อุตสาหกรรมทุเรียนเอเชียกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน หลัง “เหวินเชา” ผู้ก่อตั้งบริษัทเหวินจี้ทุเรียน เปิดมุมมองบนเวทีประชุมแบรนด์ทุเรียนแห่งเอเชียว่า ยุคที่อาศัยประสบการณ์ โชค และธรรมชาติ กำลังหมดลง และถูกแทนที่ด้วยปัจจัยใหม่จากระบบเศรษฐกิจโลก
เขาชี้ว่า ปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และราคาพลังงาน ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่ง เส้นทางเดินเรือ และกระบวนการศุลกากร จนสามารถกำหนดชะตาการส่งออกทุเรียนได้
“ผู้ประกอบการอาจแข่งขันกันเรื่องราคาและคุณภาพ แต่สุดท้ายอาจแพ้ให้กับปัจจัยจากความขัดแย้งที่อยู่ไกลออกไป”
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “ทุเรียน” ได้ถูกผนวกเข้าสู่ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและระบบพลังงานโลกอย่างเต็มรูปแบบ
ในด้านโครงสร้างตลาด ข้อมูลล่าสุดพบว่า ปี 2568 ราคาเฉลี่ยทุเรียนนำเข้าลดลงจาก 4.481 ดอลลาร์/กก. เหลือ 4.01 ดอลลาร์/กก. หรือลดลงมากกว่า 10% ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปรับเพิ่มต่อเนื่อง สวนทางกับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น สะท้อนภาวะ “อุปทานล้นตลาด” อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ราคาเดียว” ไปสู่ “ราคาตามคุณภาพ” โดยทุเรียนเกรดพรีเมียมยังมีราคาสูงขึ้น ขณะที่เกรดทั่วไปและต่ำถูกกดราคาอย่างรวดเร็ว
“ครึ่งแรกของทุเรียนอาศัยธรรมชาติ แต่ครึ่งหลังต้องอาศัยระบบ”
เหวินเชาอธิบายว่า ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมไม่ใช่แค่ราคา แต่คือ “ความไม่เสถียรของคุณภาพ” เนื่องจากทุเรียนยังอยู่ในรูปแบบเกษตรที่อาศัยประสบการณ์ ทำให้ความสุก รสชาติ และมาตรฐานแตกต่างกัน แม้จะมาจากแหล่งปลูกเดียวกัน
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือการปรับตัวของอุตสาหกรรมที่ทำได้ยาก จากข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งระยะเวลาการปลูกที่ยาวนานถึง 3–8 ปีต่อรอบ โครงสร้างเกษตรกรรายย่อยที่ขาดเงินทุนและเทคโนโลยี รวมถึงการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ในขณะที่สายพันธุ์หลักอย่าง “หมอนทอง” และ “มูซังคิง” ยังคงครองตลาดต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี โดยแทบไม่มีสายพันธุ์ใหม่เข้ามาแทนที่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านปริมาณการผลิตและการขยายตลาด
“อุตสาหกรรมนี้แทบไม่มีพื้นที่ให้ลองผิดลองถูก เพราะหนึ่งรอบการพัฒนาอาจใช้เวลานานถึง 8–16 ปี”
บทวิเคราะห์ยังชี้ว่า โอกาสที่แท้จริงของธุรกิจทุเรียน ไม่ได้อยู่ที่การทำตลาดหรือสร้างกระแส แต่คือการพัฒนา “ระบบพื้นฐาน” ทั้งข้อมูลสายพันธุ์ มาตรฐานการคัดเกรด และเทคโนโลยีการผลิต–โลจิสติกส์ เพื่อสร้างคุณภาพที่สม่ำเสมอ
“ปัจจัยชี้ขาดในอนาคตไม่ใช่ขายได้มากแค่ไหน แต่คือขายได้ ‘ถูกต้องและสม่ำเสมอ’ เพียงใด”
ทั้งนี้ การสร้างระบบดังกล่าวต้องใช้เวลาและการลงทุนระยะยาว เปรียบเสมือนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แม้ไม่เห็นผลทันที แต่จะเป็นตัวกำหนดผู้ชนะในระยะยาว
ท้ายที่สุด ผู้ที่จะอยู่รอดในอุตสาหกรรมทุเรียน ไม่ใช่ผู้ที่รุกเร็วที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถเปลี่ยน “ความไม่แน่นอน” ให้กลายเป็น “ความแน่นอน” ได้อย่างต่อเนื่อง
บทความวิเคราะห์ : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงปักกิ่ง




