ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ศุภชัย ใจสมุทร ส.ส. พรรคภูมิใจไทย กับคณะ ได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สาระสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแหล่งรายได้จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ ที่เรียกกันว่า ภาษีบาป หรือ Earmarked Tax มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้เหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ
หากรัฐบาลยกเลิกการจัดสรรเงินบำรุงองค์การจากภาษีสุราและยาสูบให้ TPBS แล้วให้เงินส่วนนั้นกลับเข้ารัฐ”ตัวเลขที่เห็นชัดคือ สูงสุดประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบัน Thai PBS ได้รับเงินบำรุงองค์การตามกฎหมายในอัตรา 1.5% ของภาษีสุราและยาสูบ แต่กำหนดเพดานไว้ ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี ที่น่าสนใจคือปี 2568 Thai PBS รายงานว่าได้รับเงินบำรุงองค์การประมาณ 2,050 ล้านบาท เนื่องจากมีเงินค้างรับข้ามงวด ขณะที่รายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 2,695 ล้านบาท
หากคิดในมุม “เงินที่รัฐบาลไม่ต้องจัดสรรให้ TPBS และยังคงอยู่ในระบบรายได้รัฐ ” รายได้ต่อปี ประมาณ 2,000 ล้านบาที่ ต่อ 5 ปี คือ ประมาณ 10,000 ล้านบาท และต่อ 10 ปี คือ ประมาณ 20,000 ล้านบาท
จุดสำคัญ 2,000 ล้านบาทนี้ไม่ใช่ “ภาษีที่รัฐบาลจ่ายให้ TPBS ” โดยตรง แต่เป็นการกันรายได้จากภาษีสุราและยาสูบตามกลไกที่ พ.ร.บ. ส.ส.ท. กำหนดไว้ ดังนั้นถ้ายกเลิกกลไกนี้ รัฐจะมีเงินในส่วนนี้กลับมา แต่ TPBS จะสูญเสียรายได้หลักก้อนดังกล่าว เช่นกัน และเมื่อเทียบกับฐานรายได้ของ TPBS ปี 2568 ที่ 2,695 ล้านบาท เงิน 2,000 ล้านบาทคิดเป็นประมาณ 74% ของรายได้ทั้งหมด ขององค์กรในปีนั้น
แล้วอะไรจะเกิดกับ TPBS
มาดูที่รายได้และรายจ่ายของ TPBS ตลอด 16 ปี ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน มีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปีในทุกปี โดยหลังปี 2557 รายได้เพิ่มขึ้นเป็นราว 2,200-2,500 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากมีรายได้เพิ่มจากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) แก่ผู้ประกอบการเอกชน นอกเหนือจากเงินบำรุงภาษีสุรา-ยาสูบซึ่งยังคงเป็นรายได้หลัก
ปี 2568 มีรายได้รวม 2,695 ล้านบาท โดยเงินบำรุงองค์การจากภาษีสุรา-ยาสูบขยับจาก 1,957 ล้านบาทเป็น 2,050 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการรับเงินค้างรับข้ามงวดบัญชีประมาณ 92.66 ล้านบาท
ย้อนไปช่วงปี 2565-2567 ประสบภาวะขาดดุลติดต่อกันสามปีซ้อน ปี 2565 ติดลบ 251.8 ล้านบาท ปี 2566 ติดลบ 275.6 ล้านบาท และปี 2567 ติดลบ 177.9 ล้านบาท รวมการขาดดุลสะสมสามปีสูงถึง 705.3 ล้านบาท
การขาดดุลนี้มาจากโครงสร้างรายจ่ายที่หนักหน่วง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่สูงถึงราว 820 ล้านบาทต่อปี และต้นทุนการผลิตหรือจ้างผลิตรายการกว่า 855 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้ทำให้สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนตั้งคำถามต่อสาธารณะว่า TPBSใช้เงินภาษีบาปปีละใกล้ 2,000 ล้านบาทอย่างคุ้มค่าเพียงพอหรือไม่
การพลิกฟื้นในปี 2568 จากตัวแดงสู่เกินดุล 69 ล้านบาท
ปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยน ที่สามารถบริหารงานโดยมีรายได้สูงกว่ารายจ่ายสุทธิ 69 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการลดต้นทุนการผลิตและจัดหารายการลงถึง 10.76% เหลือ 858 ล้านบาท ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นจากเงินบำรุงค้างรับ
ในด้านคุณภาพองค์กร สำนักงาน ป.ป.ช. ประเมิน TPBS อยู่ในระดับ 'ผ่านดี' ด้วยคะแนน 95.32 คะแนนในดัชนีคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) และ TPBS ยังได้รับรางวัล LINE Thailand Awards 2023 และรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชนจาก Amnesty International Thailand สะท้อนว่าเงินภาษีบาปที่ได้รับมีส่วนผลิตเนื้อหาที่มีคุณค่าต่อสังคม
ถ้าเลิกมีรายได้จาก ภาษี รัฐได้เงินเพิ่มเท่าไร
คำตอบเชิงตัวเลขตรงไปตรงมา หากรัฐยกเลิกการกันส่วน 1.5% ของภาษีสุรา-ยาสูบให้ Thai PBS และนำเงินทั้งหมดส่งเข้าคลัง รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1,900-2,050 ล้านบาทต่อปี โดยใช้ตัวเลขปี 2568 เป็นฐาน คือ 2,050 ล้านบาท
แต่ข้อเสนอในร่างกฎใหม่ เสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้จากระบบภาษีบาปมาเป็น 'เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี'ดังนั้น ผลสุทธิทางการคลังที่แท้จริงขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะจัดสรรงบให้ Thai PBS มากน้อยแค่ไหนในระบบใหม่
สามกรณีจำลอง ความเป็นไปได้สิ่งที่อาจเกิดขึ้น
หากรัฐเลิกกันภาษีและไม่จัดงบให้ เลย รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2,050 ล้านบาทต่อปี แต่ TPBS จะสูญเสียแหล่งรายได้หลักและไม่สามารถดำเนินการต่อได้ตามปกติ
กรณี B หากรัฐจัดงบให้ Thai PBS 1,500 ล้านบาทต่อปี รัฐจะมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 550 ล้านบาทต่อปี แต่ Thai PBS จะขาดแคลนงบเมื่อเทียบกับเดิม
กรณี C หากรัฐจัดงบให้ Thai PBS 2,000 ล้านบาทต่อปี ผลสุทธิรายได้รัฐเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแทบไม่มีนัยสำคัญทางการคลัง
ภาพที่เห็นจากการจำลองนี้คือ 'คำตอบเชิงตัวเลข' ไม่สามารถแยกออกจาก 'คำตอบเชิงนโยบาย' ได้
วินัยการคลัง กับ ความเป็นอิสระของสื่อ
มาที่ประเด็นที่เป็นเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง ฝ่ายสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง ผู้สนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย TPBS ชี้ว่าระบบปัจจุบันขัดกับหลักการในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะมาตรา 26 ที่ห้ามออกกฎหมายจัดเก็บภาษีเฉพาะเจาะจงเพื่อให้หน่วยงานรัฐใดนำไปใช้โดยไม่นำส่งรายได้แผ่นดิน เว้นแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มุมมองนี้มองว่าระบบ earmarked tax ของ TPBS เป็น 'ท่อน้ำเลี้ยงเฉพาะกิจ' ที่ทำให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณตามปกติ การยกเลิกจึงเป็นการ 'จัดระเบียบ' โครงสร้างรายได้รัฐให้กลับสู่หลักการสากล
ความกังวลเรื่องเสรีภาพสื่อ
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการด้านสื่อ นักสื่อสารมวลชน และผู้ติดตาม TPBS จำนวนมากชี้ว่าระบบ earmarked tax ไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่เป็น 'เกราะป้องกัน' ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะจากการแทรกแซงทางการเมือง
หาก TPBS ต้องขอของบประมาณผ่านกระบวนการคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาทุกปี รัฐบาลหรือนักการเมืองที่ไม่พอใจการรายงานข่าวของ อาจใช้การตัดหรือชะลอการอนุมัติงบประมาณเป็นเครื่องมือกดดันได้โดยง่าย สิ่งนี้จะบั่นทอนความกล้าในการตรวจสอบอำนาจรัฐของสื่อสาธารณะในระยะยาว สถานการณ์นี้ไม่ใช่การคาดเดาในสุญญากาศ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้บทเรียนมากมายเกี่ยวกับวิธีที่อำนาจรัฐใช้กลไกการเงินเพื่อควบคุมสื่อ




