น้ำลด ราคาแพง วิกฤตห่วงโซ่อาหาร 50 จังหวัด กระทบเกษตร 1.76 ล้านไร่

18 ต.ค. 2569 - 13:17

  • ข้อมูลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เผยแพร่ ณ วันที่ 2 ตุลาคม ระบุว่า มีสัตว์เลี้ยงตายหรือสูญหายมากกว่า 3.9 ล้านตัว โดยส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีก ส่วนความเสียหายจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีมูลค่ากว่า 170 ล้านบาท

  • สะท้อนว่า วิกฤตน้ำท่วมกำลังกระทบความมั่นคงทางอาหารตั้งแต่ต้นทาง และอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาสินค้าในระยะถัดไป

  • น้ำท่วมครั้งนี้ตอกย้ำว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตในภาพรวมเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการฟื้นฟูฐานการผลิต กระจายสินค้า

น้ำลด ราคาแพง วิกฤตห่วงโซ่อาหาร 50 จังหวัด กระทบเกษตร 1.76 ล้านไร่

น้ำท่วมทำลายฐานผลิตอาหาร ผักแพง ไข่ไก่ราคาพุ่ง เสี่ยงขาดตลาด ต้นทุนขนส่งเพิ่ม ซ้ำเติมเกษตรกรและ SME ขณะที่ค่าครองชีพประชาชนจ่อรับแรงกระแทกต่อเนื่องหลังน้ำลด

น้ำท่วมอาจคลี่คลายภายในไม่กี่วัน แต่ความเสียหายต่อระบบอาหารอาจยืดเยื้อเป็นเดือนหรือเป็นปี เมื่อพื้นที่เพาะปลูกเสียหาย ฟาร์มปศุสัตว์สูญเสียกำลังผลิต และการขนส่งสะดุด ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่เกษตรกรในพื้นที่ประสบภัย แต่กำลังส่งต่อไปยังตลาดสด ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และกระเป๋าสตางค์ของประชาชน

ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ระบุว่า น้ำท่วมกระทบพื้นที่เกษตรด้านพืช 50 จังหวัด เกษตรกร 159,048 ราย รวม 1,765,091.95 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าวกว่า 1.35 ล้านไร่ พืชไร่และพืชผักกว่า 292,000 ไร่ และไม้ผล ไม้ยืนต้นกับพืชอื่น ๆ กว่า 124,000 ไร่

ข้อมูลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เผยแพร่ ณ วันที่ 2 ตุลาคม ระบุว่า มีสัตว์เลี้ยงตายหรือสูญหายมากกว่า 3.9 ล้านตัว โดยส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีก ส่วนความเสียหายจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีมูลค่ากว่า 170 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า วิกฤตน้ำท่วมกำลังกระทบความมั่นคงทางอาหารตั้งแต่ต้นทาง และอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาสินค้าในระยะถัดไป

ไข่ไก่ ผักสด สัญญาณเตือนจากต้นทาง

กรณีที่น่าจับตาคือ อุตสาหกรรมไข่ไก่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก รายงานข่าวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมระบุว่า มีแม่ไก่ประมาณ 3 ล้านตัวตายจากน้ำท่วม ส่งผลให้รัฐบาลขอความร่วมมือผู้ส่งออกลดการส่งออกไข่ไก่ลง 30–50% เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าในประเทศ

ข้อมูลสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา ณ วันที่ 14 ตุลาคม ระบุว่า พื้นที่เกษตรด้านพืชได้รับผลกระทบ 143,328 ไร่ เกษตรกร 13,195 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 1,203 ล้านบาท ส่วนภาคปศุสัตว์มีไก่ไข่ได้รับผลกระทบมากกว่า 4.25 ล้านตัว และไก่เนื้อกว่า 207,000 ตัว โดยตัวเลขสัตว์ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่จำนวนสัตว์ที่ตายทั้งหมด

เมื่อฟาร์มสูญเสียแม่ไก่ ผลกระทบย่อมส่งต่อไปยังผู้รวบรวมไข่ ตลาดสด ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และครัวเรือน ขณะที่การเพิ่มกำลังผลิตทดแทนไม่สามารถทำได้ทันที แม้ภาครัฐจะใช้มาตรการประคองปริมาณสินค้า ทั้งลดการส่งออก ขยายระยะเวลาการเลี้ยงแม่ไก่ และขอความร่วมมือตรึงราคาไข่หน้าฟาร์ม

ด้านผักสด ราคาสินค้าในบางพื้นที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น โดยรายงาน The Nation วันที่ 2 ตุลาคม พบว่าผักบางชนิดแพงขึ้นเฉลี่ย 10–15 บาทต่อกิโลกรัม ตลาดในพิษณุโลกพบคะน้าราคา 50–60 บาทต่อกิโลกรัม ต้นหอมและผักชีประมาณ 120 บาทต่อกิโลกรัม และผักบุ้งจีน 35 บาทต่อกิโลกรัม

ราคาที่สูงขึ้นไม่ได้เกิดจากน้ำท่วมเพียงปัจจัยเดียว แต่ยังมีต้นทุนขนส่งและความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาลกินเจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ข้าวสะดุด เกษตรกรต้องเริ่มใหม่ SME รับต้นทุนต่อ ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลผลิตที่สูญเสียไปแล้ว แต่ยังรวมถึงความล่าช้าของการผลิตและการขนส่งในรอบถัดไป

ข้อมูลวิเคราะห์ตลาดจาก S&P Global วันที่ 6 ตุลาคม ระบุว่า น้ำท่วมทำให้การขนส่งข้าวทางเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาติดขัด และอาจกระทบกำหนดการเพาะปลูกข้าวรอบใหม่ที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายน

ขณะที่สวนผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน อาจเผชิญความเสียหายระยะยาว หากต้นไม้ตายจนต้องปลูกใหม่ อาจต้องรออย่างน้อย 5 ปีกว่าจะกลับมาให้ผลผลิต

สำหรับเกษตรกร น้ำลดไม่ได้หมายถึงกลับมาทำกินได้ทันที เพราะยังต้องใช้เงินซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ซ่อมอุปกรณ์ เตรียมดิน และจ้างแรงงาน ทั้งที่รายได้จากผลผลิตเดิมหายไปแล้ว

รัฐบาลกำหนดอัตราช่วยเหลือเกษตรกรด้านพืชสำหรับภัยที่เข้าเกณฑ์ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ได้แก่ ข้าว 2,240 บาทต่อไร่ พืชไร่และพืชผัก 3,180 บาทต่อไร่ และไม้ผล ไม้ยืนต้นกับพืชอื่น ๆ 6,800 บาทต่อไร่ ส่วนไม้ผลที่ชะงักการเจริญเติบโตแต่ยังฟื้นฟูได้ ช่วยเหลือ 3,400 บาทต่อไร่ โดยมีเพดานรวมไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

คำถามสำคัญคือ เงินเยียวยาเพียงพอให้เกษตรกรกลับมาผลิตได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียผลผลิตทั้งรอบ หรือมีรายได้หายไปหลายฤดูกาล

แรงกระแทกยังส่งถึง SME ตั้งแต่ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกง ไปจนถึงผู้ค้าผักและไข่ ซึ่งมีอำนาจต่อรองกับผู้ค้าส่งจำกัด หากขึ้นราคา ลูกค้าอาจลดการซื้อ แต่หากตรึงราคา ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเอง

เปิดข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ก่อนวิกฤตลามถึงค่าครองชีพ

การติดตามสถานการณ์หลังน้ำท่วมไม่ควรดูเพียงตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ย เพราะครัวเรือนรายได้น้อยที่ต้องซื้ออาหารสดทุกวันอาจได้รับผลกระทบมากกว่าครัวเรือนที่มีทางเลือกในการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน ต้นทุนวัตถุดิบและขนส่งที่เพิ่มขึ้นยังอาจส่งต่อไปยังราคาอาหารปรุงสำเร็จ

น้ำลดไม่เท่ากับวิกฤตจบ

น้ำท่วมครั้งนี้ตอกย้ำว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตในภาพรวมเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการฟื้นฟูฐานการผลิต กระจายสินค้า และทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารในราคาที่จ่ายไหว สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำมี 3 เรื่อง ได้แก่ เยียวยาให้เกษตรกรกลับมาผลิตได้ รักษาการกระจายสินค้าไม่ให้ตลาดขาดแคลน และเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่หน้าฟาร์มถึงตลาดเพื่อให้ตรวจสอบราคาได้

เพราะหากเกษตรกรขาดทุน SME ขาดสภาพคล่อง และประชาชนต้องซื้ออาหารแพงขึ้นพร้อมกัน ความเสียหายจากน้ำท่วมจะไม่จบลงเมื่อระดับน้ำลด แต่จะยืดเยื้อผ่านหนี้สิน รายได้ที่หายไป และค่าครองชีพที่สูงขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ประเทศไทยจะระบายน้ำได้เร็วแค่ไหน แต่คือจะฟื้นระบบอาหารให้กลับมาเดินได้อย่างไร โดยไม่ผลักภาระทั้งหมดไปให้ประชาชนเป็นผู้จ่าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์