หากพูดถึง Christopher Nolan หลายคนคงนึกถึงผู้กำกับภาพยนตร์ที่หลงใหลในการถ่ายทำด้วยฟิล์ม และเป็นหนึ่งในคนที่ผลักดันให้ผู้ชมกลับเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อสัมผัสประสบการณ์บนจอใหญ่ แต่สำหรับ The Odyssey ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา ความทะเยอทะยานไม่ได้อยู่แค่การสร้างมหากาพย์จากวรรณกรรมกรีกคลาสสิกหากยังเป็นการทำความฝันที่เขาเก็บไว้มากว่า 20 ปีให้กลายเป็นความจริง
นั่นคือการสร้างภาพยนตร์ด้วยกล้อง IMAX Film ทั้งเรื่อง
หลายคนอาจมองว่าจอที่ใหญ่กว่า ภาพที่คมกว่า หรือเสียงที่ดังกว่าในโรงภาพยนตร์ทั่วไป แต่สำหรับ Nolan ความแตกต่างของ IMAX ไม่เคยอยู่ที่ขนาดของจอหากอยู่ที่ความสามารถในการทำให้ผู้ชม “ลืมว่ากำลังนั่งอยู่ในโรงหนัง”
เขาเคยอธิบายว่าเมื่อถ่ายทำด้วย IMAX 70 มม. หน้าจอจะเหมือน “หายไป” เพราะภาพที่เต็มพื้นที่การมองเห็นทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ในเหตุการณ์จริงราวกับได้รับประสบการณ์แบบภาพสามมิติโดยไม่ต้องสวมแว่น นั่นคือเหตุผลที่เขาเชื่อว่าภาพยนตร์บางเรื่องควรถูกสร้างขึ้นเพื่อรับชมในรูปแบบนี้
อย่างไรก็ตามแม้ Nolan จะหลงใหล IMAX มาตั้งแต่ช่วงต้นของอาชีพ แต่เทคโนโลยีในเวลานั้นยังไม่เอื้อให้เขาสามารถสร้างหนังทั้งเรื่องด้วยกล้องชนิดนี้
กล้อง IMAX รุ่นแรกมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก และที่สำคัญคือส่งเสียงดังจนแทบไม่สามารถใช้ถ่ายทำฉากบทสนทนาได้ จึงเหมาะสำหรับการถ่ายฉากแอ็กชันหรือภาพวิวขนาดมหึมามากกว่าการบันทึกอารมณ์ละเอียดอ่อนบนใบหน้าของนักแสดง
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น The Dark Knight, Interstellar, Dunkirk, Tenet หรือ Oppenheimer ทาง Nolan จึงเลือกใช้ IMAX เฉพาะบางฉาก ขณะที่ฉากสนทนาส่วนใหญ่ยังคงต้องอาศัยกล้องรูปแบบอื่น
แต่แทนที่จะยอมรับข้อจำกัดนั้นเขากลับเลือกผลักดันให้เทคโนโลยีพัฒนาไปพร้อมกับความฝันของตัวเอง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Nolan ทำงานร่วมกับทีมวิศวกรของ IMAX เพื่อพัฒนากล้องรุ่นใหม่ในการลดเสียงการทำงานของระบบฟิล์ม ปรับโครงสร้างตัวกล้อง และออกแบบระบบที่ช่วยให้นักแสดงสามารถเล่นบทสนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติแม้มีกล้องขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงหน้า
เมื่อข้อจำกัดเหล่านั้นได้รับการแก้ไขในที่สุดสิ่งที่เขาเฝ้ารอก็เกิดขึ้น
The Odyssey จึงกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำด้วย IMAX Film ทั้งเรื่อง
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ Nolan ต้องการสร้างสถิติใหม่ แต่เพราะเขาเชื่อว่านี่คือเรื่องราวที่เหมาะสมที่สุดกับเทคโนโลยีดังกล่าว
The Odyssey คือมหากาพย์แห่งการเดินทาง การผจญภัยกลางมหาสมุทร พายุ คลื่นยักษ์ สัตว์ประหลาด และโลกที่เต็มไปด้วยตำนาน หากเป้าหมายของ IMAX คือการทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือน “เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์” ก็แทบไม่มีเรื่องไหนเหมาะกับเทคโนโลยีนี้ไปกว่าการเดินทางของโอดิสเซียส
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก Nolan เคยชมสารคดีที่ถ่ายทำด้วยระบบ IMAX และเกิดคำถามขึ้นในใจว่า
“ถ้าภาพยนตร์เล่าเรื่องจริงจังสักเรื่องถูกสร้างด้วยเทคโนโลยีแบบนี้จะเป็นอย่างไร?”
คำถามนั้นใช้เวลากว่าสองทศวรรษกว่าจะได้รับคำตอบ
และคำตอบนั้นก็คือ The Odyssey
ท้ายที่สุดเรื่องราวของแค่การเดินทางกลับบ้านของวีรบุรุษในตำนานกรีกเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางของผู้กำกับฯ คนหนึ่งที่ยอมรอคอยให้เทคโนโลยีเดินทางมาถึงจุดที่สามารถถ่ายทอดภาพในแบบที่เขาจินตนาการไว้ได้อย่างสมบูรณ์
เพราะสำหรับ Christopher Nolan ความยิ่งใหญ่ของ IMAX ไม่ได้อยู่ที่จอภาพที่ใหญ่กว่าใคร
แต่อยู่ที่ช่วงเวลาซึ่งผู้ชมลืมไปว่ากำลังดูภาพยนตร์ และรู้สึกเหมือนกำลังออกเดินทางไปพร้อมกับมันจริงๆ




