ท่ามกลางความกังวลด้านพลังงานจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่และประชาชนแห่เติมน้ำมันจากความวิตก ล่าสุด 3 บริษัทพลังงานรายใหญ่ในเครือ ปตท. (PTT Group) ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ออกแถลงการณ์ชี้แจงต่อสาธารณะ ยืนยันดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสรรและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ หน่วยงานภาครัฐได้แถลงผลการตรวจสอบกรณีน้ำมันขาดแคลนรุนแรงตามสถานีบริการน้ำมันในช่วงสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตา เนื่องจากกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการกระจายและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในห่วงโซ่อุปทาน
โดย ไทยออยล์ ระบุว่า บริษัทในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันของประเทศ ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ ทั้งการส่งมอบข้อมูล เอกสาร และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบกระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บริษัทฯ ยืนยันว่า ระบบการดำเนินงานของโรงกลั่นมีการควบคุม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลด้านการผลิต การจัดเก็บ และการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าผลิตและส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศและรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน
นอกจากนี้ ไทยออยล์ ระบุว่า บริษัทพร้อมประสานความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมั่นว่ากระบวนการตรวจสอบของภาครัฐจะดำเนินไปตามข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม
ด้าน พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) ชี้แจงว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในฐานะ ‘ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7’โดยจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่นเท่านั้น ไม่มีสถานีบริการน้ำมัน และไม่มีระบบขนส่งในซัพพลายเชนของการกระจายน้ำมันปลายทาง
GC ระบุว่า ในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง บริษัทได้ดำเนินการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมยืนยันว่ามีระบบควบคุม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลการเข้า-ออกของน้ำมันตามมาตรฐานอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน
พร้อมกันนี้ บริษัทได้เปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงดำเนินการด้านเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันให้สอดคล้องกับกฎหมาย เพื่อยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนหรือประวิงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด
เช่นเดียวกับ ไออาร์พีซี ที่ระบุว่า บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ ทั้งการให้ข้อมูล เอกสาร และข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
IRPC ยืนยันว่า กระบวนการดำเนินงานของโรงกลั่นอยู่ภายใต้ระบบควบคุม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลการรับเข้า-จ่ายออกน้ำมันตามมาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างโปร่งใส โดยในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงดำเนินการผลิตและส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงจากคลังอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ
พร้อมกันนี้ IRPC ระบุว่า บริษัทให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พร้อมให้ความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม
ทั้ง 3 บริษัทในเครือ PTT Group ย้ำจุดยืนร่วมกันว่า จะดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกดดันตลาดพลังงานโลกต่อเนื่อง




