Three Man Down กับการล้มบอส “ศุภชลาศัย” เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาคือวงแห่งยุค

11 มี.ค. 2569 - 11:35

  • รีวิวคอนเสิร์ต Three Man Down Live At Suphachalasai บอสตัวล่าสุดที่วง Three Man Down ปราบลงได้อย่างอยู่หมัด

Three Man Down กับการล้มบอส “ศุภชลาศัย” เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาคือวงแห่งยุค

การเล่นเกมแล้วต้องเจอบอสโหดๆ เป็นเรื่องที่หลายคนคุ้นเคยดี บางด่านต้องลองแล้วลองอีก เล่นซ้ำไปซ้ำมา ฝึกฝนจนกว่าจะผ่านได้สักครั้ง พอชนะแล้วทุกอย่างก็เหมือนจะจบลง เหลือไว้แค่ความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยเอาชนะมันมาได้ 

แต่สำหรับ Three Man Down ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้คิดแบบนั้น เวลาที่เล่นเกมแล้วสามารถปราบบอสได้สำเร็จมันไม่ใช่แค่ชัยชนะครั้งเดียวแล้วจบแต่กลับกลายเป็นความอยากลองท้าทายตัวเองอีกครั้งในรูปแบบใหม่ กิตเคยเล่าให้ผมฟังครั้งหนึ่งว่าบางครั้งการชนะบอสครั้งแรกมันยังไม่สะใจพอพวกเขาเลยกลับไปสู้ใหม่ในวิธีที่ยากกว่าเดิม เช่น เล่นแบบแทบไม่มีอุปกรณ์ช่วย ใช้แค่ฝีมือกับความคิดล้วนๆ แล้วก็ยังสามารถเอาชนะมันได้อยู่ดี 

ความคิดแบบนั้นทำให้ผมนึกถึงคอนเสิร์ตใหญ่ของ Three Man Down ที่เพิ่งจบไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเพราะครั้งนี้พวกเขาเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับบอสตัวใหญ่ที่ชื่อว่า “สนามศุภชลาศัย” และสุดท้ายพวกเขาก็สามารถผ่านด่านนั้นมาได้อย่างสวยงามพร้อมกับอาวุธสำคัญที่วงนี้มีมาตลอดนั่นคือความสามัคคีของสมาชิกและการเล่าเรื่องบนเวทีที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้คนดูอยู่กับโชว์ได้แบบไม่หลุดสมาธิตลอดเวลาเกือบสามชั่วโมงเต็ม 

ในฐานะคนที่มีโอกาสไปนั่งดูอยู่ใกล้ๆ และตั้งใจไปแสดงความยินดีกับน้องๆ ด้วยผมเลยอยากเล่าประสบการณ์จากคอนเสิร์ตครั้งนี้ในมุมของคนดูแบบตรงไปตรงมา 

ตั้งแต่ก่อนงานจะเริ่มผมก็พอเดาไว้แล้วว่าสถานที่จัดคอนเสิร์ตน่าจะเป็นสนามศุภชลาศัย เพราะถ้ามองในหลายปัจจัยสนามนี้ถือว่าเหมาะกับวงมากพอสมควร ผมเคยมาดูฟุตบอลที่นี่บ่อยๆ เลยพอรู้ลักษณะของสนามอยู่บ้าง จุดหนึ่งที่ต่างจากราชมังคลากีฬาสถานชัดเจนคือเรื่องทิศทางลมซึ่งส่งผลต่อการควบคุมเสียง เวลาจัดคอนเสิร์ตสนามนี้จะคุมซาวนด์ได้ง่ายกว่าพอสมควรแต่สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือสภาพอากาศ เพราะการจัดโชว์ในสเตเดี้ยมแบบนี้ต้องยอมรับว่าร้อนมากจริงๆ และถ้าพูดกันตรงๆ สนามศุภชลาศัยเองก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ 

อย่างไรก็ตามทีมงานและตัววงได้จัดการข้อจำกัดเหล่านี้ได้ดีมากทั้งระบบแสง สี และเสียงทำออกมาได้ชัดเจน ฟังสบาย แทบไม่รู้สึกถึงปัญหาดีเลย์ระหว่างเสียงกับภาพบนเวทีเลยซึ่งถือว่าเนียนมากสำหรับคอนเสิร์ตกลางแจ้งขนาดนี้ อีกอย่างที่ผมต้องขอชื่นชมคือการจัดการหน้างานที่ดูเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยโดยเฉพาะฝั่งทีมงาน GMM SHOW ที่ดูเข้าใจการดูแลผู้ชมคอนเสิร์ตได้ดี 

ก่อนจะเข้าไปในสนามผมสังเกตเห็นอีกบรรยากาศหนึ่งที่น่าสนใจคือมีพ่อค้าแม่ค้าหลายคนนำเสื้อและสินค้าของ Three Man Down มาขายกันค่อนข้างเยอะ บางคนซื้อไปขายต่อ บางคนตั้งราคาตามสไตล์ของตัวเองซึ่งเรื่องนี้จะมองว่าถูกหรือผิดก็คงแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แต่สิ่งที่ผมคิดเล่นๆ คือถ้าในอนาคตวงไปจัดคอนเสิร์ตที่ใหญ่ขึ้นอย่างที่ราชมังคลากีฬาสถานอาจลองทำโซนสำหรับซื้อ-ขายหรือเทรดสินค้าของวงไปเลยให้เป็นระเบียบเพราะบางจุดมีคนมายืนขายของจนแทบเดินชนกันเหมือนกัน 

ถ้าพูดถึงตัวคอนเสิร์ตจริงๆ ต้องบอกตรงๆ ว่านี่เป็นโชว์ของ Three Man Down ที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่เคยดูมา ตั้งแต่สมัยที่พวกเขายังเล่นบนเวทีเล็กๆ จนมาถึงวันนี้ที่สามารถขึ้นแสดงในสเตเดี้ยมสิ่งที่เห็นชัดมากคือพัฒนาการของวงที่ก้าวกระโดดขึ้นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะการปรับ Arrangement ของเพลงให้เหมาะกับเวทีขนาดใหญ่ หลายเพลงไม่ได้เล่นเหมือนในแทร็กต้นฉบับแต่ถูกออกแบบใหม่เพื่อการแสดงสดโดยเฉพาะ 

ช่วงเปิดคอนเสิร์ตด้วยห้าเพลงแรกถือว่าพลังมาเต็มมาก เพลงเหล่านั้นถูกเรียบเรียงใหม่ให้มีความยิ่งใหญ่และเข้ากับบรรยากาศของสเตเดี้ยมซึ่งผมเชื่อว่าทีมเบื้องหลังโดยเฉพาะตูนน่าจะทำการบ้านมาเยอะมากเพราะแทบทุกเพลงมีรายละเอียดเล็กๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้โชว์ดูน่าสนใจอยู่ตลอด 

แม้ว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้จะไม่ได้เน้นเอฟเฟกต์อลังการแบบยิงพลุหรือระเบิดเวทีเหมือนบางโชว์แต่สิ่งที่ทำให้มันแข็งแรงคือวิธีการนำเสนอและการเล่าเรื่อง การเรียงลำดับเพลงเหมือนกำลังดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ค่อยๆ พาคนดูไต่ระดับอารมณ์ขึ้นไป มีทั้งช่วงตื่นเต้น ช่วงสนุก ช่วงซึ้งและช่วงผ่อนคลาย บางโมเมนต์ก็เล่นเอาผมสะดุ้งเหมือนกันอย่างตอนเพลง “ฝนตกไหม” ที่ทำเอาเผลอคิดว่าเดี๋ยวจะมีฟ้าผ่าจริงๆ 

อีกจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของ Three Man Down คือการเล่าเรื่องผ่านองค์ประกอบต่างๆ ของวงไม่ว่าจะเป็นการหยิบรายละเอียดจากมิวสิกวิดีโอหรือคอนเซ็ปต์ของเพลงมาใช้บนเวทีซึ่งกลายเป็นลายเซ็นของวงไปแล้ว และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนพูดตรงกันว่า Three Man Down เป็นวงที่มี Storytelling บนเวทีแข็งแรงมาก 

แขกรับเชิญก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้โชว์สมบูรณ์ขึ้นไม่ว่าจะเป็น Nap the Nap, THE TOYS, ภีมจาก BUS, URBOYTJ หรือ Cocktail ทุกคนถูกนำมาใช้ในจังหวะที่เหมาะสมและไม่ได้ขึ้นเวทีมาแค่ร้องเพลงเฉยๆ แต่ถูกออกแบบให้มีบทบาทในโชว์จริงๆ โดยเฉพาะภีมจาก BUS ที่ช่วยเติมพลังให้คอนเสิร์ตช่วงนั้นสนุกขึ้นอีกระดับ 

อีกคนที่ผมอยากพูดถึงคือ “อีฟ” คอรัสของวงที่ทั้งเสียงดีและมีเสน่ห์มาก ถ้าผมเป็นค่ายเพลงสักค่ายหนึ่งในตอนนี้คนที่อยากลองชวนมาร่วมงานมากที่สุดคงเป็นเธอนี่แหละ 

และก่อนคอนเสิร์ตจะจบวงก็ได้ทิ้งเซอร์ไพรส์สำคัญเอาไว้นั่นคือการประกาศเป้าหมายต่อไปว่า Three Man Down จะไปเล่นที่ราชมังคลากีฬาสถานซึ่งต้องยอมรับว่านี่เป็นสนามที่ท้าทายมากทั้งเรื่องระบบเสียง การจัดการ และสภาพแวดล้อมหลายอย่าง 

แต่ถ้ามองจากสิ่งที่พวกเขาทำได้ในวันนี้ผมเชื่อว่าวงมีศักยภาพพอที่จะไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ ถ้าจะให้เดาเล่นๆ ผมคิดว่าช่วงปี 2028 น่าจะเป็นจังหวะที่วงกำลังสุกงอมพอดีทั้งผลงานและฐานแฟนเพลง และอาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับคอนเสิร์ตระดับนั้น ถ้าศุภชลาศัยคือบอสตัวหนึ่งที่พวกเขาเพิ่งผ่านไปได้ตอนนี้ก็คงถึงเวลาที่ต้องใส่อาวุธและเกราะให้เต็มที่แล้วเดินหน้าไปท้าทายบอสตัวต่อไปอย่างราชมังคลากีฬาสถาน 

สำหรับผมคอนเสิร์ตครั้งนี้ให้ความรู้สึกต่างจากโชว์ที่อิมแพ็ค อารีน่าเมื่อสองปีก่อนอย่างชัดเจน มันเป็นความรู้สึกของความอิ่มเอม สนุก และภูมิใจที่ได้เห็นวงที่เราเคยดูมาตั้งแต่วันแรกๆ เติบโตจนมาถึงจุดนี้ 

และวันนี้ก็คงพูดได้เต็มปากว่า Three Man Down คือหนึ่งในวงดนตรีที่เป็นตัวแทนของยุคนี้จริงๆ 

ท้ายที่สุดนี้ขอแสดงความยินดีกับ กิต ตูน เส็ง และ เต สำหรับคอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยมครั้งนี้ 
พูดง่ายๆ เลยคือพวกคุณโคตรเก่งจริงๆ ไม่ว่าต่อจากนี้จะต้องมองพวกคุณจากระยะไกลแค่ไหนผมก็ยังจะยืนดูและชื่นชมความสำเร็จของพวกคุณตลอดไป  

Three Man Down  

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์