แกะรอยพิรุธ อุ้ม “นพ.สรณ”  ปมซุกสถานะลูกจ้าง

14 ส.ค. 2569 - 09:32

  • คณะกรรมการสรรหาฯ พยายามส่งหนังสือเชิญ นพ.สรณ เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องคุณสมบัติหลายครั้ง แต่กลับถูกเพิกเฉย

  • การชี้แจงเต็มไปด้วยช่องโหว่และข้อกังขา ไม่เพียงแต่เก้าอี้ประธาน กสทช. ของ นพ.สรณ ที่จะถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรม

  • ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 8(2) กฎหมายต้องการตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อรักษา “ความเป็นอิสระ” และป้องกัน “การขัดกันแห่งผลประโยชน์”

แกะรอยพิรุธ อุ้ม “นพ.สรณ”  ปมซุกสถานะลูกจ้าง

วิเคราะห์ประเด็นน่าสงสัย จากเอกสารมหาวิทยาลัยมหิดล ส่งให้ประธาน กสทช. สะเทือนเก้าอี้ประธาน 

กลายเป็นประเด็นสั่นคลอนความน่าเชื่อถือในระดับองค์กรอิสระและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เมื่อ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีต กสทช. และที่ปรึกษาบอร์ด กสทช. ออกมาเปิดหน้าชำแหละความผิดปกติ ผ่านคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎร

เป้าหมายของการตรวจสอบครั้งนี้พุ่งตรงไปที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ตามที่มีมติเอกฉันท์จากคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามของ “มหาวิทยาลัยมหิดล” และ “คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี” ในการออกเอกสารรับรองสถานะเพื่อเป็นเกราะกำบังให้ นพ.สรณ เต็มไปด้วย “ข้อพิรุธ” หลายประการที่ไม่สามารถปล่อยผ่านได้

บทสรุป 5 ปมปริศนาที่ นพ.ประวิทย์ ชี้ให้เห็นถึง “ปมสถานะลูกจ้าง” เริ่มจาก

ไทม์ไลน์สุดงง เมินชี้แจงตอนไต่สวน แต่พยานหลักฐานโผล่หลังคำตัดสิน

ความน่าสงสัยแรกเริ่มต้นที่ “พฤติการณ์” ก่อนหน้านี้ ทั้งกรรมาธิการ ICT วุฒิสภา และคณะกรรมการสรรหาฯ พยายามส่งหนังสือเชิญ นพ.สรณ เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องคุณสมบัติหลายครั้ง แต่กลับถูกเพิกเฉย แม้จะเสนอตัวไปหาถึงที่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ

แต่ทว่า... ทันทีที่คณะกรรมการสรรหาฯ มี “คำวินิจฉัยชี้ขาด” อย่างเป็นทางการ เอกสารและพยานหลักฐานจากฝั่งมหาวิทยาลัยมหิดลกลับหลั่งไหลออกมาราวกับเขื่อนแตก นพ.ประวิทย์ เปรียบเปรยพฤติกรรมนี้ไว้อย่างเจ็บแสบว่า คล้ายผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ยอมยื่นหลักฐานสู้คดีในชั้นไต่สวน แต่พอกดล็อกคำตัดสินไปแล้ว ค่อยเอาเอกสารมาโวยวายทีหลัง

มหัศจรรย์เอกสารด่วน เซ็นอนุมัติวันหยุด แถมตกม้าตายเรื่องศัพท์กฎหมาย

เมื่อกางไทม์ไลน์การออกหนังสือชี้แจง พบความรวดเร็วระดับติดจรวดที่ผิดวิสัยระบบราชการ วันที่ 4 นพ.สรณ ยื่นเรื่องต่อมหาวิทยาลัยมหิดล และมหิดลส่งต่อให้โรงพยาบาลรามาธิบดีทันที วันที่ 7 รามาธิบดีตอบกลับ วันที่ 8 มหิดลออกหนังสือสรุปได้สำเร็จ ความน่าสนใจคือ วันที่ 8 เป็นวันหยุดราชการ

นอกจากไม่มีการประทับตรา “ด่วน” ตามระเบียบและไม่มีเลขรับในระบบสารบรรณแล้ว หนังสือดังกล่าวยังพลาดในจุดเบสิก โดยระบุสถานะ นพ.สรณ ว่าเป็น แพทย์ผู้ประกอบโรคศิลปะ ซึ่งในทางกฎหมาย (พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525) ต้องใช้คำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งรีบจนลืมความรัดกุมทางกฎหมาย

ดาบสองคม 40(6) สู้ด้วยช่องโหว่ภาษี ระวังพ่นพิษใส่ “คลินิกพิเศษ” ทั้งระบบ

ข้ออ้างสำคัญที่ถูกนำมาใช้เพื่อปัดตกสถานะ “ลูกจ้าง” คือการระบุว่า นพ.สรณ รับค่าตอบแทนแบบ มาตรา 40(6)ซึ่งเป็นรายได้จากวิชาชีพอิสระ

แต่นพ.ประวิทย์ โต้แย้งว่า ประเภทเงินได้ทางภาษีนำมาชี้ขาดสถานะการเป็นลูกจ้างไม่ได้ เพราะย้อนไปปี 2564 นพ.สรณ ในฐานะ “รองคณบดี” ก็รับเงินแบบ 40(6) เช่นกัน หากมหิดลยืนยันจะใช้มาตรฐานนี้ อาจเกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อ “อาจารย์แพทย์” ทั่วประเทศที่รับงานคลินิกพิเศษ (Premium Clinic) เพราะอาจถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังถึงสถานะนิติสัมพันธ์ที่แท้จริง ว่าตกลงแล้วเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย หรือผู้ประกอบวิชาชีพอิสระกันแน่

หลักฐานมัดตัว หลุดคำสำคัญ “พนักงานรายชั่วโมง” หลังโปรดเกล้าฯ

จุดตายสำคัญอยู่ที่หนังสือแก้ไขข้อเท็จจริงจากฝ่ายบริหารทุนมนุษย์ของมหิดลเอง ที่ดันระบุชัดเจนว่า นพ.สรณ พ้นสภาพจากการเป็น พนักงานค่าตอบแทนรายชั่วโมง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565

วันที่ดังกล่าวเกิดขึ้น หลัง จากที่ นพ.สรณ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น กสทช. ไปแล้ว! ถ้อยคำนี้เป็นการยืนยันสถานะนิติสัมพันธ์ในช่วงรอยต่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยก็ยังไม่ยอมเปิดเผยสัญญารายละเอียดในช่วงเวลาดังกล่าวให้สังคมตรวจสอบ

จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ผลประโยชน์ทับซ้อน “รามาแชนแนล” และโควตาอนุกรรมการ?

โมเดลอ้างความเป็น “วิชาชีพอิสระ” ในโรงพยาบาลรัฐ ถูกตั้งคำถามหนักเรื่องข้อกฎหมาย ทั้งเรื่องการใช้เงินหลวงอุดหนุน ความรับผิดทางละเมิดหากคนไข้เสียชีวิต รวมถึงเส้นทางการเงินที่เก็บผ่านใบเสร็จของรัฐ

แต่ที่น่าจับตาที่สุดคือ ผลประโยชน์ทับซ้อน นพ.ประวิทย์ เปิดประเด็นเชื่อมโยงไปถึงสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม รามาแชนแนล” (Rama Channel) ซึ่งต้องใช้ใบอนุญาตจาก กสทช.

มีข้อสังเกตว่า นพ.สรณ เคยเสนอชื่อคณบดีแพทย์รามาฯ (ซึ่งต่อมาเป็นผู้บริหารมหิดลและดูแลรามาแชนแนล) ให้เข้ามานั่งเป็น อนุกรรมการ กสทช.” รับเบี้ยประชุมครั้งละ 8,000 บาท ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันในลักษณะนี้ เกี่ยวโยงกับการออกเอกสารรับรองคุณสมบัติแบบด่วนพิเศษหรือไม่? เป็นเรื่องที่ต้องขุดคุ้ยกันต่อไป

บทสรุปของมหากาพย์เรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่การใช้เทคนิคทางภาษาหรือการเล่นแร่แปรธาตุกับหมวดหมู่ภาษี ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 8(2) กฎหมายต้องการตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อรักษา ความเป็นอิสระ และป้องกัน การขัดกันแห่งผลประโยชน์

หากการชี้แจงยังคงเต็มไปด้วยช่องโหว่และข้อกังขา ไม่เพียงแต่เก้าอี้ประธาน กสทช. ของ นพ.สรณ ที่จะถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรม แต่ความน่าเชื่อถือของสถาบันหลักอย่างมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลรามาธิบดี ก็อาจถูกสั่นคลอนจากวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ด้วยเช่นกัน.

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์