หนังสือจะยังคงอยู่ เพราะเทคโนโลยีไร้ช่วงเวลาแห่ง ‘การไตร่ตรอง’

12 ต.ค. 2566 - 12:56

  • eBook บูมมากในปี พ.ศ.2553 แต่ผ่านมาสิบกว่าปี ก็ไม่อาจแทนที่หนังสือกระดาษได้

  • แนวโน้มอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ลดลงทั่วโลกจากในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนราว 50%

  • หนังสือยังคงเป็นสื่อที่ผู้คนโหยหา เพราะให้ช่วงเวลาแห่งการไตร่ตรอง ซึ่งแห้งแล้งและหาได้ยากในสื่อดิจิทัล

book_still_exists_because_people_consider_SPACEBAR_Hero_e1de358e87.jpg

ความจริงถ้ามองด้วยกรอบของเหตุและผล หนังสือที่พิมพ์บนกระดาษควรจะต้อง ‘ตาย’ แล้ว

เพราะทุกวันนี้ ข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกโอนย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์ เราสามารถหาข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย (multimedia) ได้มากมายบนอินเทอร์เน็ต

หรือถ้ามองในแง่ของ ‘เนื้อหา’ หนังสือในรูปแบบ eBook ก็มีทุกอย่างเหมือนกัน เช่นเดียวกับการแปรเนื้อหาเป็นตัวอักษรในรูปแบบ audioBook

“ผมคิดว่าถ้ามองย้อนกลับไป... ในช่วงที่ eBook กำลังเป็นที่นิยม มีคนคิดว่าเตรียมนับวันสิ้นสุดของหนังสือเล่มได้เลย แต่ข้อมูลที่เราพบไม่ได้เป็นเช่นนั้น”

— Lee Rainie, Director of internet, science and technology research for Pew Research

คือคำกล่าวของ ลี เรนนี่ (Lee Rainie) สถาบันวิจัย Pew Research ที่ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times เมื่อปี พ.ศ.2559 ในช่วงที่สื่อใหม่อย่างโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเข้ามาเบียดแย่งเวลาของผู้คนมากขึ้น

book_still_exists_because_people_consider_SPACEBAR_Photo01_fad726559b.jpg
Google Trends แสดงให้เห็นว่า มกราคม ปี 2010 (พ.ศ.2553) คือช่วงที่ eBook อยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกมากที่สุด

แต่ผ่านมานับสิบปี กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า หนังสือเล่มสื่อเก่าแก่อายุหลายร้อยปี ยังมีชีวิตอยู่ แม้สัดส่วนตลาดจะลดลงจากในอดีต แต่มันยังมีลมหายใจ และผู้คนยังคงโหยหา

เพราะมนุษย์ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามหลักของเหตุและผลเพียงอย่างเดียว แต่อารมณ์และความรื่นรมย์ยังเป็นสิ่งจำเป็น และในหนังสือมีสิ่งนั้น

book_still_exists_because_people_consider_SPACEBAR_Photo_V01_60f4b5b249.jpg
ประเด็น ‘หนังสือกระดาษ’ จะสูญสิ้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ได้รับการพูดถึงมาตลอด หลังโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ในภาพเป็นบทความใน The New York Times ที่เผยแพร่เมื่อปี 2016 (พ.ศ.2559)

ข้อมูลรายได้ของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2552 และ พ.ศ.2564 (อ้างอิง: Statista) แสดงให้เห็นว่า รายได้ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์หดตัวลงเกือบ 50%

  • จาก พ.ศ.2552, รายได้ 144,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ใน พ.ศ.2564, หดตัวเหลือ 75,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่มูลค่าอุตสาหกรรมหนังสือในประเทศไทย พ.ศ.2557 และ พ.ศ.2565 (อ้างอิง: สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย) ก็มีแนวโน้มหดตัวลงเกือบ 50% เช่นกัน

  • จาก พ.ศ.2557 อยู่ที่ 29,300 ล้านบาท
  • ต่อมา พ.ศ.2565 ลดเหลือ 15,000 ล้านบาท

ความจริงการหดตัวของตลาดหนังสือไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพร์ส แต่การดำรงอยู่ของมันต่างหากที่น่าสนใจ

ปรากฏการณ์ ‘กองดอง’ ของคนที่มีพฤติกรรมซื้อหนังสือมากเกินกว่าจะมีเวลาได้อ่านมัน จนมีหนังสือที่ดองเก็บไว้เต็มตู้ น่าจะบอกได้ว่า การบริโภคข้อมูลบนหน้าจอไม่สามารถแทนที่การอ่านหนังสือได้

ข้อมูลจากรายงาน Thailand Social Stat Insight 2023 ระบุว่า คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น คิดเป็น 85.3% และใช้เวลาออนไลน์ถึง 1 ใน 3 ของวัน หรือ 8 ชั่วโมง 6 นาทีต่อวัน

หากหักลบเวลานอน 8 ชั่วโมงออก จะพบว่า คนไทยใช้เวลาออนไลน์มากถึงครึ่งหนึ่งของลมหายใจระหว่างลืมตา

เราต่างรู้ดีว่า ชั่วโมงที่อยู่กับหน้าจอ เป็นช่วงเวลาที่ชวนวุ่นมากกว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุข เรื่องราวจะทุกทิศทาง ไม่ว่าจะงาน ข่าวสาร คนรู้จัก โฆษณาสินค้า โปรโมชั่นพิเศษ ฯลฯ วิ่งเข้ามารบกวนใจอยู่ตลอดเวลา

book_still_exists_because_people_consider_SPACEBAR_Photo02_fc0d862dad.jpg
สมาร์ทโฟนไม่เคยว่างเว้นจากการแจ้งเตือน (pexels.com - Brett Jordan)

ขณะที่ช่วงเวลาแห่งการอ่านหนังสือดึงให้คนออกจากความวุ่นวายนั้น กลับมาสู่ช่วงเวลาอันเรียบง่าย มีเพียงเราและหนังสือที่กำลังจดจ่ออยู่ตรงหน้า

หนังสือที่ให้เราได้จดจ่อกับเรื่องราวที่อยากรู้อย่างลงลึก และขณะเดียวกัน มันก็พาเราไปพบเจอข้อมูลอื่นๆ นอกเหนือจากความสนใจ ซึ่งกูเกิ้ลและโซเชียลมีเดียที่มีระบบเสิร์ฟข้อมูลแบบเฉพาะบุคคล (personalize) ให้ไม่ได้

หนังสือที่ให้เราได้สัมผัสกับ ‘บริบท’ รอบๆ ตัวเนื้อหา ไม่ว่าตัวกระดาษ รูปเล่ม การออกแบบ กลิ่นหมึก กลิ่นกระดาษ ฯลฯ ผ่านประสาทสัมผัสทางร่างกาย ซึ่งมีส่วนช่วยให้เราจดจำเนื้อหาได้ดีกว่า ฟังดูอาจไม่น่าเชื่อ แต่มีงานวิจัยบอกว่า การอ่านผ่านกระดาษช่วยสร้างความจดจำดีกว่าอ่านผ่าน eBook หรือไฟล์ PDF

book_still_exists_because_people_consider_SPACEBAR_Photo03_4f4790b53c.jpg
ช่วงเวลาพิเศษที่คนอ่านหนังสือต่างสัมผัสได้ (pexels.com - Thought Catalog)

หนังสือที่เป็นประดิษฐกรรมจากสหัสวรรษที่แล้ว ที่ยังมีสถานะเป็น ‘สื่อหลัก’ ที่ยังรักษาฐานที่มั่นจากไฟล์ดิจิทัลไว้ได้ ต่างจากสื่ออื่นๆ ไม่ว่าเพลง ภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ ที่สถานะความเป็นอนาล็อกถูกกลืนหายไปสู่ความเป็นดิจิทัลแล้วเต็มตัว

ไม่มีใครรู้ว่า หนังสือจะถูกเทคโนโลยีดิจิทัลกลืนหายไปเมื่อไหร่ เพราะทุกๆ วันที่ผ่านไป บรรดาครีเอเตอร์มากมายพยายาม ‘ย่อย’ และ ‘ป้อน’ ความรู้ที่ดีขึ้น ลึกขึ้น (แถมสนุกด้วย) ขึ้นไปบนอินเทอร์เน็ต ด้านหนึ่งพวกเขาทำเพื่อการสร้างความแตกต่างในฐานะครีเอเตอร์ โดยหวังผลลัพธ์ด้านยอดวิว ยอดแฟน รวมถึงรายได้จากสปอนเซอร์ที่จะตามมา เพื่อจะได้สร้างเนื้อหาในแบบที่เชื่อและชอบต่อไป

ในขณะเดียวกัน ก็หมายถึงเนื้อหาจากหนังสือจำนวนมากที่ถูกแปรรูปผ่านคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เนื้อหาคุณภาพจำนวนมากในออนไลน์ มีที่มาจากหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง (หรือหลายเล่ม)

ทุกวันนี้ อยากรู้เรื่องอะไร เพียงแค่พิมพ์สิ่งที่อยากรู้ เรื่องราวมากมายจะป้อนมาให้เลือกสรรเต็มไปหมด

แต่เอาเข้าจริง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเสิร์ฟมาในรูปแบบใด บทความ วิดีโอ พอดแคสต์ ฯลฯ การบริโภคข้อมูลผ่านไฟล์ดิจิทัล ไม่ว่าจะผ่านแท็บเล็ต โน็ตบุ๊ค หรือสมาร์ทโฟน สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ยากบนพื้นที่แห่งนั้น คือ ช่วงเวลาของการไตร่ตรอง

book_still_exists_because_people_consider_SPACEBAR_Photo04_c2a9120c6c.jpg
(pexels.com - Vincent M.A. Janssen)

“การไตร่ตรองนั้นเป็นอุบายที่จะให้ปัญญากับผู้ยังมีชีวิตอยู่”

— เขมานันทะ

บรรดาปราชญ์โบราณเชื่อว่า กระบวนการไตร่ตรองจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเกิดปัญญา เพียงแค่ฟังมาก รู้มาก แต่ไม่ได้นำไปคิดพิจารณาอย่างลึกซึ้ง อาจเป็นเพียงการรู้จำ เพียงผิวเผิน

หนังสือเป็นสื่อที่สร้างช่วงเวลาพิเศษนี้ได้ เพราะผู้อ่านเป็นคนควบคุมจังหวะการคิดและอ่านได้ด้วยตัวเอง

ไม่ต้องเร่งร้อน ไม่ต้องเร่งเร้า ไม่ต้องรีบเร่ง

ค่อยๆ คิด, ค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรอง

มหาปราชญ์มากมายบนโลกนี้ที่เป็นต้นธารของความรู้ที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ทั้งตะวันตกและตะวันออก ไม่ว่าโสเครตีส อริสโตเติล ดาวินชี พระพุทธเจ้า เหลาจื่อ ฯลฯ ต่างก่อร่างสร้างปัญญาในช่วงเวลาแห่งความสงบและการไตร่ตรอง

ตราบใดที่เทคโนโลยียังสร้างช่วงเวลาที่จะก่อให้เกิด ‘ปัญญา’ เช่นนี้ไม่ได้ คงยากที่ ‘หนังสือ’ จะหายไป...

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์