ถ้าย้อนกลับไปตอนต้นปีที่หลายคนเชื่อว่าปี 2025 น่าจะเป็นปีที่โรงหนังกลับมาผงาดอีกครั้งหลังซบเซามานานจากพิษโควิด-19 แต่พอเอาเข้าจริงภาพที่เห็นกลับไม่สวยงามอย่างที่ฝัน รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศยังวนๆ อยู่แถวเดียวกันกับปี 2024
ถ้าเป็นก่อนโควิด-19 รายได้ระดับ 1–1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ปี 2025 กลับทำให้หลายคนต้องถอนหายใจแรงๆ และถึงแม้จะเริ่มมีเสียงปลอบใจว่า “ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่” ทว่าความจริงก็คือตอนนี้วงการหนังยังยืนอยู่กับที่แบบไม่ค่อยขยับไปข้างหน้าสักเท่าไหร่
ปัญหาหนึ่งที่เริ่มชัดคือแฟรนไชส์ระดับยักษ์เริ่มอ่อนล้า โดยเฉพาะฝั่งซูเปอร์ฮีโร่ Marvel ยังไม่สามารถปลุกพลังฮีโร่ชุดรองให้กลับมาปังได้ Captain America ภาคใหม่กับ Thunderbolts เจ็บตัวไปตามๆ กัน ส่วน Fantastic Four ก็ทำได้แค่พอถูไถให้มีรายได้เข้ามานิดหน่อยเท่านั้น
แม้หนังระดับตัวท็อปอย่าง Avatar, Jurassic World หรือ Wicked จะยังติดอันดับทำเงินสูงสุดของปี แต่รายได้ก็ลดลงจากภาคก่อนอย่างเห็นได้ชัด สัญญาณนี้บอกชัดว่าแค่มีภาคต่อหรือจักรวาลใหญ่ อาจไม่เพียงพอแล้วในยุคนี้
ที่สำคัญเราคงยังไม่ถึงขั้นต้องจัดงานอำลาให้หนังซูเปอร์ฮีโร่ขนาดนั้นเพราะในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูดก็เคยเห็นแนวหนังฮิตๆ ร่วงมาหลายรอบตั้งแต่ มิวสิคัล คาวบอยไปจนถึงคอเมดี้ แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าของโรงหนังเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้จริงๆ คือการเข้ามาของ Netflix
ถ้าดีลยักษ์ซื้อ Warner Bros. ลุล่วงและ Netflix เดินหน้าผลักดันแนวคิดหนังควรเข้าโรงไม่นานนักก่อนลงสตรีมมิงแบบจริงจังโรงหนังอาจเสียแต้มต่อไปแบบถาวร เพราะช่วงโควิดที่ผ่านมาผู้ชมจำนวนมากต่างก็เคยชินกับการรอดูหนังที่บ้านไปแล้ว
แต่ใช่ว่าปีนี้จะมีแต่ข่าวหม่นๆ เพราะก็ยังพอมีแสงสว่างอยู่บ้าง จีนเริ่มเปิดรับหนังฮอลลีวูดบางเรื่องอีกครั้งขณะที่หนังทำเงินสูงสุดของปีกลับไม่ใช่หนังฝรั่งด้วยซ้ำแต่เป็นแอนิเมชันจีน Ne Zha 2 ที่กวาดรายได้ทะลุสองพันล้านดอลลาร์แบบชิลๆ
ฝั่งฮอลลีวูดเองหนังแนวครอบครัวและหนังจากวิดีโอเกมกลายเป็นผู้ชนะตัวจริง A Minecraft Movie, Lilo & Stitch และ Zootopia 2 ดึงคนเข้าโรงได้มหาศาล แถมยังเป็นปีที่หนังเรต PG ทำเงินแซง PG-13 เป็นปีที่สองติดต่อกันอีกด้วย
อนิเมะก็มาแรงไม่แพ้กัน Demon Slayer และ Chainsaw Man พาคนรุ่นใหม่กลับเข้าโรงอีกครั้งและนี่คือข่าวดีที่โรงหนังรอคอยเพราะผู้ชมอายุต่ำกว่า 24 ปีคืออนาคตของวงการภาพยนตร์ต่อจากนี้
ฝั่ง DC ถือว่าหายใจโล่งขึ้นนิดหน่อยจาก Superman เวอร์ชันใหม่ที่ถูกมองว่าเป็นการรีเซ็ตภาพลักษณ์จักรวาลให้สดใสขึ้น แต่โจทย์ยากจริงๆ จะอยู่ที่ปีหน้าเมื่อถึงคิวของตัวละครที่คนไม่ค่อยรู้จักและต้องปลุกปั้นให้มีชื่อเสียงเท่า Superman
หนังดราม่าสำหรับผู้ใหญ่ปีนี้ไม่ค่อยเปรี้ยงแต่หนังสยองขวัญและหนังสายผู้กำกับฯ จัดๆ กลับแจ้งเกิดหลายเรื่อง แสดงให้เห็นว่าถ้าหนังโดนจริงคนดูก็พร้อมออกจากบ้านเสมอ
ในแง่ดารา Tom Cruise เริ่มเหนื่อยกับหนังทุนสูงเกินเบอร์ขณะที่ Timothée Chalamet กลายเป็นตัวแทนพลังใหม่ของฮอลลีวูดจากการดันหนังอินดี้ให้ฮิตได้ด้วยไอเดียการตลาดสุดครีเอต
อีกหนึ่งพระเอกเงียบๆ ของปีนี้คือจอพรีเมียมอย่าง IMAX และ Dolby ที่ช่วยพยุงรายได้โรงหนังไว้ได้พอสมควร หนังภาพอลังการจำนวนมากทำเงินจากจอพวกนี้เกินครึ่งและ IMAX ก็ทำสถิติรายได้สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งมา
สุดท้ายแล้วโรงหนังอาจยังต้องพึ่งการรีรันหนังคลาสสิกไปก่อนในบางช่วงแต่ทุกคนก็รู้ดีว่าทางรอดระยะยาวคือหนังใหม่ที่สด มีไอเดียและคนอยากดูจริงๆ ไม่ใช่แค่หนังจำนวนมากขึ้นเท่านั้น
ปี 2026 จะทำได้ดีกว่านี้ไหม? ยังไม่มีใครตอบได้ แต่ปี 2025 อย่างน้อยก็เป็นบทเรียนว่าการพาคนกลับเข้าโรงหนังไม่ได้ง่ายเหมือนแค่เปิดไฟแล้วรอคนเดินเข้าอีกต่อไปแล้ว



