ทองคำพักฐาน YLG แนะจับตาแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ แรงซื้อธนาคารกลางยังหนุนระยะยาว

22 ต.ค. 2569 - 18:05

  • ทองคำระยะสั้นถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์และราคาน้ำมัน จับตาแนวรับ 4,000–4,060 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

  • แรงซื้อธนาคารกลางเฉลี่ย 85 ตันต่อเดือน หนุนความต้องการทองคำในระยะยาว

  • YLG ประเมินทองคำมีโอกาสทดสอบ 4,700–5,000 ดอลลาร์ในไตรมาส 1–2 ปี 2570

ทองคำพักฐาน YLG แนะจับตาแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ แรงซื้อธนาคารกลางยังหนุนระยะยาว

ราคาทองคำกำลังเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่การปรับฐานรอบนี้อาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น เมื่อตลาดยังมีแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ขณะที่ทิศทางในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ยังเป็นอีกช่วงเวลาที่ต้องจับตา

แนวรับ 4,000–4,060 ดอลลาร์ กลายเป็นจุดชี้วัดสำคัญ

บทวิเคราะห์จาก YLG Bullion International ประเมินว่า ราคาทองคำในระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่า 5% ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต้องประเมินต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำอีกครั้ง เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของราคายังมีแนวรับสำคัญที่บริเวณ 4,000–4,060 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นโซนที่อาจเกิดแรงซื้อกลับ หรือ Buy on Dip หากนักลงทุนมองว่าราคาปรับลดลงมาถึงระดับที่น่าสนใจ

‘พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประเมินว่า หากปัจจัยกดดันเริ่มคลี่คลายในช่วงไตรมาส 1–2 ของปี 2570 ราคาทองคำมีโอกาสกลับมาทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,700–5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 74,800–79,600 บาทต่อบาททองคำ

ทั้งนี้ กรอบราคาดังกล่าวเป็นการประเมินแนวโน้มตามบทวิเคราะห์ ไม่ใช่ระดับราคาที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง โดยทิศทางราคายังขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจ การเงิน และสถานการณ์โลกในช่วงเวลานั้น

ธนาคารกลางซื้อทองคำเฉลี่ย 85 ตันต่อเดือน แรงหนุนที่ตลาดไม่ควรมองข้าม

แม้ราคาทองคำจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยระยะสั้น แต่ด้านอุปสงค์ยังมีแรงสนับสนุนจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ตลาดทองคำให้ความสำคัญ

ข้อมูลที่ YLG อ้างอิงจาก Goldman Sachs ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกมีอัตราการซื้อทองคำเฉลี่ยประมาณ 85 ตันต่อเดือน เมื่อปรับฤดูกาลและพิจารณาค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 17 ตันต่อเดือนอย่างมีนัยสำคัญ

แรงซื้อดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงแนวทางบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินหลัก และลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ De-dollarization

ปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้หลายประเทศทบทวนการจัดสรรทุนสำรอง คือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังรัสเซียถูกมาตรการคว่ำบาตรและทุนสำรองระหว่างประเทศบางส่วนถูกอายัดภายหลังการรุกรานยูเครนในปี 2565 ทำให้ทองคำกลับมามีบทบาทในฐานะสินทรัพย์สำรองที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากระบบการเงินระหว่างประเทศ

จีนยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ตลาดจับตา โดยข้อมูลที่ YLG นำเสนอระบุว่า ธนาคารกลางจีนเข้าซื้อทองคำเพิ่มอีก 25 ตัน ขณะที่สัดส่วนการถือครองทองคำของธนาคารกลางในกลุ่มตลาดเกิดใหม่บางแห่งยังมีโอกาสปรับเพิ่มได้ในระยะยาว หากต้องการกระจายสินทรัพย์สำรองให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้

เมื่อแรงซื้อจากธนาคารกลางยังดำเนินต่อเนื่อง และบางแห่งยังมีช่องว่างในการเพิ่มสัดส่วนทองคำ อุปสงค์กลุ่มนี้จึงเป็นปัจจัยที่อาจช่วยพยุงตลาด แม้ราคาจะเผชิญแรงขายจากปัจจัยทางการเงินในระยะสั้นก็ตาม

จากแรงกดดันระยะสั้น สู่โจทย์การลงทุนในปี 2570

ภาพตลาดทองคำในช่วงต่อจากนี้จึงต้องพิจารณาควบคู่กันสองด้าน ด้านแรกคือแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ราคาทองคำยังผันผวนและต้องใช้เวลาในการสร้างฐาน

อีกด้านคือแรงซื้อระยะยาวจากธนาคารกลาง รวมถึงความต้องการกระจายความเสี่ยงด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนราคาทองคำเมื่อแรงกดดันระยะสั้นเริ่มลดลง

สำหรับนักลงทุน ระดับ 4,000–4,060 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์จึงเป็นโซนสำคัญที่ควรติดตาม ทั้งในแง่การประคองตัวของราคาและการกลับเข้าซื้อของตลาด ขณะที่เป้าหมาย 4,700–5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในช่วงไตรมาส 1–2 ปี 2570 ยังขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยกดดันจะคลี่คลายได้มากน้อยเพียงใด และแรงซื้อจากธนาคารกลางจะดำเนินต่อไปในระดับใด

อย่างไรก็ตาม การประเมินแนวรับหรือการเข้าซื้อเมื่อราคาปรับฐานไม่ได้หมายความว่าราคาจะต้องฟื้นตัวทันที นักลงทุนจึงควรพิจารณาความผันผวน ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และกรอบเวลาการลงทุนของตนเองควบคู่กัน

ท้ายที่สุด แม้ทองคำจะยังมีแรงหนุนจากความต้องการของธนาคารกลางทั่วโลก แต่ทิศทางราคาในระยะถัดไปยังต้องผ่านบททดสอบจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและภาวะตลาดการเงิน การติดตามแนวรับสำคัญควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานจึงเป็นหัวใจในการประเมินว่า การพักฐานรอบนี้จะเป็นเพียงช่วงปรับสมดุลของตลาด หรือเป็นสัญญาณว่าทองคำต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดในการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์