หากย้อนเวลากลับไปในช่วงยุคทองของเพลงสตริงและป๊อปร็อกในเมืองไทยชื่อของวง Dr.Fuu คือหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่วัยรุ่นยุคนั้นต้องรู้จัก โดยเฉพาะเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘โบ๊ท Dr.Fuu’ ที่ถ่ายทอดเนื้อหาเพลงแทงใจคนแอบรักและคนอกหักได้อย่างถึงแก่น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในจังหวัดระยองจนก้าวสู่ศิลปินแถวหน้าด้วยเพลงฮิตอย่าง ‘ดวงดาวแห่งรัก’, ‘ใจเหลือเหลือ’ และ ‘ตัวประกอบ’ บทเพลงเหล่านี้ไม่ได้หายไปตามกาลเวลาแต่ยังคงเป็นเสียงสะท้อนความเหงาของใครหลายคนมาจนถึงปัจจุบัน
จนกระทั่งในช่วงปลายปี 2568 วง Dr.Fuu ได้กลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในรูปแบบที่แปลกใหม่ผ่านนิยายวัยรุ่นเรื่อง ‘เดนดาว NEVER DIE’ จากสำนักพิมพ์ P.S.Publishing โดยนิยายเรื่องนี้พานักอ่านย้อนเวลากลับไปในปี 2552 ยุคที่วัฒนธรรมดนตรีเบ่งบานถึงขีดสุด ผ่านเรื่องราวของ ‘น้ำ’ ชายหนุ่มผมยาวผู้สู้ชีวิตด้วยการขายน้ำเต้าหู้เพื่อส่งน้องเรียน เขาอาศัยอยู่ในบ้านสีเขียวท้ายไร่พร้อมกับมีเพลงของ Dr.Fuu เป็นเพื่อนคู่ใจ แต่แล้วโลกใบเดิมของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อ ‘วิบวับ’ หนุ่มผมไฮไลต์เสน่ห์แรงผู้หลงใหลในดนตรีของ Retrospect ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านร้างสีชมพูข้างๆ กัน การพบกันของสองตัวละครที่มีรสนิยมดนตรีต่างขั้วท่ามกลางบรรยากาศปี 2552 จึงเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ทั้งงดงามและตราตรึง
รายละเอียดภายในนิยาย ‘เดนดาว NEVER DIE’ ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องรักวัยรุ่นทั่วไปแต่นักเขียนได้ใช้ภาษาที่สละสลวยสอดแทรกกิมมิคที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์เพลงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มีการใช้เนื้อเพลงบางท่อนมาเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่สื่อถึงความเจ็บปวดแต่สวยงาม ส่งผลให้นิยายเรื่องนี้กลายเป็นพื้นที่กึ่งกลางระหว่างโลกตัวอักษรและโลกแห่งเสียงเพลง ดึงดูดทั้งนักอ่านรุ่นใหม่และแฟนเพลงดั้งเดิมให้กลับมาซึมซับบรรยากาศความเศร้าที่แสนจะโรแมนติกอีกครั้ง
นอกจากอรรถรสทางดนตรีแล้วนิยายเรื่องนี้ยังมีความลุ่มลึกด้วยการสอดแทรกประเด็นทางสังคมไว้อย่างเข้มข้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องปิตาธิปไตย อคติทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ความเหลื่อมล้ำ วงการศิลปะ ไปจนถึงการสำรวจจิตใจผ่านโรคหลายอัตลักษณ์ (DID) องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้เนื้อเรื่องมีมิติมากกว่านิยายรักทั่วไปจนหลายคนต่างให้คำนิยามเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘แรกๆ สดใส สุดท้ายฮือๆ’
ความนิยมที่พุ่งทะยานจากหน้ากระดาษสู่ชีวิตจริงในช่วงต้นปี 2569 ทำให้ทางสำนักพิมพ์ตัดสินใจจัดมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษให้กับวง Dr.Fuu เพื่อเป็นการขอบคุณผู้อ่านและเฉลิมฉลองความสำเร็จ การกลับมาขึ้นเวทีครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การโชว์ดนตรีแต่คือการทำให้อารมณ์ของ ‘น้ำ’ และ ‘วิบวับ’ มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เสียงเพลงที่ดังขึ้นท่ามกลางเหล่านักอ่านที่ถือหนังสืออยู่ในมือกลายเป็นภาพความประทับใจที่เชื่อมโยงความทรงจำวันวานเข้ากับยุคสมัยใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการพิสูจน์ว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนหรืองานศิลปะจะเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างไรหากเนื้องานนั้นมีความจริงใจมันจะไม่มีวันตายและพร้อมจะกลับมาประกาศศักดาความเหงาในใจผู้คนเสมอ



