จดหมายเปิดผนึกของ กสทช. พิรงรอง รามสูต อธิบายเหตุผลของความล่าช้าในการพิจารณา โรดแมพทีวีดิจิตอล ที่หลายฝ่ารอคอย ก่อนหน้า โพสต์นี้ หลังการประชุมกสทช. ที่มีการเลื่อนพิจารณาโรดแมพ มีคนถาม กสทช.พิรงรองว่า การเลื่อนพิจารณาโรดแมพมาจนถึงวันนี้ ผลกระทบ คืออะไรบ้าง
“ผลกระทบความล่าช้าของโรดแมพมันเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่การเลื่อนพิจารณามา สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดเวลานี้เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ด้วยการให้โรดแมพทำงาน ผลกระทบไม่ใช่แค่ธุรกิจทีวี อุตสาหกรรมโทรคมนาคม แต่กระทบไปถึงสถาบันการศึกษาที่ทำหลักสูตรไม่ได้เพราะทิศทางทีวีดิตอลยังไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าจะไปยังไง”

กสทช. ไขข้อข้องใจ การพิจารณาที่ล่าช้า ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึงข้อเรียกร้องจากสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) หรือ ADTEB ที่ทวงถามความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของทีวีดิจิทัล ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา โดยเผยให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างการทำงานภายในบอร์ด กสทช. และทิศทางของอุตสาหกรรมสื่อที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
ขอสรุปและวิเคราะห์สาระสำคัญจากจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เริ่มจาก ปัญหา "วาระติดหล่ม" ในห้องประชุม กสทช."ความล่าช้าไม่ได้เกิดจากการขาดการเตรียมงาน แต่เกิดจากกลไกการนำเสนอวาระการประชุม"
ร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569-2573) แม้จะผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเสร็จสิ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 และถูกบรรจุวาระเข้าที่ประชุมครั้งแรกในเดือนมกราคม 2569 แต่กลับถูกดองยาว วาระถูกแทรก หรือเมื่อนำมาพิจารณาก็ถูกตัดจบบางส่วน ทำให้กลายเป็น "วาระที่คาการพิจารณา" มานานเกือบ 2 เดือน
โรดแมพ (Roadmap) คือ แผนที่นำทาง ธุรกิจทีวีดิจิตอลหลังปี 2572 ทีมงานกสทช. ได้ศึกษา "ฉากทัศน์กิจการแพร่ภาพในอนาคต" ร่วมกับสถาบันชั้นนำเสร็จสิ้นตั้งแต่กลางปี 2567 และผ่านการทำ Focus Group เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อถูกบรรจุเข้าที่ประชุมพร้อมกับวาระแผนแม่บทฯ ก็ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน คือถูกเลื่อนและไม่มีการพิจารณาต่อให้จบ
การชี้แจงส่วนนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะสุญญากาศในการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ต้องการความชัดเจนเพื่อวางแผนธุรกิจในระยะยาวก่อนใบอนุญาตจะหมดอายุลง
ในแผนแม่บท 72 มีอะไร
ผ่าโครงสร้าง "แผนแม่บทฯ ฉบับที่ 3" ก้าวข้ามทีวีดั้งเดิม สู่การคุม OTT เนื้อหาของแผนแม่บทฯ สะท้อนการปรับตัวของหน่วยงานกำกับดูแล ที่พยายามเปลี่ยนผ่านจากผู้คุมกฎสื่อดั้งเดิม ไปสู่ "ผู้สนับสนุนระบบนิเวศสื่อดิจิทัล" มี 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือ Digital Transformation ดันผู้ประกอบการทีวีเดิมให้ปรับตัวลง Multi-platform เพื่อความอยู่รอด Consumer Protection: ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค เน้นจัดการ Fake News, เนื้อหาอันตราย, การหลอกลวงออนไลน์ และดูแลกลุ่มเปราะบาง Proactive Regulation: ปรับกฎกติกาให้ยืดหยุ่น สร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการกำกับดูแล Creative Economy ใช้กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์เป็นหัวหอกผลักดัน Soft Power ไทย
ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ การพยายามเข้ามากำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT (Over-The-Top) เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน (Level Playing Field) ระหว่างทีวีดั้งเดิมที่แบกต้นทุนใบอนุญาต กับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายมากในยุคไร้พรมแดน
โรดแมปทีวีดิจิตอล ปี 2572 อนาคตที่ยังต้องลุ้น
Roadmap ควรออกมาก่อนที่กิจการโทรทัศน์จะสิ้นสุดใบอนุญาตในเดือนเมษายน 2572 มีโจทย์ใหญ่ที่ กสทช. ต้องรีบหาข้อสรุปในหลายเรื่อง เริ่มจาก การจัดสรรคลื่นความถี่ (จะแบ่งให้โทรคมนาคมเท่าไหร่ โทรทัศน์เท่าไหร่) และอนาคตของโครงข่าย (MUX) เรื่องธุรกิจและการแข่งขัน จำนวนช่อง, วิธีการให้ใบอนุญาต (จะประมูลเหมือนเดิมหรือไม่), การทำระบบ Rating ที่สะท้อนความเป็นจริง เรื่องกฎหมายและสิทธิประโยชน์ การแก้ไขระเบียบต่างๆ, กฎ Must Carry / Must Have ที่อาจต้องทบทวนใหม่
กสทช. กำลังเผชิญกับเส้นบางๆ ระหว่างการปล่อยให้อุตสาหกรรมเป็นไปตามกลไกตลาดเทคโนโลยี กับความรับผิดชอบในการรักษา "ทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน" ให้เป็น Safety Net หรือพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย สำหรับประชาชนที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต การที่โรดแมปยังไม่คลอด ทำให้ช่องทีวี ไม่สามารถตัดสินใจลงทุนนวัตกรรมใหม่ๆ หรือเตรียมปรับโครงสร้างองค์กรล่วงหน้าได้
จดหมายเปิดผนึกไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องการทำงานของฝั่งสำนักเอง หรือเกิดจากสื่อ าสเท่านั้น แต่ยังเป็นการตีแผ่ให้สาธารณชนและคนทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนเห็นว่า "คอขวด" ของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยไปสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบในขณะนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือตัวผู้ประกอบการ แต่อยู่ที่กลไกการบริหารจัดการภายในขององค์กรกำกับดูแลเอง ซึ่งทุกฝ่ายคงต้องจับตากันต่อไปว่า แรงกระเพื่อมจากสภาฯ และภาคเอกชนในครั้งนี้ จะช่วยปลดล็อกวาระที่ติดหล่มเหล่านี้ได้เร็วแค่ไหน




