แม้ภาพบรรยากาศงานวันก้าวสู่ปีที่ 18 ของพรรคภูมิใจไทย จะมีความคึกคักมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา มีผู้คนในแวดวงการเมืองจากต่างค่าย มาร่วมแสดงความยินดีกันเกือบจะถ้วนหน้า ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลที่อยู่ในช่วงขาขึ้น
ถึงขนาดสื่อเองยังมองข้ามช็อตถาม อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในอนาคตพรรคจะโตจนเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้หรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวรีบชิงปฏิเสธแบบมีเชิงว่า
"คิดว่าถ้าแสวงหาความรู้ และนำพาประเทศไทยก้าวหน้าไปด้วยกันได้โดยไม่มีความขัดแย้ง เราจับมือไว้แล้วไปด้วยกันดีกว่า หากไปคนเดียวในขณะที่อีกห้าถึงหกคนคอยเอาไม้ เอามีด ทิ่มหลังอยู่มันไม่ดีหรอก ดังนั้น ไปด้วยกันดีที่สุด"
พูดให้ชัด คือ ไม่ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ยกมาอธิบาย หรือเป็นเพราะบทเรียนในอดีตของเพื่อไทย สมัยที่ยังเป็นพรรคไทยรักไทย ชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์ 377 เสียง แล้วตั้งรัฐบาลพรรคเดียวมันสอนไว้ก็ตา
แต่สิ่งที่สื่อนำมาถาม ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของพรรคภูมิใจไทย ที่เริ่มต้นจากการมี สส. 30 กว่าเสียง เพิ่มเป็น 71 เสียง จนมาถึง 192 เสียงในวันนี้ ล้วนเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งสิ้น
เพราะในการเลือกตั้งครั้งหลังสุด ที่ภูมิใจไทขี่กระแสรักชาติและมีสามรัฐมนตรีมืออาชีพ คอยเป็นลมใต้ปีก เป็นทั้งแรงหนุนแรงส่ง กวาดสส.เข้าสภามาได้อย่างท่วมท้น เฉพาะบัญชีรายชื่อก็เพิ่มจากเดิม 3 ที่นั่ง พุ่งพรวดเป็น 19 ที่นั่งแล้ว
นั่นคือ ความร้อนแรงของพรรคสีน้ำเงิน ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
แต่ทันทีที่เกิดสงครามขึ้นในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ดีเซลจากลิตรละ 29.94 บาท พุ่งพรวดมาอยู่ที่ลิตรละ 50.54 บาท โดยขึ้นเกือบจะรายวัน มีทั้งขึ้นแบบลักหลับและลักก่อนหลับนั้น
รัฐบาล MOA "อนุทิน 1" ที่ทำหน้าที่รักษาการอยู่ กลับไม่มีมาตรการใดออกมาดูแล นอกจากบริหารแบบลอยไปตามกลไกตลาด แถมยังโทษประชาชนเป็นต้นเหตุกักตุนน้ำมันเสียเอง จนทำให้น้ำมันขาดแคลน เดือดร้อนกันไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
จนต้องออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชนในเวลาต่อมา
ปัญหาวิกฤติน้ำมันขาดแคลนและราคาที่สูงขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีผลทำให้ไปทำลายภาพลักษณ์ในเชิงบวกของสามรัฐมนตรีมืออาชีพลงในชั่วข้ามคืน โดยวัดจากผลโพลล่าสุด ที่ความนิยมของ "3 มืออาชีพ" จากที่เคยพุ่งกระฉูด กลับดำดิ่งจมอยู่ก้นถังน้ำมัน
วันนี้แม้สื่อจะยังถามถึงความมั่นใจรัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้มองข้ามปัญหาที่ฉุดกระชากศรัทธารัฐบาลอยู่ในเวลานี้ว่า จะฝ่าวิกฤติปัญหาพลังงานที่เกิดขึ้นไปได้หรือไม่ ซึ่งนายกฯ อนุทิน ตอบโดยยกเหตุการณ์ในอดีตมาอธิบายว่า
"เรื่องการแก้วิกฤตปัญหาต่างๆ เป็นภารกิจของรัฐบาลอยู่แล้ว ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นว่าเวลามีวิกฤตต่างๆ ทั้งโควิด และภัยพิบัติ เราสามารถแก้วิกฤตนั้นให้ผ่านไปได้ด้วยดี เราเป็นรัฐบาลต้องแก้วิกฤตทุกอย่างให้ประชาชนได้"
ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่ยกมานั้น จะเป็นภาพแห่งความสำเร็จที่ฟังแล้วรู้สึกดี หรือมีภาพจำบางสิ่งบางอย่างผุดขึ้นมาตามหลอนซ้ำอีก
เอาเป็นว่า การกลับมาของรัฐบาลอนุทิน 2 เที่ยวนี้ เดิมมีแต้มต่ออยู่ในระดับที่สูงมาก ทั้งจำนวนเสียงสนับสนุนที่มีร่วม 300 เสียง มีทีมเศรษฐกิจและต่างประเทศที่แข็งแกร่ง มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสภาสูง อีกทั้งองค์กรอิสระอีกหลายแห่งที่ผ่านการรับรองไปจากสว.ชุดปัจจุบัน
ไม่นับการมีสายสัมพันธ์ที่แน่นปี๊ก แบบไร้รอยต่อกับกลุ่มขุนศึกอีกต่างหาก
แต่ทันทีที่ปล่อยให้ศรัทธาประชาชนหล่นตุ๊บ หายไป จากวิกฤติปัญหาน้ำมันแพง ที่มีทั้งไอ้โม่ง ไอ้เม้ม กอบโกยผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน จนต้องออกมาล้อเลียนคำพูดที่ใช้หาเสียง "พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว" กันทั้งแผ่นดิน แถมถูกโรงกลั่นสูบเลือด สูบเนื้อ โขกสับเอาค่าการกลั่นตามอำเภอน้ำใจอีกต่างหาก
ไม่นับช่วงหลังสงกรานต์ ที่ต้องเข้าสู่โหมดประหยัดกันจริง ๆ จัง ๆ โดยอาจต้องกำหนดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน ปันส่วนการใช้ ไปจนถึงการกำหนดโซนนิ่ง หลังนายกฯ อนุทิน ส่งสัญญาณชัดๆ ให้รัดเข็มขัดผ่านเฟซบุ๊คล่าสุด
งานนี้ต่อให้รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนมากมายขนาดไหน แต่หากบ้านเมืองเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านขัดสน ขาดศรัทธาจากประชาชนที่เปรียบเสมือนท้องน้ำ รัฐนาวาอนุทิน 2 ก็คงเกยตื้น ลอยลำไปต่ออีกไม่ได้
นี่แหล่ะที่จะทำให้ ครม.อนุทิน 2 อยู่ได้ไม่ยืด




