ว่าด้วยเรื่องราว ‘ปฏิทิน’ สิ่งสมมติของกาลเวลา

31 ธ.ค. 2568 - 04:00

  • มาดูกันว่า ‘เรื่องราวของปฏิทิน’ จะเป็นอย่างไร อะไรคือ ‘จุลศักราช’ และ ‘รัตนโกสินทร์ศก’ และทำไมประเทศไทยถึงต้องนับวันเวลาตามวิถีตะวันตก

ว่าด้วยเรื่องราว ‘ปฏิทิน’ สิ่งสมมติของกาลเวลา

“สวัสดีปีใหม่”  

คำอวยพรนี้คงเป็นที่คุ้นหูมากที่สุดในช่วงวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เมื่อเดินไปตามท้องถนนหรือร้านอาหารเรามักจะได้ยินประโยคนี้แทนคำว่า ‘สวัสดี’ ตามมาด้วยถ้อยคำแสดงความปรารถนาดีเล็กๆ น้อยๆ วันปีใหม่คือการเริ่มศักราชใหม่ ชาวไทยรวมถึงพลเมืองโลกล้วนออกมาเฉลิมฉลองและคาดหวังว่าปีต่อๆ ไปพวกเขาจะพานพบกับโอกาสที่ดีกว่า หรืออย่างน้อยชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม บางทีชีวิตเราอาจเหมือนเดิม เพียงแค่เราหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาชี้วัด? อย่างเช่น ตัวเลข 1 กับอักษร 6 ตัว และตัวเลขกำหนดศักราชที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าใครเป็นคนกำหนด  

“เพราะเวลาคือสิ่งสมมติ” อีกประโยคที่คุ้นหูพอๆ กันแต่อาจน้อยกว่า ว่ากันว่ามนุษย์มีปฏิทินเอาไว้เพียงเพื่อกำหนดช่วงเวลาและวันของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็สามารถกำหนดช่วงอายุของตัวเองได้ หากปราศจากวันและเวลาชีวิตมนุษย์คงเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ต่อให้โลกทั้งใบไร้ปฏิทินและนาฬิกามนุษย์ก็ยังคงหาวิถีทางในการกำหนดวันและเวลาอยู่ดี ในประวัติศาสตร์เราจะพบว่ามีรูปแบบการกำหนดวันเวลาที่ต่างกัน พูดง่ายๆ ว่าวันปีใหม่ในแต่ละประเทศยังแตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดก็ต้องมาลงเอยที่ปีใหม่สากลด้วยการเริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม ทำไมถึงต้องเป็นวันนี้?  

เดิมทีก่อนหน้าวันที่ 1 มกราคมและปีพุทธศักราช บริเวณพื้นที่ประเทศไทยในปัจจุบันชาวอาณาจักรสุโขทัยมีการใช้จุลศักราชในการนับปี เป็นการนับปีตามพม่าโดยนับเดือนตามวิถีการโคจรของดวงจันทร์ ส่วนปีนับตามปีดาราคติ ปฏิทินพม่าส่วนใหญ่อิงกับปฏิทินฮินดูแบบเก่าซึ่งไม่เหมือนกับระบบของอินเดีย ปฏิทินพม่ามีการนำเอาวัฏจักรเมตอนมาร่วมใช้ในการคำนวณปฏิทิน และมีการทดปฏิทินเพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อนของวันและเดือน การใช้จุลศักราชนั้นถูกใช้กันมาอย่างยาวนานทั้งในอาณาจักรล้านนา สุโขทัย มาจนถึงสมัยอยุธยา 

ปฏิทิน พ.ศ. 2458 จากร้านมรดกไทย. Photo: ประเวช ตันตราภิรมย์ นิตยสารสารคดี
ปฏิทิน พ.ศ. 2458 จากร้านมรดกไทย. Photo: ประเวช ตันตราภิรมย์ นิตยสารสารคดี

ในช่วงสมัยนั้นการนับปีใหม่ตรงกับเดือนเมษายน หรือที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันคือช่วงวันสงกรานต์ (ตรงกับวันที่ 1 เมษายน) เป็นการอิงแผนดวงดาวตามคัมภีร์สุริยยาตร์ สาเหตุหลักเท่าที่สันนิษฐานได้คือการให้ความสำคัญของการขึ้นปีใหม่ในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ในกรณีชาวฮินดู (ที่ส่งต่อมายังไทย) นับเดือนเมษายนเป็นปีใหม่เพราะสอดคล้องกับสภาพฤดูที่อุ่นขึ้นเปรียบดั่งการเริ่มต้นที่ดี บ้างก็ว่าเป็นช่วงเริ่มต้นที่ดีในการทำเกษตรกรรมอันสอดคล้องกับวิถีชีวิตของภูมิภาคเอเชีย ต่อมาจุลศักราชถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นรัตนโกสินทร์ศก หรือ ร.ศ. ตามวันที่ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และถูกเปลี่ยนเป็นพุทธศักราช หรือ พ.ศ. โดยรัชกาลที่ 6 เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนาและเพื่อให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา แต่ในพม่าเหลื่อมกับเราไปหนึ่งปีเพราะประเทศไทยนับปีจากวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปเป็นเวลาหนึ่งปี 

ปักขทืน หรือปฏิทินของชาวล้านนา. Photo: Siam Society
ปักขทืน หรือปฏิทินของชาวล้านนา. Photo: Siam Society

วันสงกรานต์ยังคงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชนชาวไทยรุ่นต่างๆ มาถึงปัจจุบัน หากเราตัดการนับปีแบบฮินดูออกไปมาให้ความสำคัญกันที่ปีใหม่ของชาวไตชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นเสมือนพี่น้องชาวไทย ชาวไตใหญ่ หรือไทใหญ่ นับวันที่ 13 ธันวาคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่ยังคลุมเครือว่าทำไมต้องนับวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่นั้นเชื่อว่าชาวไตเริ่มนับปีใหม่ตามวันที่รับพระไตรปิฎกจากอินเดียเป็นปีแรก มีแนวโน้มว่าอาจใช้วิธีการนับวันและดวงดาวแบบฮินดูแต่เหลื่อมในช่วงวันกันเล็กน้อย ในวันปีใหม่ของชาวไตจะมีพิธีกรรมสำคัญคือพิธีฮอลีก คือการอ่านหนังสือธรรมะของผู้ทรงความรู้ หรือ จเร นอกเหนือจากนั้นมีการทำบุญและสังสรรค์ด้วยความบันเทิงแบบท้องถิ่น  

แต่แล้วทุกคนต้องยอมจำนนต่อวันที่ 1 มกราคม และการนับดวงดาวแบบกริกอเรียน (ดัดแปลงจากปฏิทินจูเลี่ยน ปฏิทินที่ใช้กันในสมัยโรมัน) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2483 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยประกาศให้ใช้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่แทนวันที่ 1 เมษายน และโยกให้วันที่ 13 เมษายนเป็นวันสงกรานต์แทน ทั้งนี้ให้เหตุผลว่าจะได้เดินตาม “นานาอารยประเทศทั้งปวง ตลอดถึงประเทศใหญ่ๆ ทางปลายบุรพทิศนี้”

Maderee Tohlala /AFP
Maderee Tohlala /AFP

ถ้ามองกันในภาพกว้าง ในแต่ละประเทศล้วนเดินตามการนับเวลาของกลุ่มชนที่มีอิทธิพลในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นพม่า โรมัน หรือจีนที่ส่งต่อให้กับชาวไทใหญ่ หรือจะเป็น จอมพล ป. ที่ต้องการไหลไปตามประเทศตะวันตกเพราะเชื่อในความเป็นอารยะ พูดได้ว่าเราไม่มีทางรู้ได้จริงๆ ว่าเราสามารถกำหนดวัน เดือน ปี ได้ขนาดนั้นหรือไม่ ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนผ่านทำให้เรารู้ว่าการนับวันเวลาไม่มีความสำคัญอะไรไปมากกว่าการเป็น ‘เครื่องมือ’ รองรับกิจของมนุษย์ เรายอมโอนอ่อนรับปฏิทินหรือการนับวันของผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าอาจเป็นเพราะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่นั้นก็เป็นได้ จากที่เคยเป็นเครื่องมือสำหรับกิจเล็กๆ ของชุมชนหนึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำหรับกิจมนุษย์ระดับพลเมืองโลก 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์