ทำอะไรก่อนดี ถ้าเคเบิ้ลใต้น้ำพัง อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ได้

22 มี.ค. 2569 - 12:55

  • สายเคเบิ้ลใต้น้ำ เปรียบเสมือน "เส้นเลือดใหญ่" ของอินเทอร์เน็ตโลก เกือบทั้งหมดของข้อมูลโลกวิ่งผ่านสายนี้

  • ถ้าสายขาดก็ต้องซ่อม หรือใช้การเชื่อมต่อสายเส้นอื่น แต่เราต้องเข้าใจสถานการณ์แลรับมือโดยไม่แตกตื่น

  • ทางออกในภาพรวมคือการเตรียมการเชื่อมต่อสำรอง สำหรับองค์กรควรมีระบบเฉพาะที่ลดการพึ่งพาคลาวด์ สำหรับคนทั่วไป คือ ตั้งสติ

ทำอะไรก่อนดี ถ้าเคเบิ้ลใต้น้ำพัง อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ได้

ทำอะไรก่อนดี ถ้าเคเบิ้ลใต้น้ำโดนทำลาย

กระแสกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่สร้างความแตกตื่นไปทั่วโลก นอกจากเรื่อง น้ำมัน และพลังงาน คือ การสร้างผลกระทบ ต่อสายเคเบิ้ลใต้น้ำ (Submarine Communications Cable) ที่เปรียบเสมือน "เส้นเลือดใหญ่" ของอินเทอร์เน็ตโลก ถ้าเกิดสายขาดขึ้นมา ผลกระทบจะรุนแรงหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเส้นที่ขาดนั้นเป็นเส้นหลักขนาดไหน และเรามีเส้นสำรองเพียงพอหรือไม่ เพราะ 95-99% ของข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั่วโลกวิ่งผ่านสายเคเบิลใต้ทะเล  นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นและผลกระทบต่อประเทศไทย

จะเกิดอะไรขึ้นในภาพรวม?

เมื่อสายเคเบิ้ลขาด ข้อมูลที่เคยวิ่งผ่านเส้นทางนั้นจะถูกตัดขาดทันที ระบบเน็ตเวิร์กจะพยายามหาเส้นทางใหม่ (Rerouting) เพื่อส่งข้อมูลไปยังจุดหมายเดิม ความเร็วลดลงอย่างน่าตกใจอินเทอร์เน็ตจะช้าลง (Latency สูง) เพราะข้อมูลต้องวิ่งอ้อมไปยังเส้นทางที่ไกลกว่าเดิม หรือไปแออัดอยู่ในสายเส้นที่ยังเหลืออยู่ บริการข้ามประเทศล่ม บริการที่ต้องพึ่งพา Server ต่างประเทศ เช่น Google, Facebook, Netflix, หรือการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศอาจใช้งานไม่ได้ชั่วคราว

ผลกระทบต่อประเทศไทย

ประเทศไทยพึ่งพาพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมต่อ (Gateway) สำคัญในภูมิภาค โดยมีสถานีเคเบิ้ลใต้น้ำหลักๆ อยู่ที่ ชลบุรี, สงขลา และสตูล หากเกิดเหตุการณ์สายขาด ผลกระทบที่จะเจอคือ การเชื่อมต่อไปยังสหรัฐฯ และยุโรปติดขัด เนื่องจาก Content ส่วนใหญ่ที่เราใช้ (Social Media, Cloud) อยู่ใน Server ต่างประเทศ หากสายที่เชื่อมออกไปทางสิงคโปร์หรือฮ่องกงขาด เราจะเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ช้ามากธุรกิจหยุดชะงัก ภาคการเงิน (Stock Market), การธนาคาร และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่ต้องใช้ข้อมูล Real-time จะได้รับผลกระทบสูงสุด เศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจออนไลน์ที่ใช้ระบบ Cloud ในต่างประเทศอาจจะไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้ ทำให้สูญเสียรายได้มหาศาล

แนวทางการแก้ไขและป้องกัน

ปัญหาเคเบิ้ลใต้น้ำขาดมักเกิดจาก สมอเรือลาก, แผ่นดินไหวใต้น้ำ หรือการกัดเซาะ ซึ่งแก้ไขได้ดังนี้ การแก้ไขเฉพาะหน้า (Repair)ส่งเรือซ่อมเคเบิ้ล (Cable Ship) การซ่อมต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้หุ่นยนต์ใต้น้ำ (ROV) กู้สายขึ้นมาเชื่อมต่อกันบนเรือ ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 1 สัปดาห์ไปจนถึงเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความลึก

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

เพิ่มเส้นทางสำรอง (Redundancy) ไทยต้องมีเคเบิ้ลหลายเส้น (Diversity) ที่วิ่งผ่านเส้นทางที่ต่างกัน เช่น มีทั้งเส้นที่ลงอ่าวไทย และเส้นที่ออกทะเลอันดามัน การเชื่อมต่อทางบก (Terrestrial Link): พัฒนาโครงข่ายสายใยแก้วนำแสงทางบกที่เชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว เพื่อเป็นทางด่วนสำรอง Local Content Caching สนับสนุนให้ผู้ให้บริการ Platform ระดับโลกมาตั้ง Server หรือทำ Caching ในไทยมากขึ้น เพื่อให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องวิ่งไปดึงข้อมูลจากต่างประเทศทุกครั้ง แน่นอนเหตุการณ์เฉพาะหน้าในวิธีการนี้คงยาก 

"ทางออก" และกลไกที่โลกใช้เพื่อไม่ให้เน็ตดับ

ระบบสำรองและการออกแบบ ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดไม่ใช่การซ่อม แต่คือการ "มีสายเผื่อ"Mesh Network  ผู้ให้บริการระดับโลกจะไม่วางสายแค่เส้นเดียว แต่จะวางโครงข่ายเป็นใยแมงมุม หากสายเส้น A ขาด ระบบจะ Switch ข้อมูลไปวิ่งเส้น B หรือ C ทันทีโดยที่เราแทบไม่รู้สึก (เรียกว่า Self-healing) Diverse Routes: การเลือกวางสายในเส้นทางที่ต่างกัน เช่น ถ้าเส้นทางผ่านทะเลจีนใต้เสี่ยง ก็ไปวางอ้อมผ่านอินโดนีเซียหรือมหาสมุทรอินเดียแทน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ดาวเทียม "ตัวสำรอง" ในยามฉุกเฉิน แม้ดาวเทียมจะรับภาระข้อมูลมหาศาลเท่าเคเบิลไม่ได้ แต่ก็เป็นทางออกที่สำคัญ LEO (Low Earth Orbit): อย่าง Starlink หรือ OneWeb ที่มีความหน่วง (Latency) ต่ำ เหมาะสำหรับเป็นช่องทางสื่อสารหลักในพื้นที่ห่างไกล หรือใช้ประคองระบบสื่อสารวิกฤตเมื่อเคเบิลหลักเสียหาย แต่ข้อจำกัด  แบนด์วิดท์ ของดาวเทียมยังน้อยกว่าไฟเบอร์ออปติกมาก (เปรียบเหมือนท่อน้ำประปา vs อุโมงค์ส่งน้ำขนาดใหญ่)

นวัตกรรมการซ่อมแซมและป้องกัน (Repair & Protection) เมื่อเกิดความเสียหายจริง กระบวนการ "ทางออก" ทางเทคนิคจะมีขั้นตอน คือ Fault Localization ใช้เทคนิค OTDR (Optical Time Domain Reflectometer) ยิงแสงไปในสายเพื่อวัดระยะทางที่แสงสะท้อนกลับมา ทำให้รู้พิกัดที่สายขาดได้อย่างแม่นยำระดับเมตร Cable Repair Ships เรือซ่อมสายเคเบิลที่มีอยู่ทั่วโลกประมาณ 60 ลำ จะใช้ขอเกี่ยว (Grapnel) หรือหุ่นยนต์ ROV ลงไปคีบสายขึ้นมาเชื่อมต่อ (Splice) บนเรือ Physical Protection: ในเขตน้ำตื้น จะมีการฝังสายลงใต้ดิน (Burial) โดยใช้รถไถใต้น้ำ (Cable Plow) หรือหุ้มเกราะเหล็ก (Armor) หลายชั้นเพื่อกันสมอเรือและเครื่องมือประมง

ทางออกเชิงนโยบายและความร่วมมือ Protection Zones

รัฐบาลประกาศเขตอนุรักษ์สายเคเบิล ห้ามทอดสมอหรือทำประมงในบริเวณนั้น International Treaties  มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองสายเคเบิลใต้ทะเล ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานวิกฤตระดับโลก อนาคตของการสื่อสารใต้ทะเล  ปัจจุบันมีการพัฒนา Hollow-core Fiber (เส้นใยแก้วกลวง) เพื่อให้ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น และการใช้ AI Monitoring เพื่อทำนายโอกาสสายขาดจากสภาพอากาศหรือการเคลื่อนที่ของเรือรอบๆ จุดวางสาย สายเคเบิลใต้ทะเลส่วนใหญ่หนาเท่า "สายยางรดน้ำต้นไม้" เท่านั้นเองครับ แต่ในนั้นบรรจุข้อมูลคนทั้งทวีปไว้

สำหรับธุรกิจทำอะไร

สุปรีย์ ทองเพชร Board of Director ของ Uppercase M เตือนว่า เหตุการณ์นี้น่าเป็นห่วงหากเกิดขึ้นจริง นอกจากอินเทอร์เน็ตทั่วโลกจะเกิดผลกระทบ จะมีผลกับธุรกิจ โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้ SASA และกับ AI ที่ต้องใช้พลังจากอินเทอร์เน็ต สิ่งที่องค์กรต้องทำ คือการสร้าง AI Premissed ให้สำเร็จ ทำมให้เป็น confidential  ในด้านต่างๆเพราะ ถ้าเราอยู่บนเอไอที่อยู่บนคลาวด์จะมีความเสี่ยงเพราะทุกอย่างจะหยุด แนวคิดนี้คือการทำ AI ประจำดีพาร์ทเมนท์ แล้วเอา agentic กลางมาคุย ถ้ามีฮาร์ดแวร์ที่ดีเพียงพอ ก็จะสามารถออกแบบและทำได้เลย

คนทั่วไปทำยังไง

ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ต้องตั้งสติ และทบทวนดูว่า อะไรที่สำคัญที่สุด ที่เราต้องเชื่อมการสื่อสาร ด้วยอินเทอร์เน็ต เน้นเฉพาะการทำงาน อะไรที่ไม่จำเป็นตัดออกไปก่อน แล้วหาทางเชื่อมต่อ เอาเข้าจริง ถ้าเกิดเหตุ ใครก็เตรียมไม่ทันทั้งนั้น นอกจาก ใช้สติ อย่าแห่ออกไปถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม เพราะทำไม่ได้ ไม่ต้องโอนไม่ได้เหมือนกัน ไม่ต้องซื้อออนไลน์ ถ้ามันต้องเชื่อมด้วยอินเทอร์เน็ต เคยไปเที่ยวป่า ที่ไม่ติดต่อกับใครบ้างไหม วิธีการแบบ บ้านๆ โนเทคโนโลยีจะดีที่สุด นั่น คือ ชีวิตพอเพียง แต่ เอาเข้าจริงก็ใช้ได้ยากในยุคที่อินเทอร์เน็ตคือสายเลือด ไอเอคือ ชีพจร … ตั้งสติเท่านั้นเป็นดี

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์