บริษัทโฟล์กสวาเกน ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนี ประกาศแผนปลดพนักงานในประเทศ 50,000 คนภายในปี 2030 หลังกำไรดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
แผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
โอลิเวอร์ บลูเม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโฟล์กสวาเกน เปิดเผยในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่า การลดพนักงานจำนวน 50,000 คน จะดำเนินการทั่วทั้งกลุ่มโฟล์กสวาเกนในเยอรมนี ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมจากข้อตกลงที่ทำกับสหภาพแรงงานเมื่อปลายปี 2024 ในการลดพนักงาน 35,000 คน ภายใน 2030 ในแบรนด์หลัก
การปลดพนักงานเพิ่มเติมจะเกิดขึ้นในแบรนด์พรีเมียม อาวดี้ และปอร์เช่ รวมถึงบริษัทย่อยซอฟต์แวร์ คาเรียด การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนประหยัดต้นทุน 15 พันล้านยูโรต่อปี
ผลประกอบการร่วงหนัก
กำไรหลังหักภาษีของโฟล์กสวาเกนลดลง 44% เหลือ 6.9 พันล้านยูโร (8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2016 เมื่อบริษัทประสบปัญหาการเรียกคืนรถยนต์และปัญหาทางกฎหมายจากการโกงการทดสอบมลพิษของเครื่องยนต์ดีเซล
ปัจจัยที่กระทบต่อผลประกอบการ ได้แก่ ภาษีจากสหรัฐอเมริกา การแข่งขันจากจีน และต้นทุนการปรับปรุงผู้ผลิตรถสปอร์ต ปอร์เช่
ความท้าทายจากตลาดจีน
โฟล์กสวาเกน ซึ่งเคยเป็นผู้เล่นหลักในตลาดจีน ตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากคู่แข่งในประเทศ ยอดขายในจีนลดลงมาอยู่หลัง BYD และ Geely
บลูเมเตือนว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนที่มุ่งเข้าสู่ตลาดยุโรปเพื่อหาทางออกจากสงครามราคาที่ดุเดือดในประเทศ จะสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมแก่โฟล์กสวาเกน "เราต้องเตรียมตัวรับมือแรงกดดันด้านราคา นี่เป็นแรงจูงใจให้เราทำงานอย่างเข้มข้นในด้านต้นทุน"
อนาคตที่ท้าทาย
โฟล์กสวาเกนคาดว่าอัตรากำไรหลักในปี 2026 จะอยู่ระหว่าง 4-5.5% ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตรา 4.6% ที่ทำได้ในปีนี้ บริษัทเตือนว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมนีกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ไม่ใช่เพียงช่วงเวลาที่ยากลำบาก
บลูเมระบุว่า "โมเดลธุรกิจที่ค้ำจุนเรามานานหลายทศวรรษในกลุ่มโฟล์กสวาเกน รวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมนีทั้งหมด ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในรูปแบบปัจจุบัน เราต้องสู้กลับ"







