ใกล้เวลาเข้าสู่วันปีใหม่แล้ว ดูเหมือนว่าเราต้องเตรียมพร้อมกายและใจให้กับรายการสิ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จภายในปีที่จะมาถึงนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ New Year's Resolution ใครที่รู้จักก็อาจคุ้นเคยดีและได้ยินจนชินหูเมื่อย่างเข้าใกล้สู่ช่วงปีใหม่ แต่สำหรับใครที่ไม่รู้จัก New Year's Resolution คือการตั้งกฎ สร้างสัญญา หรือเป้าหมายให้กับตัวเองเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ออกกำลังกายมากขึ้น หรืออยากเรียนภาษาให้ได้หนึ่งภาษาภายในปีนี้ เป็นต้น
New Year's Resolution เดิมทีเป็นธรรมเนียมที่ฝั่งตะวันตกนิยมทำกันในช่วงปีใหม่ โดยเป็นธรรมเนียมที่คาดว่าสืบทอดมานานตั้งแต่ยุคโรมัน ในทุกๆ ปีชาวโรมันจะทำสัญญากับเทพเจ้าทั้งหลายในช่วงต้นปี จากนั้นจะทำการตอบแทนด้วยการถวายสิ่งของ ส่วนใหญ่แล้วชาวโรมันจะทำสัญญานี้กับเทพเจ้าชื่อ เจนัส หรือยานูส (Janus) เทพเจ้าแห่งการเปลี่ยนผ่าน และเป็นเทพซึ่งเป็นที่มาของชื่อเดือนมกราคม (January)

ความเชื่อเรื่องการทำ New Year's Resolution ไม่ได้มีแค่ในโรมัน ในศาสนายูดายในช่วงวันยมคิปปูร์ (Yom Kippur) ก็มีการนั่งตรึกตรองในสิ่งเลวร้ายที่ตัวเองทำมาตลอดปีเพื่อทำการสำนึกบาป กลายเป็นว่าการสัญญาอะไรบางอย่างเพื่อตัวเองได้กลายเป็นธรรมเนียมของมนุษย์มาช้านาน และส่งทอดมายังปัจจุบันจนกลายเป็นเทรนด์ฮิตในช่วงเวลาหนึ่ง
แต่หากตัดเรื่องศาสนาออกไปจะพบว่าการทำ New Year's Resolution นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ในอดีตเมื่อเกิดการผิดสัญญาผู้คนอาจกลัวพระผู้เป็นเจ้าลงโทษ แต่ในปัจจุบันบางคนอาจเผลอทำผิดสัญญาโดยที่ไม่รู้สึกหวั่นกลัวอะไร ดังนั้นการทำ New Year's Resolution ในโลกปัจจุบันจึงมีความจำเป็นต้องอาศัยความมีวินัยเป็นอย่างมาก บางคนอาจเปลี่ยนไปยึดถือกับสิ่งที่สำคัญกับชีวิตตัวเองแทน เช่น ทำเพื่อพ่อแม่ ทำเพื่อลูก หรือทำเพื่อคนที่เรารัก
การที่บอกว่าคนส่วนใหญ่ล้มเหลวนั้นไม่ใช่การกล่าวขึ้นลอยๆ มีการสำรวจมาแล้วเมื่อปี 2007 โดย ริชาร์ด ไวส์แมน (Richard Wiseman) จากมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) เผยว่าการสำรวจคนทั้งหมด 3,000 คน มีอยู่ 88% ที่ไม่สามารถทำตาม New Year’s Resolution ได้จริง พร้อมยังกล่าวอีกว่า 52% รู้สึกมั่นใจแค่ในช่วงแรกๆ จากนั้นค่อยลดลงเรื่อยๆ จนเลิกทำในที่สุด
The New York Times เคยกล่าวเกี่ยวกับการทำ New Year's Resolution ว่ามีอยู่สามประการอันเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไม่สำเร็จนั่นคือ
- สิ่งที่เราอยากเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเองมาจากค่านิยมในสังคม หรือเป็นการทำตามเทรนด์
- สิ่งที่อยากทำยังดูคลุมเครือไม่ชัดเจน
- แผนที่คิดไว้เกินความเป็นจริงจนเข้าข่ายเป็น ‘ฝันลมๆ แล้งๆ’
ต่อให้รู้ว่ามีผลสำรวจที่พบว่าคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้จริงก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ หรือหากทำไม่ได้ก็ไม่ใช่ว่าชีวิตจะล้มเหลว เพราะว่าการทำ New Year's Resolution ไม่สำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย และเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นเราอาจต้องปัดสิ่งที่เรียกว่า New Year's Resolution ออกไป ให้มองว่าเราสามารถพัฒนาและทำตามเป้าหมายของตัวเองได้ทุกเมื่อทุกเวลา โดยอาจเริ่มจากการทำสิ่งเล็กๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปจนทำได้อย่างสม่ำเสมอ
คนที่เริ่มวิ่งอาจเริ่มจากสัปดาห์ละครั้ง จากนั้นค่อยเพิ่มเป็นสัปดาห์ละสองครั้งตามลำดับ ที่กล่าวมานี้ไม่ต่างจากคำพูดที่ว่า เราควรเริ่มจากฝันเล็กๆ ก่อนและควรวางอยู่พื้นฐานของความเป็นจริงเพื่อจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป
คนที่พยายามเลิกเหล้าอาจมีวันที่เผลอดื่มบ้าง แต่ถ้าใจยังอยากเลิกก็ขอให้สร้างความรู้สึกนั้นต่อไป ไม่ใช่ว่าเผลอดื่มครั้งเดียวแปลว่าสัญญาขาดเลยต้องกินเหล้าต่อไปแล้วค่อยเลิกใหม่และลืมที่สัญญากับตัวเองไว้ เช่นเดียวกันกับคนที่พยายามฝึกปรือฝีมืออะไรสักอย่าง เมื่อใดได้ลองจนพบคำตอบว่ามันไม่ใช่ทางของตัวเองก็ยังมีอีกหลายทางให้ลองเลือกเดินเพื่อหาสิ่งที่เป็นตัวเรามากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรขอให้คำนึงว่าในฐานะที่เป็นมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้จากความผิดพลาด สุดท้ายแล้วพวกเราต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในแต่ละช่วงที่เปลี่ยนไปเรามีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่รู้ตัว จะดีมากกว่านี้หากเข้าใจว่าเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนเพื่อการเติบโตอย่างมีคุณค่าและไม่เสียดายที่ไม่ได้ลงมือทำ


