ใบไผ่ The Series บันทึกให้จำ #เลือกตั้ง 69 EP.6 เส้นทางการเมืองสีน้ำเงิน โฉมหน้า ‘ครม.อนุทิน 2’ ราบรื่น แต่อย่าสะดุดที่ ‘กลาโหม’

24 มี.ค. 2569 - 14:03

  • แม้รัฐบาล ‘อนุทิน 2’ จะเริ่มต้นอย่างราบรื่นและรวดเร็ว แต่จุดตัดสำคัญอยู่ที่การเลือกรมว.กลาโหม ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรพลิกเกม

  • จาก “ทางราบ” อาจกลายเป็น “ทางเสี่ยง” หากสมดุลอำนาจถูกมองว่าเอนเอียง บททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลใหม่จะรักษาเสถียรภาพได้จริงหรือสะดุดจากปัจจัยภายใน

ใบไผ่ The Series บันทึกให้จำ #เลือกตั้ง 69 EP.6 เส้นทางการเมืองสีน้ำเงิน โฉมหน้า ‘ครม.อนุทิน 2’ ราบรื่น แต่อย่าสะดุดที่ ‘กลาโหม’

ราบรื่นและราบเรียบ สำหรับเส้นทางการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยที่สองของ นายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล 

ราบรื่น…จนสามารถกำหนด Time Line ล่วงหน้าได้อย่างชัดเจนประดุจนอสตราดามุส 

ก่อนหน้านี้ หลังเลือกตั้งไม่นานนัก แม้กกต.จะยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง ที่มีการตรวจสอบความถูกต้องถึง 60 วัน แต่ ‘โกเกี๊ยะ’ พิพัฒน์ รัชกิจปราการ ขุนพลภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย ก็หลุดปากให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า จะมีรัฐบาลใหม่ก่อนสงกรานต์ 

แม้ ‘พิพัฒน์’ จะออกตัวหลังจากนั้นว่า เป็นการคาดเดาของตัวเอง ไม่ได้มีข้อมูลอินไซด์ แต่ที่สุด ก็แม่นดั่งตาเห็น เพราะหลังจากนั้น ขั้นตอนการรับรอง สส. เพื่อเปิดสภา ขั้นตอนการเลือกประธานสภา ขั้นตอนการโหวตนายกรัฐมนตรี ก็ไหลลื่น มาจนถึงขั้นตอนเตรียมรวบรวมข้อมูลประวัติว่าที่รัฐมนตรีส่งให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบ เพื่อเตรียมทูลเกล้าฯคณะรัฐมนตรีใหม่ 

ราบรื่นกระทั่งนายกฯอนุทิน ออกมาบอกว่า คาดการณ์ว่า วันที่ 7-9 เมษายน 2569 จะเป็นวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 

Time Line ที่ประมุขฝ่ายบริหารออกมากำหนดแทนประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งที่ขั้นตอนนี้ หรือการคาดการณ์ห้วงเวลาของการเปิดสภา ควรเป็น ‘โสภณ ซารัมย์’ ประธานรัฐสภา ต่างหากที่เป็นผู้ออกมาให้สัมภาษณ์ 

กระบวนการเข้าสู่อำนาจรอบที่สองของนายกฯอนุทินและพลพรรคนีน้ำเงิน ด้านหนึ่งแม้เป็นไปอย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ ไร้แม้แต่อุปสรรค และหากเป็นไปตามกำหนดที่นายกฯอนุทินระบุ ก็นับว่าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่เร็วที่สุด ภายใต้เงื่อนเวลาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะใช้เวลาเพียงไม่เกิน 2 เดือนหลังการเลือกตั้งเท่านั้น 

ทั้งที่ 2 เดือน หลังการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เป็นห้วงเวลาของการตรวจสอบผลการเลือกตั้งอย่างละเอียดมากกว่า

แต่กระนั้น เส้นทางอำนาจที่ราบรื่น อีกด้านหนึ่งก็ไม่ได้หมายถึง ‘อนุทิน’ และพลพรรค จะได้รับฉันทานุมัติให้ทำอะไรก็ได้ ดั่งที่หลายๆกลุ่มออกมาแสดงความมั่นใจ และมีอาการเสียงดัง รวมถึงออกอาการที่บ่งบอกถึงตัวที่ใหญ่ขึ้น 

ฉันทานุมัติ หรือใบเบิกทางสู่อำนาจ ย่อมมีกรอบให้ปฏิบัติ…มิได้ให้อำนาจแบบไร้ขอบเขต 

แม้ ‘อนุทิน’ จะพยายามแสดงให้เห็นถึงการกลั่นกรองประวัติรัฐมนตรี เพื่อป้องกันข้อครหา หรือป้องกันการถูกกล่าวหาเรื่องจริยธรรม ดังที่ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ โดนมาแล้ว  

แต่ภาพที่ออกมาก็ยังไม่ชัดว่า ตรวจสอบแบบถ้วนหน้า โดยไม่เลือกปฏิบัติหรือไม่  

นอกจากนี้ การสรรหาตัวรัฐมนตรีในตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง ก็ไม่อาจยึดแนวทางการจัดสรรปันส่วน แนวทางบ้านใหญ่ แนวทางนายทุนพรรค และแนวทางพรรคพวก เข้ามายึดโยงได้ 

โดยเฉพาะรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงด้านความมั่นคง 

‘นายกฯหนู’ ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น จากการสรรหารัฐมนตรีคนนอก เพื่อเข้ามารับผิดชอบกระทรวงเศรษฐกิจและกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว 

3 ขุนพล คนนอก ทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ , ศุภจี สุธรรมพันธ์ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว สร้างผลงาน โกยคะแนนนิยมทั้งในชนชั้นสูงและชนชั้นล่างให้กับรัฐบาลอนุทิน1 มาแล้ว 

ครั้งนี้ต้องเผชิญกับของจริง ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ลามมาถึงวิกฤติเศรษฐกิจภาพรวม วิกฤติน้ำมัน ทั้งสถานการณ์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ลุกลามรุนแรงรอบด้าน 

ทั้งหมดเป็นบทพิสูจน์ฝีมือระดับขุนพลของ ‘รัฐบาลหนู2’ ทั้งสิ้น 

แต่กระทรวงกลาโหม เป็นอีกกระทรวงที่นายกฯหนูไม่ควรมองข้าม และไม่ควรตัดเป็นโควตาบ้านใหญ่ ไม่ควรเป็นโควตานายทุนหรือเป็นโควตาพรรคพวก เพราะเป็นกระทรวงที่สำคัญต่อสถานการณ์ทั้งหมดอย่างยิ่งยวด

‘กลาโหม’ อาจถูกมองแบบคับแคบว่า เป็นแค่กระทรวงทหาร แค่เอาใจกองทัพ จัดสรรปันส่วนงบประมาณให้ตามที่เหล่าทัพต้องการ ‘นายกฯหนู’ เป็นคนที่มากคอนเนคชั่น มีเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.เยอะอยู่แล้ว มีเพื่อนเป็นแม่ทัพนายกองมากอยู่แล้ว การจับใครสักคนที่ไว้ใจได้มานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

…แต่นั่นไม่ใช่คุณสมบัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่สำคัญ 

ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมวันนี้ เป็นข้อต่ออำนาจที่สำคัญยิ่ง เพราะมีผลต่อการจัดโครงสร้างเหล่าทัพอย่างมีนัยยะสำคัญ 

รัฐมนตรีกลาโหม เป็น 1 ในคณะกรรมการกลาโหม คณะกรรมการที่มีบทบาทยิ่งต่อการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพลของทุกเหล่าทัพ และยังมีฐานะเป็นประธานที่ประชุมที่มีสามารถชี้ขาดได้ หากมีการโหวตและคะแนนเท่ากัน 

‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม’ ยังเป็นผู้ลงนามคนสุดท้าย ในบัญชีโยกย้ายนายทหารระดับนายพลประจำปี ก่อนนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายทหารระดับนายพลทั้งหมด 

‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม’ ยังเป็นประธานสภากลาโหม อันเป็นองค์กรหลักเพื่อพิจารณาการประกาศสงคราม การเคลื่อนย้ายกำลังพล ตลอดจนการแต่งตั้งคณะผู้บัญชาการทหาร เพื่อบัญชาการกรณีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ 

‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม’ จึงมีความสำคัญยิ่งที่มิใช่ใครก็สามารถมานั่งในตำแหน่งสูงสุดด้านความมั่นคงได้ 

ในอดีตรัฐบาลพลเรือน นายกรัฐมนตรีมักจะควบตำแหน่งนี้ เพื่อสร้างสมดุลด้านอำนาจ และให้ความมั่นใจกับ ผบ.เหล่าทัพ 

ชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยึดถือหลักการมากที่สุด ก็ยังควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 

นายกฯปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ปฏิเสธที่จะส่งนายพลในสายของพรรคเพื่อไทยเข้าไปคุมกระทรวงหลักนี้ โดยยอมเข้ามามาควบ รมต.กลาโหม เพื่อให้เหล่าทัพสบายใจ แม้ต่อมาจะถูกรัฐประหาร แต่เหตุแห่งการรัฐประหารก็เป็นที่รู้กันลึกๆว่า ไม่ได้มาจากการเคลือบแคลงใจในตัว ‘ยิ่งลักษณ์’ 

ตรงกันข้ามห้วงเวลานั้น เป็นห้วงเวลาที่เหล่าทัพประสานงานกับรัฐมนตรีกลาโหมผ่าน ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ได้อย่างราบรื่น และในกองทัพบกถึงกับให้มีการจัดเตรียมห้องสำหรับรับรองนายกฯปูในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมเอาไว้เป็นกรณีพิเศษ

ในสมัยของรัฐบาล ’เศรษฐา‘ การส่ง สุทิน คลังแสง ไปเป็นรัฐมนตรีกลาโหมก็ไม่ได้มีปัญหาในการทำงานกับเหล่าทัพ 

กระทั่ง ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ก็ยังคงทำงานได้ไม่ติดขัดมากนัก แม้ต่อมาจะถูกกล่าวหากรณีกัมพูชา แต่ก็เป็นเพียงแค่ข้อครหาเท่านั้น เพราะทั้ง 2 ช่วงมี พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์เป็นรัฐมนตรีช่วยที่คอยประคับประคองและสร้างสมดุลทางอำนาจเอาไว้

รัฐบาลอนุทิน 2 แม้จะมีชื่อ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 (ตท.26) ปรากฏเป็นแคนดิเดตคนสำคัญ โดยยังไม่มีชื่อใครเข้ามาเปรียบเทียบ จนหลายคนทยอยแสดงความยินดีกับ ‘พล.ท.อดุลย์’ ไปแล้ว 

แม้เจ้าตัวจะแสดงอาการขวยเขิน และยังไม่ยอมรับว่า เป็นไปตามนั้น แต่ที่สุด ชื่อของ พล.ท.อดุลย์ก็ยังปรากฏอยู่บนหน้าสื่อแบบไม่มีตกโผ  

จริงอยู่ พล.ท.อดุลย์ ก็มิใช่ นกไม่มีขน หรือคนไม่มีพวก ที่จะบินขึ้นที่สูงไม่ได้ 

ในฐานะนกที่มีขน ‘พล.ท.อดุลย์’ ก็ใช่จะเป็นเพียงนายทหารบ้านนอก ที่เติบโตมาจากกองทัพภาคที่ 2 และเป็นนักเรียนเตรียมทหารที่มาจากนักเรียนนายสิบ แต่ในความจริง พล.ท.อดุลย์ แม้จะเกิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ก็พี่ชาย 2 คนก็ล้วนแต่จบโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย จปร.ทั้งคู่ 

พี่ชายคนโต พล.อ.ชัยวัฒน์ บุญธรรมเจริญ (ตท.20) รุ่นคนดังและเป็นเพื่อนสนิทกับ พล.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา รวมถึงยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ‘บิ๊กเล็ก’ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อีกด้วย 

ส่วนพี่ชายคนที่สอง พล.ท.อัศวิน บุญธรรมเจริญ (ตท.23) เพื่อนร่วมรุ่นอดีต ผบ.ทบ. พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ 

พี่ชายทั้ง 2 คนของ พล.ท.อดุลย์ ล้วนแต่รับราชการและเติบโตในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งราชองค์รักษ์พิเศษหลังเกษียณอายุราชการทั้ง 2 คน 

ส่วนในฐานะคนมีพวก พล.ท.อดุลย์ ที่จบ ตท.26 ย่อมมีพวกอยู่ทั้งรุ่นและกำลังดำรงตำแหน่งสำคัญในแต่ละเหล่าทัพ ทั้ง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.ตุลาคม 2569 ก็ยังมีลุ้นว่า เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 อาจจะพาเหรดขึ้นทั้ง ผบ.ทร. และ ปลัดกระทรวงกลาโหม 

ในทางการเมือง ก็แน่ชัดว่า ‘พล.ท.อดุลย์’ แนบแน่นยิ่งกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เพราะรับราชการมายาวนานในพื้นที่อีสานใต้ ตั้งแต่ยศร้อยตรี 

แม้กระทั่ง นายกฯหนู ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ก็สนิทชิดเชื้อกันอย่างแนบแน่น เพราะเป็นศิษย์เก่า วปอ. 61 รุ่นเดียวกัน ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ได้มาในปี 2566 ส่วนหนึ่งก็มาจากการสนับสนุนของนายกฯหนู ที่เอื้อนเอ่ยขอให้ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งช่วย ด้วยเหตุผลที่ว่า 

“พล.ท.อดุลย์ เหลืออายุราชการแค่ 1 ปี ส่วน พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ในเวลานั้น มีอายุราชการเหลืออีก 2 ปี อันเป็นเหตุให้รายชื่อ พล.ท.บุญสิน หลุดจากแป้นพิมพ์ในนาทีสุดท้าย ก่อนทูลเกล้าฯ” 

ทั้งฐานะ “นกมีขน คนมีพวก” แน่ล่ะ พล.ท.อดุลย์ไม่มีข้อกังขาต่อการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม แต่ในจุดแข็งของพล.ท.อดุลย์ อีกด้านหนึ่งกลับเป็นจุดอ่อนสำคัญของพล.ท.อดุลย์เช่นกัน 

ในฐานะรุ่น ตท.26 หาก พล.ท.อดุลย์เข้ารับตำแหน่งรมต.กลาโหม ก็ย่อมมีส่วนต่อการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลปลายปีนี้ 

ในฐานะประธานคณะกรรมการกลาโหม และเป็น 1 ในโหวตเตอร์สำคัญ การแต่งตั้งปลายปีที่จะมีผลต่อทั้งตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในปีนี้

ปลัดกลาโหมว่า กันว่า มีแคนดิเดตอยู่ 3 ราย เป็น ตท.26 จำนวน 2 ราย คือ ‘พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์’ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ ‘พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์’ เสนาธิการทหารบก 

ส่วนอีก 1 ราย อาจเป็น ตท.27 พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กรณีโผไม่ลงตัวที่กองทัพบก

ผู้บัญชาการทหารเรือ แคนดิเดต มี 4 ราย คือ ตท.25 พล.ร.อ.สุชาติ ธรรมพิทักษ์กุล รองผู้บัญชาการทหารเรือ ,ตท. 26 มี 2 คน คือ พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะระถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และ ตท.27 พล.ร.อ.ธาดา ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ

ยังไม่นับตำแหน่งสำคัญในทุกเหล่าทัพ โดยเฉพาะกองทัพบกที่ ตท.26 ขึ้นมาครองตำแหน่งสำคัญเกือบทั้งหมด

หาก พล.ท.อดุลย์ ในฐานะ รมต.กลาโหม นั่งหัวโต๊ะในการประชุมปลายปีนี้ และตท.26 เข้าครองตำแหน่งสำคัญทั้งปลัดกลาโหมและผบ.ทร. ก็เท่ากับคณะกรรมการกลาโหม หลังเดือนกันยายน 2569 จะมี ตท.26 ถึง 5 เสียง จาก 6 เสียง (กรณีไม่มีรัฐมนตรีช่วย) คือ รมต.กลาโหม ปลัดกลาโหม ผบ.ทบ. ,ผบ.ทอ.และผบ.ทร จะมีเพียงผู้บัญชาการกองทัพไทยเท่านั้นที่เป็น ตท.24 คือ พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์  หรือถึงแม้จะมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหม รวม 7 เสียง ก็ยังมี ตท.26 ถึง 5 ใน 7 อยู่ดี

จุดสมดุลย์ในคณะกรรมการกลาโหม เป็นจุดตัดทางอำนาจที่สำคัญ ซึ่งนายกฯหนูจะมองข้ามไม่ได้ เพราะเป็นการเดินเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เพราะย่อมไม่มีการคานอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล

นอกจากการเป็น ตท.26 ที่ทั้งเป็นจุดแข็งและจุดอ่อนของพล.ท.อดลุย์แล้ว การมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับบ้านใหญ่ จนมีภาพเป็นหนึ่งในบุรีรัมย์คอนเนคชั่น ก็เป็นจุดอ่อนสำคัญของพล.ท.อดุลย์ด้วยเช่นกัน 

เพราะนั่นหมายถึง นี่จะเป็นครั้งแรก…ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สังกัดบ้านใหญ่ เพราะในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีภาพนี้เกิดขึ้นมาก่อน  

รัฐมนตรีกระทรวงอื่น แม้แต่กระทรวงสำคัญทางเศรษฐกิจ กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีอาจจะสังกัดและมาจากโควตาบ้านใหญ่ได้ มีเพียง 2 กระทรวงเท่านั้น ที่ไม่เคยสังกัดบ้านใหญ่ นั่นก็คือ กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ,สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว,และศุภจี สุธรรมพันธ์ ว่าที่ 3 รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญในรัฐบาลอนุทิน2 ก็ล้วนเป็นโควตาคนนอก 

แต่ครั้งนี้กระทรวงกลาโหม หากเป็น พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ นั่นก็จะเป็นการฉีกกฎครั้งแรก ที่บ้านใหญ่ มีสิทธิ์ในการกำหนดรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงของประเทศทันที 

ทางสองแพร่งบนทางเสี่ยงและสมดุลย์อำนาจครั้งนี้ อาจเป็นหินก้อนใหญ่ให้เส้นทางอำนาจการเมืองสีน้ำเงิน ที่กำลังราบเรียบ ราบรื่น ต้องสะดุดหรือไม่…ต้องรอดู

ท่ามกลางคลื่นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและวิกฤติการณ์ต่างประเทศทั่วโลกที่ดาหน้ามารอรับ ‘รัฐนาวาอนุทิน 2’ กันอย่างคับคั่ง 

นอ.หนู.สีน้ำเงิน จะแรงเพียงพอต่อการฝ่าคลื่นสมดุลย์ทางอำนาจนี้ได้หรือไม่…งานนี้อย่ากระพริบตาเชียวนะ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์