หลังรัฐนาวา "หนู 2" อนุทิน ชาญวีรกูล ลอยลำออกจากท่าตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2569 ผ่านมาถึงวันนี้นับได้หนึ่งเดือนกับอีกสิบวัน แต่อยู่ในอาการที่เรียกพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรกตลอด ไม่ราบรื่นเหมือนตอนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
น้ำต้มผักเริ่มไม่หวานเหมือนเก่า สามแม่ครัว ก็หมดโปร คนเลิกเห่อ ไม่ขลังเท่าเดิม
หนึ่งเดือนเศษของรัฐบาลหนู 2 พลัส หากไม่นับเรื่องการกู้เงินมาแจกโครงการไทยช่วยไทย ที่จะเริ่มโอนเงินเข้ากระเป๋า 43 ล้านคน ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ที่เหลือแทบไม่มีอะไรเป็นโล้เป็นพาย แถมขยับแต่ละเรื่องก็เรียกทัวร์ลงทุกครั้งไป
เริ่มจากปัญหาน้ำมันขาดแคลน ที่จัดการได้แบบสุดห่วย เรียกเสียงก่นด่าได้ตั้งแต่หัวไร่ปลายนา ยันใจกลางพระนคร เพราะทั้งแพง ทั้งไม่พอ ไม่มีให้เติม แต่นายกฯ หนู ยังยัดข้อหากักตุนน้ำมันให้ประชาชนอีก สุดท้ายไอ้โม่งตัวจริงโผล่
ป่านนี้ยังจับใครไม่ได้ มัวแต่ขี่ม้าเลียบค่าย คงยึดหลักนายกฯ ที่ให้ "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" ไว้ก่อน
โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ ที่ให้แม่ทัพภาคใต้ภูมิใจไทย พิพัฒน์ รัชกิจประการ ออกมาตีปี๊บ ทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวยังมอมแมมเปื้อนคราบน้ำมัน จากการได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการ ศบก.ที่ต้องส่งไม้ต่อให้รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส มารับหน้าเสื่อไปจัดการ
วันนี้รองนายกฯ เอกนิติ คนเดียวกันก็ต้องมารับหน้าไปศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ หมักดองเอาไว้ก่อนอีก 90 วัน
ไม่รู้ถึงคราวเคราะห์หามยามร้ายหรืออย่างไร ล่าสุด "โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์" ในฐานะ รมว.คมนาคม เสนอแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ ด้วยการยกเลิกไม่ให้รถไฟทุกขบวนวิ่งเข้ากรุง ก็เลยเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำ ถูกทัวร์ลง เจอรถไฟทับเข้าเต็ม ๆ ไปอีกรอบ
ขณะที่ตัวนายกฯ หนูเอง ที่เริ่มออกอาการเซเล็ก ๆ ตั้งแต่ไป "ถุย" บนเวทีสงกรานต์ที่ชุมพร จากนั้น ก็ยังมีปัญหาเรื่องวจีกรรมอยู่ตลอด โดยครั้งหลังสุดคือ หนุนให้หน่วยงานราชการ ฟ้องดำเนินคดีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.ที่ออกมาเปิดโปงการเรียกรับผลประโยชน์ของ 26 หน่วยงานราชการ
สุดท้ายต้องส่งรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ออกมาชี้แจงแทนไม่ใช่ให้ฟ้องปิดปาก และเปิดทำเนียบรัฐบาลรับคณะทำงาน กกร.ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต(คตท.) ขึ้้นมาจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น พร้อมให้ทุกหน่วยงานนำผลสำรวจของ กกร.ไปศึกษา ทำรายงานส่ง คตท.เพื่อปิดช่องโหว่คอร์รัปชั่นต่อไป
แม้ภาคเอกชนจะยินดีปรีดาที่รัฐบาลตอบรับข้อเสนอต่าง ๆ แต่ท่าทีการแสดงออกในตอนแรกของนายกฯ รวมทั้งรัฐมนตรีหัวร้อน ที่ออกมากางปีกป้องส่วนราชการในสังกัด มันได้ทำลายความรู้สึกคนในสังคมลงแทบไม่เหลือหลอ
ตลอดสองสัปดาห์ จึงเป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลหนู โหมบุกหนักหลังเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง ตั้งแต่เปิดทำเนียบฯ เลี้ยงข้าวมื้อค่ำกลุ่มเจ้าสัว จนมาถึงปฏิบัติการลูบหลัง กกร.และขยับยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นพรรคแรกในนามภูมิใจไทย(ภท.)
“วันนี้เราได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาใดๆ เรามาที่นี่เพราะประชาชนบอกให้มา ไม่ใช่มาเพราะว่าบิดเบือนข้อกล่าวหาที่มีคนกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ตั้งใจ หรือไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้คงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ได้เห็นแล้วว่าเราเป็นพรรคแรกที่มา” นายกฯ อนุทินกล่าวไว้
การออกมาชิงจังหวะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ภท.ในทางการเมืองถือว่าได้ไปเต็ม ๆ อย่างน้อยก็ลบครหาไปได้บ้าง ในขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) ที่หายใจเข้าออกเป็นรัฐธรรมนูญใหม่ ยังมะงุมมะงาหรา ตั้งหลักไม่ทัน
แต่การปาดหน้าพรรคส้มหนนี้ของ ภท.เมื่อนำไปรวมกับสารพัดเรื่องราวที่รัฐบาลเผชิญอยู่ ทั้งกรรมเก่า-กรรมใหม่ จึงค่อนไปทางแก้กรรมทางการเมืองให้รัฐบาลสีน้ำเงินเสียมากกว่า




