แก้ รธน.แบบไหน
นำประเทศออกจากวิกฤติ?!
หลังรำลึกกึ่งศตวรรษเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คิวถัดไปกลางสัปดาห์หน้า ก็มารำลึก 53 ปีเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 กันต่อ ทั้งสองเหตุการณ์ไม่ว่าจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร แต่โดยเนื้อหาย่อมมีความเชื่อมโยงถึงกัน
นับเป็นบาดแผลของสังคมไทยด้วยกันทั้งคู่!
ในแต่ละปีเมื่อทั้งสองเหตุการณ์เวียนมาถึง ประเด็นการเมืองที่นำมาพูดถึงเสมอ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งประเทศไทยผ่านมาแล้วทุกจุด ทั้งประชาธิปไตยครึ่งใบ ค่อนใบ เต็มใบ สุดแท้แต่จะนิยามกัน
วันนี้แม้กระแสการรำลึกทั้งสองเหตุการณ์จะแผ่วลงไปบ้าง เสียงเพลงนกสีเหลืองอาจจะไม่ดังเท่าเดิม แต่ด้วยปัญหาการเมืองที่ยังวนอยู่ในวัฏจักรเดิมๆ คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ผ่านการใช้อำนาจของนักการเมือง ทำให้เสียงเรียกร้องแก้ไขกติกาจึงยังมีอยู่ตลอด
ยิ่งหลังการเลือกตั้งทั่วไปหนล่าสุด ประกอบกับการฮั้ว สว.ที่ทำให้เกิดการเมืองระบอบใหม่ขึ้น เพราะคนกลุ่มเดียวคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จทั้งสภาสูง สภาล่าง และองค์กรอิสระ เสียงเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจึงดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง
ประกอบกับผลของการลงประชามติ ที่มีประชาชนกว่า 21 ล้านคน เห็นด้วยกับการให้จัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แต่ถูกฝ่ายการเมืองดองเรื่องเอาไว้ จึงถูกนำมากระทุ้งให้เร่งทำตามเจตน์จำนงของประชาชน
แต่เนื่องจากเห็นว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ อาจต้องใช้เวลานาน ไม่ทันกับการแก้ไขปัญหา เข้าตำรากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ แถมกระทะอาจจะไม่เหลือ ไหม้ไปพร้อมกันทั้งถั่วทั้งงาทั้งกระทะ จึงเสนอให้แก้ไขรายมาตราไปก่อน
ประมาณว่า ไม่ไว้ใจรัฐบาลสีน้ำเงิน เมื่อฮั้ว สว.ได้ ก็คงฮั้ว ส.ส.ร.ได้เหมือนกัน
ทีนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อหยุดวงจรความขัดแย้งและนำพาบ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไปได้ จะต้องแก้แบบไหน เริ่มจากมาตราใดก่อนหลังกัน หากย้อนกลับไปดูที่ตั้งเป็นตุ๊กตาเอาไว้เดิม มีทั้งที่เป็นปัญหาจริงๆ กับที่เป็นปัญหาชีวิตของคนการเมือง ที่อาจผสมโรงขอโดยสารไปด้วย
แน่นอนประเด็นที่สังคมเห็นว่าเป็นปัญหาร่วม ต้องรีบหาทางแก้ไขน่าจะมี 3-4 เรื่องใหญ่ ได้แก่ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ต้องได้รับการแก้ไขเป็นการด่วน เพราะอีกไม่เกินสองปี สว.ชุดปัจจุบันต้องหมดวาระลง
ถัดมาเรื่องขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องรื้อกันใหม่หมด ตั้งแต่ที่มาว่ายังจะให้วุฒิสภาเป็นคนแต่งตั้งอีกหรือไม่ และองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาที่ต้องมาออกแบบใหม่เช่นกัน
ส่วนประเด็นอำนาจประธานรัฐสภา เรื่องการตั้งคณะไต่สวนอิสระ ก็ต้องปิดช่องโหว่ไม่ให้มีการใช้ดุลพินิจเช่นกัน นอกจากนั้น การทะลายค่ายกลเจ็ดดาวในหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องทบทวนสัดส่วนอำนาจที่ให้มีเสียง สว.เห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ด้วย
สำหรับประเด็นที่เป็นปัญหาชีวิตคนการเมือง ที่ต้องจับตาอาจถูกมัดรวมขอแก้ไขไปด้วย ได้แก่ เรื่อง “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” กับอีกเรื่อง “มาตรฐานจริยธรรม” ซึ่งเป็นคุณสมบัติของรัฐมนตรี
รวมทั้ง ประเด็นการ “ปลดล็อค” มาตรา 144 ที่ห้าม สส.-สว.-คณะกรรมาธิการ-คณะรัฐมนตรี จัดทำงบประมาณไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้ ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามขอแก้ไขให้ สส.แปรญัตตินำงบประมาณไปลงในพื้นที่ของตนเองเหมือนในอดีต แต่ไม่สำเร็จ
สุดท้าย ประเด็นการยุบพรรคการเมือง ที่มีความพยายามตีกรอบให้แคบลง โดยให้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เช่น การล้มล้างการปกครอง เป็นต้น ไม่ให้รวมไปถึงการกระทำความผิดของกรรมการบริหารพรรค ที่ให้เป็นความผิดเฉพาะตัวแทน
ทั้งหมดที่ว่ามา เป็นปัญหาที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ส่วนจะแก้กันที่ตรงไหน อย่างไร เพื่อนำพาประเทศออกจากวิกฤต หรือจะได้แค่แก้ปัญหาชีวิตให้คนการเมือง แลกกันคนละหมัดกับ สว.ปลดล็อคให้อยู่กันยาวๆ แบบไม่จำกัดวาระ
การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราจะออกสูตรไหน ให้รอดูกันเอาเอง?!




