ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับหนังสือจาก ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และตัวแทนภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลดภาระราคาน้ำมันและปรับโครงสร้างราคาให้เป็นธรรม

พงศ์พล กล่าวว่า ต้นทุนน้ำมันของผู้ประกอบการขนส่งเชื่อมโยงกับราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงจึงรับข้อเสนอไว้ประกอบการแก้ไขปัญหา พร้อมยืนยันว่าหลายประเด็นได้เริ่มดำเนินการแล้ว
พร้อมย้ำว่า กระทรวงได้ปรับหลักเกณฑ์คำนวณราคา ณ โรงกลั่น โดยนำค่าใช้จ่ายสมมุติบางรายการออกจากสูตรราคา ซึ่งเรียกว่า “ต้นทุนทิพย์” ได้แก่ ค่าขนส่งทางเรือ ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่งจากสิงคโปร์ พร้อมปรับค่าสำรองน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569
"สิ่งที่พี่น้องภาคขนส่งขอวันนี้ คือความยุติธรรมในโครงสร้างราคา และนั่นคือสิ่งเดียวกับที่รัฐมนตรีเอกนัฏลงมือทำมาตลอด ทั้งการตัดต้นทุนทิพย์ และการเปิดบิลโรงกลั่นจนคืนเงินให้ประชาชนได้แล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาท ข้อไหนที่ทำได้ทันที เราทำไปแล้ว ส่วนข้อที่เหลือ เราจะนั่งคุยกันบนโต๊ะเดียวกันกับรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อพาทุกภาคส่วนผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน“
ด้านประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ระบุก่อนหน้านี้ว่า สหพันธ์ฯ และเครือข่าย 13 สมาคมต้องการให้รัฐบาลปรับลดราคาดีเซล B7 เหลือ 35 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 1 ปี พร้อมทบทวนโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเห็นว่ามาตรการช่วยเหลือผ่าน B20 และ E20 ยังไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของภาคขนส่งเพียงพอ
ประเด็นสำคัญของการหารือจึงอยู่ที่มาตรการซึ่งกระทรวงดำเนินการแล้ว จะส่งผ่านไปยังเชื้อเพลิงที่ผู้ประกอบการใช้งานจริงได้มากน้อยเพียงใด และจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดต้นทุนระยะสั้นหรือไม่
ข้อมูลที่สภาองค์กรของผู้บริโภคเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ระบุว่า การปรับดังกล่าวคาดว่าจะลดราคา ณ โรงกลั่นได้ 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร หรือประมาณ 8.75–35.48 สตางค์ต่อลิตร ขึ้นอยู่กับชนิดน้ำมัน คิดเป็นมูลค่าลดภาระประมาณ 10,839 ล้านบาทต่อปี
(สำหรับตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการผลจากการปรับองค์ประกอบต้นทุนต่อปี ส่วนราคาที่ผู้ใช้รถจ่ายจริงต้องพิจารณาร่วมกับองค์ประกอบราคาอื่นและการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา)
“สิงคโปร์ ไมนัส” ยังใช้ราคาอ้างอิง แต่หักต้นทุนบางส่วน
สำหรับข้อเรียกร้องให้เลิกอิงราคาสิงคโปร์ โฆษกกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า ในช่วงวิกฤตกระทรวงใช้แนวทางที่เรียกว่า “สิงคโปร์ ไมนัส” โดยนำราคาอ้างอิงมาหักค่าใช้จ่ายสมมุติและส่วนเกินค่าการกลั่น
โดยมีกรอบค่าการกลั่น 2.42 บาทต่อลิตร ขณะที่โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งต้องแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากสงคราม หรือ War Premium ตามที่เกิดขึ้นจริง เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา และการหักส่วนเกินเพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่นดำเนินการแล้ว 8 ครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 31,000 ล้านบาท
สำหรับข้อเสนอลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับฐานะการคลังของประเทศ โฆษกกระทรวงพลังงานระบุว่า จะนำไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงฐานะการคลัง ขณะเดียวกันยังเดินหน้าส่งเสริม B20 และ E20 เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าทั้งนี้ กระทรวงฯ จะเสนอข้อเสนอทั้ง 10 ข้อต่อรัฐมนตรีเอกนัฏทันที และคาดว่าจะเชิญตัวแทนสหพันธ์ฯ เข้าพบรัฐมนตรีได้ภายในสัปดาห์หน้า
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังระบุด้วยว่า ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ว่ามีการส่งสำนวนคดีเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันช่วงเดือนมีนาคม มีผู้ต้องหา 24 ราย รวมถึงผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และเตรียมเชิญ DSI หารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานในสัปดาห์หน้า
จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า รัฐใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคาขายปลีกมาตลอดช่วงวิกฤติ ฐานะกองทุน ณ 2 สิงหาคม 2569 ติดลบ 69,782 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 30,329 ล้านบาท และบัญชี LPG 39,453 ล้านบาท ด้านความมั่นคง กระทรวงฯ รายงานว่า ณ 23 กรกฎาคม 2569 ไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 108 วัน
การหารือในสัปดาห์หน้า จึงต้องติดตามกันต่อทั้งคำตอบต่อข้อเรียกร้องดีเซล B7 แนวทางลดภาษี และรายละเอียดผลลดภาระ 31,000 ล้านบาท เพื่อประเมินว่าการปรับโครงสร้างราคาช่วยต้นทุนผู้ประกอบการและค่าครองชีพได้เพียงใด






