พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ค่ำคืนวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026 จะกลายเป็นหนึ่งในวันที่แฟนเพลงชาวไทยพร้อมใจกันจารึกลงในความทรงจำ เมื่อ Dream Theater หวนคืนสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ 6 กับคอนเสิร์ต “DREAM THEATER 40th Anniversary Tour LIVE IN BANGKOK 2026” ซึ่งเป็นทัวร์ฉลองครบรอบ 40 ปีของวง

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ในอดีต หากแต่เป็นการตอกย้ำสถานะของ Dream Theater ในฐานะหนึ่งในวงโปรเกรสซีฟเมทัลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ซึ่งยังคงยืนระยะด้วยมาตรฐานการแสดงสดที่เฉียบคมและทรงพลังจนถึงปัจจุบัน
งานนี้จัดขึ้นที่ Idea Live (Bravo BKK) ในค่ำคืนนั้นแน่นขนัดไปด้วยแฟนเพลงทุกช่วงวัย ตั้งแต่ผู้ฟังรุ่นบุกเบิกที่เติบโตมากับยุคเทปคาสเซ็ทและซีดี ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่ซึมซับงานของวงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ภาพของผู้ชมหลากหลายเจเนอเรชันที่มารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังและอิทธิพลของวงได้อย่างชัดเจน จนอดรู้สึกชื่นใจแทนผู้จัดไม่ได้กับการตอบรับที่อุ่นหนาฝาคั่งเช่นนี้

ส่วนไลน์อัพของค่ำคืนนี้ คือภาพที่แฟนเพลงจำนวนมากเฝ้ารอและพูดได้ว่า “สมบูรณ์แบบ” John Petrucci, John Myung, James LaBrie และ Jordan Rudess ขึ้นเวทีพร้อมกับ Mike Portnoy ที่กลับมานั่งประจำชุดกลองสุดอลังการ หลังหวนคืนสู่วงในปี 2023 การได้เห็น Portnoy กลับมาอยู่ร่วมเฟรมเดียวกับสมาชิกอีกครั้ง ไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงเทคนิคดนตรี หากยังเป็นภาพแทนของอารมณ์ ความผูกพัน และประวัติศาสตร์อันยาวนานของวงที่เดินทางมาถึงปีที่ 40 อย่างสง่างาม (แม้ Mike Mangini ที่นั่งประจำการแทนอยู่ราว 13 ปี จะฝีไม้ลายมือไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็ตาม)

คล้อยหลังสองทุ่มเล็กน้อย ไฟในฮอลล์ค่อยๆ ดับลง เสียงพูดคุยจอแจถูกแทนที่ด้วยเพลงธีมจากภาพยนตร์ Psycho ของ Bernard Herrmann เสียงดนตรีคลาสสิกที่ทั้งกดดันและชวนระแวงทำหน้าที่ราวกับพิธีเปิดอย่างเป็นทางการว่า การเดินทางตลอดสี่ทศวรรษ กำลังจะถูกถ่ายทอดผ่านเวทีตรงหน้า
สมาชิกทั้งห้าพาคนดูพุ่งเข้าสู่บทแรกด้วยเพลง Metropolis—Pt. 1: The Miracle and the Sleeper (จาก Images and Words) ร้อยเรียงกับบรรดาเพลงภาคต่อจากอัลบั้ม Metropolis Pt. 2: Scenes from a Memory จนทำให้ทั้งฮอลล์เหมือนถูกดึงเข้าไปในละครเวทีขนาดยักษ์—พาคนดูดำดิ่งเข้าสู่โลกของดนตรีโปรเกรสซีฟอย่างสมบูรณ์แบบ กระหน่ำตามด้วย The Mirror และ The Enemy Inside
เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายเซ็ทแรก Peruvian Skies ยังโชว์ทีเด็ดด้วยการสอดแทรกเมโลดี้จากเพลง Wish You Were Here ของ Pink Floyd และริฟฟ์กีตาร์จาก Wherever I May Roam ของ Metallica อย่างชาญฉลาด จนคนดูทั้งฮอลล์ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความสะใจ ก่อนปิด Act I อย่างหนักแน่นด้วย As I Am

หลังพักเหนื่อยมาต่อกันใน Act II ทางวงยังโชว์ความสุดยอดผ่านบทเพลงอย่าง In the Arms of Morpheus, Night Terror, Midnight Messiah ก่อนที่บรรยากาศจะอ่อนลงอย่างงดงามกับ Bend the Clock เมื่อ Mike Portnoy ชวนแฟนเพลงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดไฟแฟลช และโบกไปมาตามจังหวะดนตรี บรรยากาศทั้งฮอลล์แปรเปลี่ยนเป็นทะเลดวงดาวเล็กๆ ส่องแสงระยิบระยับ จากนั้นก็เร่งเครื่องด้วย The Shadow Man Incident ก่อนจะปิด Act II ด้วยมหากาพย์อย่าง Octavarium

ในช่วง Encore ทางวงกลับขึ้นเวทีพร้อมกับ The Spirit Carries On ก่อนปิดค่ำคืนอย่างสมบูรณ์แบบด้วย Pull Me Under ซิงเกิลอมตะที่คนดูทั้งฮอลล์ร้องตามกันกระหึ่ม — เมื่อทุกอย่างจบลง บทเพลง Singin’ in the Rain ก็กังวาลขึ้นเพื่อส่งแฟนเพลงกลับบ้าน เพลงที่ดูจะขัดกับอากาศร้อนระอุของกรุงเทพฯ แต่กลับทำหน้าที่เป็นรอยยิ้มปิดท้ายค่ำคืนได้อย่างน่าจดจำ
ตลอดการแสดงเกือบ 3 ชั่วโมง ทุกคนเรียกได้ว่าท็อปฟอร์มสุดๆ John Petrucci ปล่อยโซโล่กีตาร์ไฟแลบและคมกริบ Jordan Rudess สร้างมิติด้วยคีย์บอร์ดที่ทั้งซับซ้อนและลื่นไหล ขณะที่เบสของ John Myung ยังคงยอดเยี่ยมและทำหน้าที่เป็นแกนกลางอย่างมั่นคง ทางด้าน James LaBrie ถ่ายทอดบทเพลงด้วยพลังเสียงอันทรงพลัง และในส่วนของ Mike Portnoy การได้เห็นเขานั่งหลังชุดกลอง พร้อมรอยยิ้มและพลังงานล้นเหลือ คือหนึ่งในไฮไลต์ของแฟนเพลงชาวไทยเลยทีเดียว หลายจังหวะเขาไม่เพียง “หวด” กลองอย่างดุดัน แต่ยังหันมา Cheer up คนดู ปลุกบรรยากาศในฮอลล์ด้วยเสียงเฮ

ขณะที่แสง–สี–เสียง โดยเฉพาะวิชวลกราฟิกตลอดทั้งโชว์ทำได้อย่างยอดเยี่ยม เสริมให้การแสดงดูยิ่งใหญ่–สมศักดิ์ศรีสุดยอดวง สะท้อนความตั้งใจของผู้จัดที่พาโชว์ระดับโลกมาสู่ประเทศไทยได้อย่างน่าชื่นชม นี่ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตครบรอบ 40 ปี แต่คือการยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างวงกับแฟนเพลงชาวไทยยังคงแน่นแฟ้น การเดินทางตลอด 40 ปียังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ และนี่คือการตอกย้ำว่า Dream Theater คือ “วงมหาชน” แห่งโปรเกรสซีฟเมทัลที่ยืนหยัดบนเวทีด้วยพลังและหัวใจของดนตรีอย่างเต็มเปี่ยม
ขอขอบคุณ PMG/OVD มา ณ ที่นี้ แล้วเจอกันใหม่งานหน้า!
– Setlist –
Act I:
*Prelude from “Phycho” (Bernard Herrmann)
- Metropolis Pt. 1: The Miracle and the Sleeper
- Act I: Scene Two: I. Overture 1928
- Act I: Scene Two: II. Strange Déjà Vu
- Act I: Scene Three: I. Through My Words
- Act I: Scene Three: II. Fatal Tragedy
- The Mirror
- The Enemy Inside
- Peruvian Skies
- As I Am
Act II:
- In the Arms of Morpheus
- Night Terror
- Midnight Messiah
- Bend the Clock
- The Shadow Man Incident
- Octavarium
Encore:
- The Spirit Carries On
- Pull Me Under
*Exit Music: Singin’ in the Rain (Arthur Freed & Nacio Herb Brown)





