การเงินดิจิทัลญี่ปุ่น เปิดโอกาสฟินเทคไทย

6 ต.ค. 2569 - 13:52

  • ญี่ปุ่นเดินหน้าสเตเบิลคอยน์และเงินฝากรูปแบบโทเคน จับตาการพัฒนาระบบชำระเงินและธุรกรรมหลักทรัพย์

  • ธนาคาร กองทุน และฟินเทคไทยมีโอกาสหาพันธมิตรญี่ปุ่น ร่วมพัฒนาบริการชำระเงินข้ามพรมแดนและผลิตภัณฑ์ลงทุน

  • ฟินซิตี้.โตเกียวเชื่อมเครือข่ายธุรกิจและข้อมูลตลาด เปิดทางผู้ประกอบการไทยเข้าญี่ปุ่น พร้อมสำรวจการขยายบริการสู่อาเซียน

การเงินดิจิทัลญี่ปุ่น เปิดโอกาสฟินเทคไทย

โตเกียวรุกการเงินดิจิทัล ไทยมีโอกาสอะไรในตลาดญี่ปุ่น-อาเซียน

โอนเงินไปญี่ปุ่น จ่ายค่าสินค้าให้คู่ค้าต่างประเทศ หรือลงทุนในกองทุนต่างชาติ แม้วันนี้หลายอย่างทำผ่านมือถือได้แล้ว แต่เบื้องหลังยังมีเรื่องค่าธรรมเนียม เวลาในการรับเงิน และขั้นตอนระหว่างสถาบันการเงินให้จัดการ การพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลจึงเกี่ยวข้องกับทั้งคนทั่วไปและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องรับ–จ่ายเงินข้ามประเทศเป็นประจำ

ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีที่อาจช่วยให้กระบวนการเหล่านี้คล่องตัวขึ้น ตั้งแต่สเตเบิลคอยน์อิงค่าเงินเยน เงินฝากรูปแบบโทเคน ไปจนถึงการใช้บล็อกเชนในธุรกรรมหลักทรัพย์ พร้อมผลักดันโตเกียวให้เป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก

สำหรับไทย ความเคลื่อนไหวนี้เปิดโอกาสให้ธนาคาร บริษัทจัดการกองทุน และธุรกิจฟินเทคเข้าไปหาพันธมิตร พัฒนาบริการร่วมกัน และใช้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นต่อยอดสู่ตลาดอาเซียน อย่างไรก็ตาม ผลที่ผู้ใช้บริการจะได้รับยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาระบบ กฎเกณฑ์ และการนำไปใช้งานจริง

ล่าสุด (6 ตุลาคม 2569) ฟินซิตี้.โตเกียว (FinCity.Tokyo) องค์กรส่งเสริมกรุงโตเกียวสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก เปิดเผยแนวทางสร้างความร่วมมือกับธุรกิจการเงินไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเชื่อมเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ

การเงินดิจิทัลญี่ปุ่น ขยับไปถึงระบบรับ-จ่ายเงิน

ประเด็นที่น่าจับตาคือการนำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกรรมในระบบการเงิน โดยสเตเบิลคอยน์อิงค่าเงินเยนเป็นโทเคนที่ออกแบบให้มูลค่าอ้างอิงกับเงินเยน ส่วนเงินฝากรูปแบบโทเคนเป็นการนำเงินฝากธนาคารมาแสดงและทำธุรกรรมในรูปแบบโทเคน ทั้งสองรูปแบบมีโครงสร้างและเงื่อนไขต่างกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบชำระเงินยุคใหม่

สำนักงานบริการทางการเงินญี่ปุ่น หรือ FSA ระบุเมื่อเดือนเมษายน 2569 ว่าได้สนับสนุนโครงการทดลองการชำระเงินระหว่างธนาคาร เพื่อรองรับการโอนเงินฝากรูปแบบโทเคนระหว่างลูกค้าของต่างธนาคาร สะท้อนว่าการพัฒนาเริ่มครอบคลุมระบบที่ต้องเชื่อมต่อกันระหว่างสถาบันการเงินด้วย

ข้อมูลที่ฟินซิตี้.โตเกียวเผยแพร่ยังระบุว่า กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ 3 แห่งของญี่ปุ่นมีแผนออกสเตเบิลคอยน์อิงค่าเงินเยนภายในเดือนมีนาคม 2570 และอยู่ระหว่างพิจารณาการใช้บล็อกเชนในการชำระราคาหุ้นและพันธบัตรรัฐบาล

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นแผนพัฒนาและการทดลอง จึงยังต้องติดตามขอบเขตบริการ ผู้มีสิทธิใช้งาน และเงื่อนไขเมื่อเปิดดำเนินการจริง แต่ในมุมธุรกิจ นี่เป็นจังหวะให้ผู้ประกอบการไทยสำรวจว่ามีบริการหรือเทคโนโลยีส่วนใดที่สามารถเข้าไปร่วมพัฒนาได้

โอกาสไทยอยู่ตรงไหน ใครต่อยอดได้บ้าง

เมื่อพิจารณาจากแนวทางความร่วมมือที่ประกาศ โอกาสของธุรกิจไทยแบ่งได้เป็น 3 ด้านหลัก

ด้านแรก คือ การชำระเงินข้ามพรมแดน ธนาคารและฟินเทคไทยสามารถหารือกับพันธมิตรญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาระบบรับ–จ่ายเงินสำหรับธุรกิจที่ค้าขายระหว่างสองประเทศ เช่น การชำระค่าสินค้าและบริการ โดยโจทย์ที่ควรนำมาทดสอบคือระยะเวลารับเงิน ต้นทุนธุรกรรม และความสะดวกในการตรวจสอบสถานะ

หากระบบใหม่ช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนได้จริง ประโยชน์ก็มีโอกาสส่งต่อถึงผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียวยังไม่รับประกันว่าค่าธรรมเนียมจะลดลง เพราะต้องพิจารณาค่าแลกเปลี่ยนเงินและต้นทุนบริการร่วมด้วย

ด้านที่สองคือ การบริหารสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์ลงทุน บริษัทจัดการกองทุนไทยมีโอกาสเข้าถึงเครือข่ายผู้จัดการสินทรัพย์และนักลงทุนสถาบันในญี่ปุ่น เพื่อศึกษาตลาด หาพันธมิตร และสำรวจการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน ส่วนหลักทรัพย์รูปแบบโทเคนอาจเป็นอีกช่องทางที่ธุรกิจเข้าไปศึกษา ทั้งด้านการออกผลิตภัณฑ์ ระบบซื้อขาย และการชำระราคา ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ด้านที่สามคือ บริการเทคโนโลยีทางการเงิน ผู้ประกอบการไทยอาจเข้าไปเป็นผู้พัฒนาระบบหรือผู้ให้บริการร่วมกับบริษัทญี่ปุ่น ตั้งแต่ระบบเชื่อมต่อธุรกรรม การยืนยันตัวตน ไปจนถึงการจัดการข้อมูลและความปลอดภัย หากมีผลงานที่ตอบโจทย์ลูกค้าและสามารถทำงานร่วมกับระบบของพันธมิตรได้

โอกาสเหล่านี้จึงต้องเริ่มจากปัญหาที่ลูกค้าต้องการแก้ แล้วจึงเลือกเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม เพื่อให้โครงการทดลองมีทางต่อยอดเป็นบริการเชิงพาณิชย์

ไทยเชื่อมตลาดอาเซียนได้อย่างไร

ฟินซิตี้.โตเกียวมองว่า ไทยมีพื้นฐานภาคการเงินและเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถรองรับความร่วมมือกับญี่ปุ่น รวมถึงเป็นพื้นที่ศึกษาความต้องการของลูกค้าและทดสอบบริการสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โทคิโอะ โมริตะ ผู้อำนวยการบริหาร ฟินซิตี้.โตเกียว กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นพื้นที่สำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ในอาเซียน และการร่วมมือกับญี่ปุ่นจะช่วยเร่งการพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริโภค

tokyo-digital-finance-thai-SPACEBAR-Photo03.jpg

ทั้งนี้ ในบทบาทของไทย อาจเริ่มจากการร่วมพัฒนาบริการสำหรับลูกค้าไทยและญี่ปุ่น ก่อนขยายไปยังประเทศอื่น เช่น ระบบชำระเงินสำหรับผู้ประกอบการที่มีคู่ค้าในหลายตลาด หรือบริการทางการเงินที่รองรับธุรกิจญี่ปุ่นซึ่งดำเนินงานในภูมิภาค

ขณะที่ในการขยายสู่อาเซียน ต้องพิจารณากฎเกณฑ์และระบบการเงินของแต่ละประเทศ การทดลองสำเร็จในไทยจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยพิสูจน์รูปแบบบริการ ก่อนปรับให้เหมาะกับตลาดปลายทาง

ฟินซิตี้.โตเกียวช่วยธุรกิจไทยเริ่มต้นอย่างไร

ฟินซิตี้.โตเกียวก่อตั้งขึ้นในปี 2562 จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่น โดยทำหน้าที่เชื่อมบริษัทต่างชาติกับเครือข่ายการเงินในโตเกียว ทั้งการให้ข้อมูลตลาด แนะนำพันธมิตร และประสานการเข้าถึงโครงการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ

หนึ่งในช่องทางสำคัญคือ Attraction U Program ซึ่งมุ่งดึงดูดบริษัทจัดการสินทรัพย์และธุรกิจฟินเทคต่างชาติที่สนใจตั้งฐานในโตเกียว เว็บไซต์ขององค์กรระบุว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ฟินซิตี้.โตเกียวจะเน้นการค้นหาบริษัทเป้าหมาย ขณะที่องค์การปกครองกรุงโตเกียวรับบทสนับสนุนการตัดสินใจเข้าตลาดและการเริ่มดำเนินธุรกิจ

สำหรับผู้ประกอบการไทย ช่องทางนี้ช่วยให้เริ่มสำรวจตลาดได้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งเรื่องความต้องการของลูกค้า พันธมิตร ใบอนุญาต และต้นทุนการจัดตั้งธุรกิจ ส่วนการรับสิทธิสนับสนุนต้องพิจารณาคุณสมบัติและเงื่อนไขของโครงการที่ใช้ในช่วงสมัคร

การเดินหน้าของโตเกียวจึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจการเงินไทยสร้างรายได้จากบริการและความเชี่ยวชาญของตัวเอง ควบคู่กับการเข้าถึงตลาดญี่ปุ่น หากความร่วมมือพัฒนาไปถึงบริการที่ใช้งานได้จริง ผลที่ควรเห็นคือธุรกิจรับ-จ่ายเงินสะดวกขึ้น มีทางเลือกทางการเงินเพิ่มขึ้น และผู้ให้บริการไทยสามารถขยายฐานลูกค้าในภูมิภาคได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์