คนทำงานลด ฐานภาษีหด ไทยรับมือสังคมสูงวัย

22 ก.ย. 2569 - 17:13

  • คนทำงานลด ฐานภาษีไทยเปลี่ยน

  • สังคมสูงวัยเพิ่มแรงกดดันการคลัง

  • OECD ชี้ไทยต้องเพิ่มรายได้รัฐ

คนทำงานลด ฐานภาษีหด ไทยรับมือสังคมสูงวัย

คนทำงานลด ฐานภาษีหด เปิดสมการรายได้รัฐ ในวันที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย

ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่สังคมสูงวัยพร้อมกับจำนวนคนวัยทำงานที่ลดลง เรื่องนี้จึงไม่ได้กระทบเฉพาะตลาดแรงงานหรือระบบสวัสดิการ แต่กำลังเปลี่ยนสมการรายได้ของประเทศไปพร้อมกัน เพราะคนวัยทำงานคือกำลังหลักของการผลิต การหารายได้ การบริโภค และการเสียภาษี เมื่อคนกลุ่มนี้มีจำนวนลดลง ฐานเศรษฐกิจจะเปลี่ยนอย่างไร และรัฐจะหารายได้มารองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้จากไหน

เงินรัฐมาจากไหน และภาษีคนทำงานอยู่ตรงไหน

รายได้รัฐบาลมาจากหลายทาง ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีสรรพสามิต รายได้รัฐวิสาหกิจ ค่าธรรมเนียม และรายได้อื่นๆ

ข้อมูลกระทรวงการคลังเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนภาพนี้ชัดเจน กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ 221,193 ล้านบาท แบ่งเป็น VAT 90,426 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล 69,998 ล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 40,592 ล้านบาท

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายได้ภาษี ขณะที่คนทำงานเองก็ไม่ได้สร้างรายได้ให้รัฐผ่านภาษีเงินเดือนเท่านั้น เมื่อมีรายได้แล้วนำไปใช้จ่าย ก็เกิด VAT เมื่อธุรกิจมีรายได้และกำไร ก็เกิดภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงภาษีและรายได้ประเภทอื่นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้น จำนวนคนทำงานจึงสัมพันธ์กับรายได้รัฐหลายชั้น

ฐานคนเสียภาษีเงินได้ไทยยังแคบ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้คนวัยทำงานจะเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนทำงานทุกคนจะจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

OECD ระบุใน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ว่า มีแรงงานเพียงประมาณ 10% ที่อยู่ในกลุ่มต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และประเมินว่าผู้ที่จ่ายภาษีจริงมีเพียงประมาณ 4% ของแรงงานทั้งหมด ส่วนหนึ่งมาจากเกณฑ์รายได้และค่าลดหย่อนที่ทำให้ฐานภาษีค่อนข้างแคบ

ตัวเลขนี้จึงไม่ได้แปลว่าแรงงานส่วนใหญ่ ‘ไม่จ่ายภาษี’ เพราะยังมีภาษีทางอ้อมจากการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่สะท้อนว่า ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยมีขนาดเล็ก และเมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน ฐานดังกล่าวก็ยิ่งต้องจับตา

คนทำงานลดลง ขณะที่คนสูงวัยเพิ่มขึ้น

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงต่อเนื่อง และในขณะเดียวกัน จำนวนผู้สูงอายุก็กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ระบุเมื่อเดือนกันยายน 2569 ว่า ไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super-Aged Society ในปี 2576 โดยผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนประมาณ 28% ของประชากร และประชากรวัยแรงงานจะลดลงต่อเนื่อง ส่งผลต่อทั้งกำลังแรงงาน เศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการ และความยั่งยืนทางการคลัง

ขณะที่ OECD ระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์ของไทยลดจาก 1.7 ในปี 2544 เหลือ 1.2 ในปี 2566 และอัตราพึ่งพิงผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 41% ในปี 2583

ภาพนี้สะท้อนว่า เด็กที่เกิดน้อยลงในวันนี้ จะกลายเป็นแรงงานที่มีจำนวนน้อยลงในอนาคต ขณะที่คนที่เข้าสู่วัยสูงอายุเพิ่มขึ้นและต้องการรายได้ สุขภาพ และหลักประกันทางสังคมมากขึ้น

รายได้รัฐถูกกดดันจากสองด้าน

จากเหตุผลข้างต้น ทำให้เห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันสองทาง โดยด้านหนึ่งคือฐานคนทำงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตได้ยากขึ้น อีกด้านคือรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัยเพิ่มขึ้น

OECD ประเมินว่าในปี 2567 รายจ่ายภาครัฐด้านสุขภาพอยู่ที่ 2.3% ของ GDP หรือคิดเป็น 34% ของรายจ่ายภาครัฐ ขณะที่รายจ่ายด้านผู้สูงอายุและผู้รอดชีวิตอยู่ที่ 3.1% ของ GDP หรือ 46% ของรายจ่ายภาครัฐ นั่นหมายความว่า ในวันที่ฐานคนวัยทำงานหดตัว รัฐยังต้องเตรียมงบประมาณรองรับประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น

OECD จึงเสนอให้ไทยเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ เพื่อรองรับแรงกดดันทางการคลังในระยะกลางและระยะยาว

ข้อเสนอนี้จึงไม่ได้มองแค่เรื่องการเก็บภาษีในวันนี้ แต่สะท้อนภาพอนาคตของประเทศไทย เมื่อจำนวนคนวัยทำงานลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุ และระบบหลักประกันทางสังคมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

เมื่อฐานคนที่สร้างรายได้ให้ระบบเศรษฐกิจแคบลง รัฐต้องเตรียมทั้งด้านรายได้และรายจ่ายไปพร้อมกัน ตั้งแต่การขยายฐานภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจ ไปจนถึงการออกแบบระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงวัย

นี่จึงเป็นประเด็นที่ไทยต้องคิดล่วงหน้า เพราะการเปลี่ยนแปลงประชากรไม่ได้เกิดขึ้นแล้วจบในวันนี้ แต่จะกำหนดขนาดของแรงงาน ฐานรายได้ และภาระการคลังของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

คนลดลง ประเทศต้องสร้างมูลค่าต่อคนให้มากขึ้น

จำนวนแรงงานที่ลดลงไม่ได้หมายความว่า รายได้รัฐจะลดลงในสัดส่วนเดียวกัน เพราะยังมีตัวแปรสำคัญคือ รายได้ต่อคน การบริโภค กำไรของธุรกิจ และผลิตภาพแรงงาน

แต่ตรงนี้เป็นอีกเรื่องที่ไทยต้องเร่ง เพราะ OECD พบว่า ผลิตภาพแรงงานของไทยโตเฉลี่ยเพียง 2.1% ต่อปีในช่วง 2558-2566 ลดลงจาก 4.8% ในช่วง 2553-2558

เมื่อเพิ่มจำนวนคนทำงานได้ยากขึ้น การเพิ่มผลผลิตต่อคนจึงมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งการใช้เทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ การพัฒนาทักษะ และการยกระดับธุรกิจให้สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

พูดง่ายๆ คือ เมื่อคนลดลง ประเทศต้องทำให้คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ผู้สูงอายุอาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ อีกด้านที่เริ่มเห็นชัดคือ ผู้สูงอายุจำนวนมากยังสามารถทำงานได้

สศช.เปิดข้อมูลล่าสุดว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุประมาณ 6.7 ล้านคนที่ยังทำงาน และอีกประมาณ 1.2 ล้านคนที่พร้อมทำงานแต่ยังไม่มีงาน พร้อมเสนอแนวคิด ‘Silver Economy’ และ ‘Productive Aging’ เพื่อเปลี่ยนศักยภาพของผู้สูงวัยให้เป็นกำลังทางเศรษฐกิจ

ประเด็นจึงอยู่ที่การสร้างทางเลือกให้คนที่ยังต้องการทำงานสามารถทำงานต่อได้ ทั้งงานพาร์ตไทม์ งานที่ใช้ประสบการณ์ งานที่ปรึกษา งานถ่ายทอดทักษะ หรือการทำงานที่ใช้เทคโนโลยีช่วยลดข้อจำกัดด้านร่างกาย

สศช.เองชี้ว่า ‘มีงานทำ’ ยังไม่เท่ากับ ‘มีงานที่ดี’ เพราะผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งทำงานจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ขณะที่ระบบสนับสนุนปัจจุบันยังให้น้ำหนักกับหลักประกันรายได้และสวัสดิการมากกว่าการพัฒนาทักษะและสร้างโอกาสในการทำงาน

ตรงนี้จึงเป็นอีกสมการที่ต้องออกแบบใหม่ เพราะผู้สูงอายุสามารถเป็นทั้งผู้รับสวัสดิการและผู้สร้างรายได้ ขึ้นอยู่กับว่าระบบเศรษฐกิจเปิดพื้นที่ให้พวกเขามีส่วนร่วมมากแค่ไหน

สมการใหม่ของรายได้ประเทศ

เมื่อมองทั้งหมดเข้าด้วยกัน เรื่อง ‘คนทำงานลด’ จึงใหญ่กว่าภาษีเงินเดือน...สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ ขนาดของฐานแรงงาน ฐานผู้บริโภค ฐานผู้เสียภาษี และจำนวนคนที่ต้องพึ่งพาระบบสวัสดิการของรัฐ

ประเทศไทยจึงต้องรับมือพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ การดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพทำงานต่อ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการปรับระบบภาษีและประกันสังคมให้เหมาะกับโครงสร้างประชากรใหม่

ขณะเดียวกัน การสนับสนุนให้คนที่ต้องการมีลูกสามารถมีลูกได้ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญในระยะยาว เพราะการเพิ่มจำนวนประชากรวัยแรงงานไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่ปี

ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่เคยได้แรงหนุนจากจำนวนคนวัยทำงานจำนวนมาก ไปสู่เศรษฐกิจที่ต้องพึ่ง ผลิตภาพ รายได้ต่อคน และความสามารถในการใช้ประชากรทุกช่วงวัยให้เกิดประโยชน์

คำว่า ‘ภาษีหาย’ จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนเงินที่กรมสรรพากรเก็บได้ในแต่ละปี แต่คือการที่ฐานเศรษฐกิจซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศกำลังเปลี่ยนไป ขณะที่ภาระของรัฐกำลังเพิ่มขึ้น

และนี่คือสมการใหม่ที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือ ก่อนที่จำนวนคนวัยทำงานจะลดลงไปมากกว่านี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์