ก่อนจะเข้าฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ เรามีโอกาสได้ดู ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ ผลงานกำกับฯ ของ มูย่า-ฐามุยา ทัศนานุกูลกิจ หนังไทยแนวสยองขวัญที่หยิบยกความเชื่อท้องถิ่นเกี่ยวกับวัวชนและแม่สะเมียงมาผสมผสานเข้ากับเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนภายในครอบครัว
ตอนแรกคิดว่านี่จะเป็นหนังสยองขวัญที่เล่นกับความเชื่อและพิธีกรรมเป็นหลัก แต่พอดูจบกลับรู้สึกว่าหนังมีอะไรให้คิดมากกว่านั้น โดยเฉพาะประเด็นทางสังคมที่ซ่อนอยู่ใต้เรื่องราว และการแสดงของนักแสดงนำทั้งสามที่เรียกได้ว่าปล่อยพลังกันแบบไม่มีใครยอมใคร
สิ่งที่น่าสนใจคือการที่หนังไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่กล้าพาเราไปสำรวจวัฏจักรในชีวิตประจำวันของคนไทยผ่านเรื่องราวของวัวชนและแม่สะเมียงซึ่งไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบสร้างบรรยากาศชวนขนลุก แต่ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และความสัมพันธ์ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่ความเชื่อหรือพิธีกรรมโดยตัวมันเอง แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ยอมรับ และทำซ้ำจนกลายเป็นเรื่องปกติโดยไม่เคยตั้งคำถามว่าสิ่งเหล่านั้นกำลังทำร้ายใครอยู่หรือเปล่า
อีกประเด็นที่ทำให้หนังเรื่องนี้ชวนอึดอัดเป็นพิเศษคือการหยิบเรื่อง Child Grooming มาเล่าผ่านกรอบของหนังสยองขวัญ ประเด็นนี้ทำให้เรานั่งดูไปเครียดไป เพราะความน่ากลัวไม่ได้มาจากการรอว่าจะมีอะไรโผล่ออกมา แต่เกิดจากการค่อยๆ เห็นว่าความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนปกติสามารถซ่อนการครอบงำและการล่วงละเมิดเอาไว้ได้มากแค่ไหน
สำหรับใครที่ไม่คุ้นกับคำว่า Child Grooming คำนี้หมายถึงกระบวนการที่ผู้ใหญ่หรือผู้กระทำค่อยๆ สร้างความไว้วางใจ สร้างความผูกพัน หรือใช้วิธีบิดเบือนความรู้สึกของเด็ก เพื่อให้สามารถควบคุม แสวงหาประโยชน์ หรือล่วงละเมิดเด็กได้ในที่สุด ที่น่ากลัวคือกระบวนการนี้อาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยการใช้ความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้งแต่ค่อยๆ เกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ที่คนรอบข้างมองว่าเป็นเรื่องปกติ
และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ไกลตัวสังคมไทยอย่างที่หลายคนคิด
จากการหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองพบว่า มีรายงาน Disrupting Harm in Thailand ซึ่งจัดทำโดย UNICEF, ECPAT และ INTERPOL เผยแพร่ในปี 2022 ระบุว่า ในปี 2021 มีเด็กไทยอายุ 12–17 ปีประมาณ 400,000 คน หรือราว 9% เผชิญการแสวงหาประโยชน์หรือการล่วงละเมิดทางเพศผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะที่เด็กที่ประสบเหตุเพียงประมาณ 1–3% เท่านั้นที่แจ้งเรื่องกับตำรวจ
แม้ข้อมูลนี้จะกล่าวถึงการแสวงหาประโยชน์และการล่วงละเมิดทางเพศเด็กทางออนไลน์ ไม่ใช่สถิติของ Child Grooming โดยตรงทั้งหมด แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของปัญหาและความยากลำบากที่เด็กต้องเผชิญในการขอความช่วยเหลือ
สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่แค่การกระทำของผู้ก่อเหตุ แต่ยังรวมถึงการที่เด็กจำนวนมากอาจไม่กล้าบอกใคร ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากไหน หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องปกติ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกว่าการหยิบประเด็นนี้มาเล่าผ่านหนังสยองขวัญมีความสำคัญ เพราะอันตรายบางอย่างไม่ได้มาในรูปแบบของปีศาจหรือสัตว์ประหลาด แต่อาจมาในรูปแบบของคนที่เราไว้ใจ คนที่สังคมมองว่ามีอำนาจเหนือเรา หรือคนที่อ้างว่าทุกอย่างที่ทำลงไปเป็นเพราะความรักและความหวังดี
บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การถูกทำร้าย แต่เป็นการถูกทำให้เชื่อว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธการถูกทำร้ายนั้นตั้งแต่แรก
ในส่วนของการแสดงต้องบอกว่านักแสดงนำทั้งสามคือ พิมมา เจษ และแพต ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ แต่ละคนต่างมีพื้นที่ให้ปล่อยพลังผ่านความสัมพันธ์และความขัดแย้งที่หนักหน่วงของตัวละคร ทำให้เรื่องราวมีน้ำหนักมากกว่าการเป็นหนังที่อาศัยเพียงบรรยากาศหลอนๆ เพื่อสร้างความกลัว
โดยเฉพาะพิมมา พิมพ์มาดา หรือ พิมมา PiXXiE เรื่องนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดง บทขวัญไม่ได้ต้องการแค่การแสดงความกลัวหรือความเจ็บปวด แต่ต้องถ่ายทอดทั้งความเปราะบาง ความอึดอัด และความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากชีวิตที่ตัวเองไม่ได้เลือก การต้องรับมือกับอารมณ์หนักๆ ตลอดทั้งเรื่องทำให้เราได้เห็นศักยภาพอีกด้านของเธออย่างชัดเจน
สำหรับเรานี่คือบทบาทที่ทำให้พิมมาน่าจับตามองมากๆ และมีโอกาสไปไกลถึงเวทีรางวัลได้เลยหากผลงานได้รับการพิจารณาอย่างเหมาะสม เพราะสิ่งที่เธอแสดงให้เห็นไม่ใช่แค่ความสามารถของไอดอลที่ผันตัวมาเล่นหนัง แต่เป็นพัฒนาการของนักแสดงที่กล้ารับมือกับบทบาทท้าทายและผลักดันตัวเองไปอีกขั้น จนอดคิดไม่ได้ว่าเธออาจมีชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงจากผลงานเรื่องนี้
ขณะที่เจษ เจษฎ์พิพัฒ และแพต ชญานิษฐ์ ต่างช่วยเติมเต็มความเข้มข้นให้กับเรื่องราวได้เป็นอย่างดี ทั้งสามมีวิธีถ่ายทอดตัวละครที่แตกต่างกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครไม่ได้มีแค่ความขัดแย้งแบบผิวเผินแต่ยังเต็มไปด้วยแรงกดดันและความซับซ้อนที่ทำให้เราอินไปกับเรื่องราวได้มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือพลังของนักแสดงทั้งสามไม่ได้มีเพียงการแสดงให้เห็นว่าใครโดดเด่นที่สุด แต่ยังอยู่ที่การส่งเสริมกันและกัน ทำให้ความสัมพันธ์ภายในเรื่องมีความน่าเชื่อ และช่วยขับเน้นประเด็นที่หนังต้องการนำเสนอได้อย่างทรงพลัง
ท้ายที่สุด ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ คือหนังสยองขวัญที่น่าสนใจตรงการกล้าเล่าเรื่องที่ใหญ่กว่าความเชื่อท้องถิ่น แต่ยังพาเราไปมองวัฏจักรของอำนาจและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม หนังอาจทำให้เรารู้สึกอึดอัด เครียด หรือสัมผัสถึงความไม่สบายใจระหว่างรับชม แต่สิ่งเหล่านี้กลับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเด็นของมันยังคงอยู่ในหัวหลังดูจบ
เพราะสุดท้ายแล้วคำถามอาจไม่ใช่ว่าเราจะทำให้ใครเชื่องได้อย่างไร แต่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมถึงคิดว่าเรามีสิทธิ์ทำให้ใครสักคนต้องเชื่องตั้งแต่แรกต่างหาก





