สรุปประเด็นดราม่าระหว่าง ‘อาร์ม OHANA VS จันเรด’ ว่าด้วยเรื่อง ‘การใช้ AI ทดแทนงานศิลปะฝีมือมนุษย์’

6 ม.ค. 2569 - 09:00

  • ดราม่าระหว่าง ‘อาร์ม OHANA’ และ ‘จันเรด’ กลายเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่างโลกงานสร้างสรรค์กับเทคโนโลยี AI

สรุปประเด็นดราม่าระหว่าง ‘อาร์ม OHANA VS จันเรด’ ว่าด้วยเรื่อง ‘การใช้ AI ทดแทนงานศิลปะฝีมือมนุษย์’

ดราม่าระหว่าง อาร์ม จากกลุ่ม OHANA และ จันเรด กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่างโลกของงานสร้างสรรค์กับเทคโนโลยี AI อย่างชัดเจน จากประเด็นเล็กๆ ในคอนเทนต์ออนไลน์ลุกลามกลายเป็นข้อถกเถียงระดับสังคมถึงคุณค่าของงานศิลปะ ความโปร่งใสต่อผู้บริโภค และเส้นแบ่งระหว่าง ‘การใช้ AI เป็นเครื่องมือ’ กับ ‘งานศิลปะควรเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์จริงๆ’ 

ต้นตอของเรื่องมาจากคอนเทนต์ของจันเรดในรายการ ‘ของฝากนักก็อป’ ซึ่งพูดถึงการใช้ AI ในงานศิลปะและงานออกแบบ โดยมีช่วงหนึ่งของคลิปที่ยกตัวอย่างสินค้าประเภทบอร์ดเกมหรือการ์ดของ OHANA ซึ่งมีการใช้ภาพจาก AI มาเป็นส่วนหนึ่งของงาน จันเรดตั้งคำถามในเชิงหลักการว่าแบรนด์หรือครีเอเตอร์ที่มีรายได้และฐานแฟนคลับจำนวนมากควรเลือกใช้ AI แทนการจ้างศิลปินหรือไม่ งานที่มี AI เป็นส่วนประกอบควรตั้งราคาในระดับใด และผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนหรือไม่ว่าสินค้านั้นใช้ AI ในกระบวนการผลิตเพราะราคาบอร์ดเกมที่ขายมีมูลค่าถึง 1,490 บาทด้วยกัน 

แม้ช่วงที่กล่าวถึง OHANA จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคลิปที่มีความยาวกว่าหนึ่งชั่วโมงแต่เนื้อหาดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นการพาดพิงไปยังแบรนด์และตัวอาร์มโดยตรง ส่งผลให้หลังคลิปถูกเผยแพร่อาร์มได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นตอบโต้ในโพสต์โปรโมตคลิปด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างรุนแรง พร้อมตั้งคำถามถึงเจตนาของจันเรดและท้าทายให้พูดคุยกันตรงๆ แทนการวิจารณ์ผ่านคอนเทนต์หรือคอมเมนต์บนโซเชียล อย่างไรก็ดีอาร์มเองได้มีการแคปภาพเฟซบุ๊กส่วนตัวของจันเรดลงในโซเชียลมีเดียให้ทุกคนได้เห็นอีกด้วย จุดนี้เองที่ทำให้ดราม่าปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว แฟนคลับของทั้งสองฝ่ายต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น โต้เถียง และปกป้องฝั่งของตนจนประเด็นเรื่อง AI ถูกกลบด้วยอารมณ์ ความรู้สึก และการปะทะกันอย่างดุเดือดในโลกออนไลน์ 

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อาร์มได้ออกคลิปชี้แจงถึงกระบวนการทำงานของสินค้าที่ถูกพูดถึงโดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ามีการใช้ AI จริงแต่ไม่ใช่ทั้งหมด อาร์มอธิบายว่า AI ถูกนำมาใช้เพียงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของกระบวนการ เริ่มจากการวาดโครงงานด้วยฝีมือตนเองก่อนให้ AI ช่วยเติมรายละเอียดหรือพื้นหลังบางส่วน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีการคัดลอกหรือก็อปผลงานของศิลปินรายอื่น นอกจากนี้ยังระบุว่าสินค้าดังกล่าวตั้งใจทำขึ้นเพื่อเป็นของสะสมสำหรับแฟนคลับ ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรในเชิงธุรกิจเป็นหลักและมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้นเท่านั้น 

อย่างไรก็ตามแม้อาร์มจะกล่าวขอโทษแฟนคลับ OHANA ที่อาจได้รับผลกระทบจากดราม่าแต่ไม่ได้กล่าวขอโทษจันเรดโดยตรง พร้อมยืนยันว่าจะยังคงใช้ AI ต่อไปในอนาคตแต่จะใช้ด้วยความระมัดระวังมากขึ้นและให้ความสำคัญกับฝีมือมนุษย์เป็นหลัก 

ด้านจันเรดเองก็ออกมาชี้แจงจุดยืนของตนเช่นกันโดยย้ำว่าการใช้ AI ไม่ใช่เรื่องผิดและเขาไม่ได้มีเจตนาโจมตีตัวบุคคลหรือแบรนด์ใดเป็นการเฉพาะ สิ่งที่ต้องการตั้งคำถามคือการใช้ AI ในเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะกับผู้ที่มีอิทธิพลและฐานผู้บริโภคจำนวนมาก จันเรดมองว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่การห้ามใช้ AI แต่คือการใช้อย่างเหมาะสม โปร่งใส และไม่ลดทอนคุณค่าของงานสร้างสรรค์ ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนว่างานนั้นมี AI เข้ามาเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างเป็นธรรม 

จันเรดยังสะท้อนว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากฝั่งอาร์มและแฟนคลับบางส่วนอาจเป็นการโฟกัสไปที่ตัวบุคคลและอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าการถกเถียงในเชิงหลักการที่เขาพยายามสื่อสาร นั่นทำให้ประเด็นเรื่องคุณค่าของงานศิลปะและผลกระทบของ AI ต่ออาชีพศิลปินถูกเบี่ยงเบนออกไปจากจุดประสงค์ตั้งต้น 

เมื่อเวลาผ่านไปดราม่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างครีเอเตอร์สองคน กลายเป็นภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงในวงการสร้างสรรค์ยุคใหม่ที่เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญที่สังคมเริ่มถกเถียงกันคือเส้นแบ่งระหว่าง AI ในฐานะเครื่องมือกับการสร้างงานศิลปะด้วยฝีมือมนุษย์นั้นงานที่มี AI เป็นส่วนหนึ่งยังควรถูกนิยามว่าเป็น ‘งานศิลปะ’ ในความหมายเดิมหรือไม่ และราคาของงานควรสะท้อนถึงแรงงาน เวลา และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์มากเพียงใด 

ท้ายที่สุดดราม่า ‘อาร์ม OHANA VS จันเรด’ อาจไม่มีฝ่ายใดผิดหรือถูกอย่างชัดเจนเพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุผลในมุมของตนเอง อาร์มมอง AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ขณะที่จันเรดมอง AI เป็นสิ่งที่ต้องถูกตั้งคำถามและใช้อย่างมีขอบเขตเพื่อปกป้องคุณค่าของงานสร้างสรรค์  

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือประเด็นนี้ได้เปิดพื้นที่ให้สังคมหันกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังว่าในวันที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตงานศิลปะเราจะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีนี้อย่างไรโดยไม่ทำให้คุณค่าของมนุษย์และแรงงานสร้างสรรค์เลือนหายไป 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์