั้ง 2 ใบ ทั้งเขต ทั้งบัญชีรายชื่อ
เป้าหมายของพรรคประชาชน เชื่อว่า ถ้าปลุกกระแสให้โหวตเตอร์ของพรรค เลือกทั้งเขต ทั้งปาร์ตี้ลิสต์ ได้ในทุกพื้นที่จังหวัดยุทธศาสตร์ จะทำให้คะแนน สส.เขตของพรรคเพิ่มขึ้นจาก 9,665,433 คะแนนในปี 2566 ไปใกล้เคียงคะแนนบัญชีรายชื่อในปีนั้น คือ 14,438,851 คะแนน
ซึ่งนั่นหมายถึงพรรคสีส้มจะได้ที่นั่งสส.เขตเพิ่มขึ้นจาก 112 เขต เป็น 140 - 150 เขต โดยรักษาพื้นที่เขตเดิมที่ชนะอยู่แล้ว และสามารถพลิกขึ้นเป็นที่ 1 ในเขตที่เคยเป็นที่ 2 ในทุกพื้นที่
ส่วนคะแนนบัญชีรายชื่อ ถูกตั้งเป้าไปถึง 20 ล้านคะแนนจาก 14,438,851 คะแนน พรรคประชาชนประเมินว่า จะได้ที่นั่งสส.แบบเขตประมาณ 140 - 150 ที่นั่ง และจะได้ที่นั่งสส.บัญชีรายชื่อ 60 ที่นั่งเป็นอย่างต่ำ
เป้าหมายของพลพรรคสีส้ม ประเมินว่าจะได้ที่นั่ง สส.ทั้ง 2 ระบบ อย่างน้อย 200 - 210 ที่นั่ง สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้
ก่อนโค้งสุดท้าย แม้แกนนำพรรคประชาชน บางรายจะยอมรับว่า อาจต้านกระแสบ้านใหญ่ไม่ได้ในบางจังหวัด เช่น ชลบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ รวมทั้งนครราชสีมา แต่เชื่อมั่นว่า การรณรงค์ช่วงโค้งสุดท้ายให้โหวตเตอร์พันธุ์แท้ของพรรคกาส้มทั้ง 2 บัตร จะทำให้พลิกกลับมาสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ได้
กรุงเทพมหานคร แกนนำพรรคประชาชนมั่นใจว่า จะชนะทั้ง 33 เขต แม้จะถูกเกจิและนักวิเคราะห์การเมืองส่วนหนึ่งเชื่อว่า จะถูกเพื่อไทยและประชาธิปัตย์เจาะพื้นที่คืนกลับมาได้
ส่วนพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และเชียงรายก็เชื่อว่า จะรักษาเก้าอี้เดิมไว้ได้เกือบทุกเขต
พรรคประชาชนก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเต็มไปด้วยความมั่นใจว่า จะได้รับเลือกเข้ามาทั้ง 2 ระบบ ไม่ต่ำกว่า 180 -200 ที่นั่ง และมองทะลุเป้าไปถึงการแลนสไลด์ กรณีรณรงค์กาส้ม 2 ใบประสบผลสำเร็จ
ผลการเลือกตั้งในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้ง สส.แบบเขตเพียง 87 เขต ลดลงจากปี 2566 ที่เคยได้ 112 เขต ถึง 25 เขต และได้คะแนนสส.บัญชีรายชื่อเพียง 31 ที่นั่ง จากคะแนน 9,802,658 คะแนน ลดลงจากปี 2566 ถึง 8 ที่นั่ง จากคะแนนที่หายไป 4,636,193 คะแนน
ความพ่ายแพ้ทั้งคะแนน สส.เขต และบัญชีรายชื่อ เมื่อคำนวนจากเป้าที่ตั้งเอาไว้ นั่นหมายถึงต่ำกว่าประมาณการณ์เกือบเท่าตัว จากเป้า 140 – 150 เขต เหลือเพียง 87 เขต จากคะแนนบัญชีรายชื่อที่ตั้งเป้าไว้ 20 ล้านคะแนน เหลือเพียง 9,802,658 คะแนน
อะไร…คือปัจจัยแห่งความพ่ายแพ้
อะไร…คือปัจจัยที่ทำให้ฐานคะแนนของพรรคถดถอยอย่างหนัก แทนที่จะขยายฐานเพิ่มขึ้นจากยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้
เดิมพรรคประชาชนส่ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เดินสายต่างประเทศ เพื่อเก็บคะแนนการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ที่มีข้อมูลพบว่า นักศึกษาหรือคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ และส่วนใหญ่เป็นแฟนคลับพรรคส้มแบบเหนียวแน่น
ส่วนการเลือกตั้งล่วงหน้า และการเลือกตั้งนอกเขตในประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่ก็เป็นนักศึกษา และคนในวัยทำงาน พรรคประชาชนก็มั่นใจว่า เป็นฐานคะแนนหลักของพรรคเช่นกัน
นอกจากนี้การส่ง รักชนก ศรีนอก เดินสายขย่มฐานคะแนนเสียงในกลุ่มคนทำงาน และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ด้วยการชูประเด็น ความไม่โปร่งใสในการบริหารกองทุนประกันสังคม ที่มีฐานของผู้มีสิทธิประกันสังคมเกว่า 27 ล้านราย ไม่นับเครือข่ายเดิมของพรรค ทั้งองค์กรภาคประชาชน แทบทุกวิชาชีพ ที่ล้วนแต่สนับสนุนพรรคประชาชนในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 มาโดยตลอด
ฐานคะแนนทุกภาคส่วน น่าจะทำให้พรรคประชาชนขยายฐานคะแนนของพรรคได้มากกว่า การถดถอยลงมาเช่นนี้
ถอดสมการความพ่ายแพ้พรรคส้ม
หลังอยู่ในสภาพ “แตกยะย่าย พ่ายจะแจ”
ถ้าจะประมวลภาวะถดถอยของพรรคส้มจากความพ่ายแพ้ในรอบนี้ เริ่มจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร แม้พรรคประชาชนจะเข้าเป้าด้วยการกวาดที่นั่งทั้ง 33 เขต แบบไม่แบ่งให้พรรคอื่น แต่คะแนนบัญชีรายชื่อก็หายไปถึง 281,783 คะแนน โดยปี 2566 ได้ 1,600,689 คะแนน ปี 2569 ลดลงเหลือเพียง 1,318,906 คะแนน ซึ่งนั่นเท่ากับ สส.บัญชีรายชื่อเกือบ 1 คน
ส่วนปริมณฑล แม้นนทบุรียังรักษาเก้าอี้สส.ได้ครบทั้ง 8 เขต แต่เสียเก้าอี้ที่ปทุมธานี 2 เขต สมุทรปราการ 1 เขต ภาคตะวันออกเสียที่นั่งชลบุรีจาก 7 เขต ในปี 2566 เหลือ 5 เขต ระยองจาก 5 เขตเหลือ 3 เขต จันทบุรีเสียทั้งจังหวัด 3 เขต ตราด 1 เขต ฉะเชิงเทรา 1 เขต และปราจีนบุรีอีก 1 เขต
สมุทรสาครเสียไป 2 เขต นครปฐมจาก 2 เหลือ 1 เขต อยุธยา 2 เขต สระบุรี ลพบุรี อีกจังหวัดละ 1 เขต เท่ากับปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชน เลือกตั้งรอบนี้ พรรคเสียที่นั่งไปถึง 17เขต
ส่วนในภาคเหนือ ก็ยังเสียที่นั่งที่เชียงใหม่ 1 เขต ลำปาง 1 เขต เชียงราย 3 เขต นครสวรรค์ 2 เขต ตาก 2 เขต พิษณุโลก 1 เขต รวม 10 เขต แม้จะได้ลำพูนเพิ่มมา 1 เขต แพร่ 1 เขต และน่าน 2 เขต แต่บวกลบคูณหารแล้วยังขาดทุนไป 6 เขต
พื้นที่ภาคอีสานที่คาดการณ์ว่าจะได้ที่นั่งเพิ่ม ก็ลดลงจากขอนแก่น 1 เขต มุกดาหาร 1 เขต รวม 2 เขต
การสูญเสียที่นั่งในพื้นที่จังหวัดยุทธศาสตร์ทั้งภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ และไม่สามารถรุกเข้ากินพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันเป็นพื้นที่ชี้ขาดการแลนสไลด์ในสนามเลือกตั้ง คือ ปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาในรูปแบบที่พรรคประชาชน แทนที่จะอยู่ในฐานะรุกคืบ กลับเป็นถดถอยลงมากกว่าปี 2566
แต่หากจะถอดสมการความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนว่า พลพรรคสีส้มเดินเกมพลาดตรงจุดไหน และอะไรเป็นช่องโหว่ที่ถูกตีโต้จนอยู่ในสภาพแตกยะย่าย พ่ายจะแจ
กระทั่งหลังเลือกตั้งแกนนำทั้งพรรคอยู่ในภาวะเสียขบวน เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ถึงกับเสียน้ำตากลางรายการกรรมกรข่าวนอกจอ ต่อหน้า เฮียสอ สรยุทธ สุทัศนจินดา
“บ้านใหญ่” ผนึกเครือข่ายท้องถิ่น
ส้มปั่นกระแส…แต่แพ้กระสุน
บทสรุปของความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชน โดยเฉพาะในจังหวัดยุทธศาสตร์รอบนี้ ปัจจัยแรกเห็นได้ชัดว่า มาจากการผนึกกำลังกันของบ้านใหญ่ ตระกูลการเมือง และการรวบรวมอดีตสส.จากหลายพรรคเข้ามารวมกันที่พรรคภูมิใจไทย
การแบ่งพื้นที่กันรับผิดชอบอย่างชัดเจน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ภายใต้การบัญชาการรบของทัพหลวงที่มีบ้านใหญ่บุรีรัมย์คุมเกมเองทั้งหมด
อีสานใต้…อยู่ภายใต้การคุมพื้นที่ของทีมครูใหญ่
อีสานเหนือ…มอบหน้าที่ให้ ลูกพี่ลูกน้องของครูใหญ่ รัฐมนตรี ‘ป้อม’ ทรงศักดิ์ ทองศรี ดูแล
ส่วนพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ต้องต่อสู้กับพรรคสีส้ม มอบให้ชาดา ไทยเศรษฐ์ และพลพรรคเด็กเก่าสีน้ำเงิน รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลางไปจนถึงภาคเหนือตอนล่าง
ภาคเหนือตอนบน…มอบให้เป็นภาระของพรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า
ส่วนภาคตะวันออก…พื้นที่สู้รบที่สำคัญ เป็นหน้าที่ของเสี่ยเฮ้ง เจ้าของฉายา “ใจถึง พึ่งได้” สุชาติ ชมกลิ่น เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งอาศัยเพียงเครือข่ายบ้านใหญ่อย่างเดียว คงไม่อาจหยุดความร้อนแรงของบรรดาเหล่าสาวกสีส้มได้
ส่วนกรุงเทพมหานคร เป็นหน้าที่ของ ‘ขิง’ เอกณัฏ พร้อมพันธ์ ในการจัดทีมผู้สมัครหน้าใหม่ โปรไฟล์ดีลงแข่ง หวังจะดึงฐานคะแนนอนุรักษ์นิยมให้ออกมาเทคะแนนสู้กับทีมเครื่องจักรสีส้ม
ขณะที่พรรคประชาชน เดินเกมรุก สร้างเรื่องเล่าทั้งประเด็นประกันสังคม การแก้รัฐธรรมนูญ สาดลงไปทั้งในสงครามทางอากาศ และภาคพื้นดิน การส่งไอซ์ รักชนก ลงไปปลุกมวลชนในทุกพื้นที่ และพร้อมปะทะ โดยมีเป้าหมายไปที่ ‘เสี่ยเฮ้ง’ สุชาติ ชมกลิ่น
เกมการรณรงค์สู้บ้านใหญ่ ด้ายการกระตุ้นให้มวลชนออกมากา 2ใบให้กับพรรคประชาชน เลือกพรรคประชาชนให้ชนะขาด และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
ทีมข้อมูลของพลพรรคสีน้ำเงิน ที่ถอดบทเรียนชัยชนะของพรรคประชาชนในปี 2566 เมื่อครั้งยังเป็นพรรคก้าวไกล จนเห็นฐานคะแนนของพรรคส้มแทบปรุโปร่ง ทั้งในพื้นที่ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และพื้นที่ภาคตะวันออก ก็เริ่มเดินรุกใต้ดินแบบเงียบๆ
การผนึกกำลังของเครือข่ายบ้านใหญ่ในปทุมธานี ที่กวาดต้อนมาทั้ง ตระกูลหลีนวรัตน์ และชาญ พวงเพ็ชร์ แม้จะขาด ‘บิ๊กแจ๊ส’ คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง แต่ก็นับว่า เป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่ง
การรวมพลังกันระหว่าง สนธยา คุณปลื้ม และ สุชาติ ชมกลิ่น ในชลบุรี การเดินสายของเสี่ยเฮ้งไปทั่วภาคตะวันออก ทั้งบุกเข้าไปจับเข่าคุยบ้านใหญ่ปิตุเตชะ ที่ระยอง การเข้าไปเจาะกลุ่มเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่วังจันทร์ บ้านค่าย ปลวกแดง โรงงานที่ล้วนเป็นคู่กรณีกับชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ของพรรคส้ม
แม้กระทั่งการเข้าพบผู้กว้างขวางของจังหวัดตราด วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.คนปัจจุบัน ที่ใครก็รู้ดีว่า เป็นแดงตัวพ่อ แดงทั้งสายเลือดที่นับถืออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร แบบถวายหัว แต่เสี่ยเฮ้ง ก็มีเทคนิคการพูดคุยที่ทำให้ นายกฯวิเชียร ยอมปล่อยฐานคะแนนส่วนตัวให้ฟรีโหวต จนเทคะแนนมาให้กับผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยได้สำเร็จ
“ว่ากันว่า ที่จังหวัดตราด มีคนประกาศตามหาเจ้าของกระเป๋าสีดำ ที่มีคนมาลืมทิ้งไว้ ให้กลับมาเอากระเป๋าคืน ส่วนของในกระเป๋า ไม่รับประกันว่ายังหลงเหลืออยู่หรือไม่”
พลังบ้านใหญ่ พลังท้องถิ่น ที่ผนึกกำลังเดินเกมแบบใต้ดิน ที่ไม่ปรากฏร่องรอยให้เห็น การเก็บรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ พร้อมระบบที่สามารถตรวจทานกลับได้ว่า จำนวนคะแนน กับจำนวนรายชื่อจะใกล้เคียงหรือไม่
การรุกเข้าหาหัวคะแนนท้องถิ่น แบบผู้ใหญ่ใจถึง พร้อมๆเทคนิคเดิมๆที่ทั้งเดิน ทั้งบล็อก
เดินเกมรุก และบล็อกการออกมาเจาะฐานคะแนนของคู่ต่อสู้ เกมการเมืองที่เล่นมาตั้งแต่ยุคเด็กพรรคส้มยังไม่เกิด ถูกงัดออกมาใช้ทั้งหมด
ฐานคะแนนเดิมของพรรคประชาชน ทั้งเครือข่ายองค์กรเอกชน เครือข่ายเกษตรกร เครือข่ายแรงงาน ถูกบล็อก ถูกเจาะ ถูกปิดล้อม ในแทบทุกพื้นที่
ช่วงโค้งสุดท้ายที่พรรคประชาชน หลงระเริงกับกระแสที่ถูกปั่นขึ้นมาแรงสุดในโซเชียลมีเดีย สงครามทางอากาศที่พลพรรคสีส้มมั่นใจว่า ยึดครองพื้นที่ได้ทั้งหมด ในทุกแพลตฟอร์ม
สงครามภาคพื้นดินที่ส่งแกนนำ รวมทั้ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ลงพื้นที่ ทั่วทุกจังหวัดในภาคตะวันออก หากไม่หลอกตัวเอง พรรคประชาชนควรจะเห็นความร่อยหรอของมวลชนในแต่ละเวที เพราะหากดูให้ลึก จะเห็นสัญญาณความพ่ายแพ้ ปรากฏออกมาเตือนในหลายจังหวัด
ไม่นับสงครามใต้ดิน ที่พรรคประชาชนไม่เห็นและไม่รู้ รวมทั้งทำไม่เป็น และเชื่อว่า ยุคนี้ สมัยนี้ คงไม่น่าจะทำได้อีก วิธีการบางวิธีที่เคยใช้มาตั้งแต่การเลือกตั้งก่อน ปี 2500 ไฟดับ นับผิด บัตรเขย่ง
ทั้งหมด…เป็นปัจจัยแห่งความพ่ายแพ้ของ ‘พรรคประชาชน’ ในการเลือกตั้ง 2569 ทั้งสิ้น
ส่วนชัยชนะที่ยังคงกวาดที่นั่งครบทั้ง 33 เขตในสนามกรุงเทพมหานคร ชัยชนะที่อาจจะมองว่า เป็นชัยชนะเหนือกลุ่มอนุรักษ์นิยม เป็นชัยชนะที่คนกรุงเลือกพรรคส้ม
หากยังเชื่อในทฤษฎีคนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาล ส่วนคนกรุงเทพล้มรัฐบาล อันหมายถึงวันหน้า พลังคนกรุงเทพจะออกมากดดันรัฐบาลและล้มรัฐบาล เหมือนการเลือกตั้งหลายครั้ง ทั้งในยุคพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย แม้กระทั่งรัฐบาลพรรคความหวังใหม่ พรรคชาติไทย ที่เคยเป็นแกนนำ ซึ่งล้วนแต่ไม่ประสบปัญหาถูกต่อต้านจากคนกรุงเทพมาแล้วทั้งสิ้น
ทฤษฎีนี้…อาจใช้ไม่ได้กับชัยชนะของพรรคประชาชนในกรุงเทพมหานครในวันนี้
คนกรุงเทพส่วนใหญ่อาจจะออกมาเทคะแนนให้พรรคประชาชน แต่คนกรุงเทพส่วนหนึ่งยังเลือกประชาธิปัตย์ ยังกาทั้งเขตและปาร์ตี้ลิสต์ให้ภูมิใจไทย พรรคที่ไม่เคยมีคะแนนในกรุงเทพมหานคร
ปี 2566 พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนบัญชีรายชื่อในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพียง 28,528 คะแนน แต่ในปี 2569 ได้คะแนนถึง 515,227 คะแนน เพิ่มขึ้นถึง 486,699 คะแนนเป็นสัญญาณของคนกรุงบางกลุ่มแบบมีนัยยะ
แม้พรรคประชาชนจะได้สส. 33 ที่นั่งในกรุงเทพ และได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับ 1 จำนวน 1,3018,906 คะแนน แต่คะแนนล้านเศษ อาจไม่ได้มีพลังเทียบเท่าคะแนน 486,699 คะแนน เพราะถ้าสแกนคนที่ออกมาใช้สิทธิ์ได้ ก็จะเห็น 4 แสนกว่าคะแนนของภูมิใจไทย มาจากกลุ่มคนในระดับที่เสียงดัง และมีพลังพอจะล้มรัฐบาลได้ทุกรัฐบาล
486,699 คะแนนของกรุงเทพรอบนี้ คือ คะแนนของ 3 รัฐมนตรีคนนอกของภูมิใจไทย อันจะการันตีได้ว่า คนกรุงเทพจะไม่มีวันล้มรัฐบาลชุดนี้ เพราะเป็นรัฐบาลของคนกรุงเทพกลุ่มที่เสียงดัง และมีพลังมากที่สุด
หรือ…ใครจะถียงว่า ไม่จริง
EP.หน้ามารู้จัก ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เป็นยิ่งกว่าแมว 9 ชีวิต เจาะลึกเส้นทางการเติบโตแบบพลิกผันของคนชื่อ ธรรมนัสแบบถึงแก่น



