ภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาท่องเที่ยวยั่งยืน กล่าวว่า ผลกระทบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก โดยช่วงแรกประมาณ 15 วันหลังเกิดเหตุ สายการบินตะวันออกกลางไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างในระบบ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ผู้โดยสารตกค้างคลี่คลายแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือ “การขาดหายของผู้โดยสารใหม่” โดยเฉพาะหลังสิ้นสุดเทศกาลรอมฎอน ซึ่งโดยปกติจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทยจำนวนมาก แต่ปีนี้กลับแทบไม่มี เนื่องจากข้อจำกัดด้านเที่ยวบิน ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้ต้นทุนค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ไม่ใช่แค่ตะวันออกกลาง แต่ผู้โดยสารจากประเทศอื่นที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง ก็ได้รับผลกระทบจากค่าโดยสารที่แพงขึ้น ทำให้ชะลอการเดินทาง เห็นได้ชัดจากตั๋วเครื่องบินในประเทศช่วงสงกรานต์ที่ราคาสูงมาก” ภูมิกิตติ์ กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ดูไบ อาบูดาบี โอมาน และบาห์เรน ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย ได้หายไปจากระบบท่องเที่ยวในช่วงนี้ ส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีระยะพำนักยาว 8–10 วัน และมีการใช้จ่ายสูง ทำให้รายได้จากจำนวนคืนพัก (Room Night) หายไปจำนวนมาก
นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลางยังส่งผลต่อเส้นทางบินต่อ (Transit) ของนักท่องเที่ยวยุโรปและประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภูมิภาคนี้เป็นจุดเชื่อมต่อ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้ แม้ผลกระทบต่อตลาดยุโรปจะไม่รุนแรงเท่าตะวันออกกลาง เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายฤดูกาลท่องเที่ยว
เบื้องต้นประเมินว่า ในช่วง 30 วันแรกของสถานการณ์ นักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 30% โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ขณะที่ยุโรปได้รับผลกระทบบางส่วน

ภูมิกิตติ์ กล่าวอีกว่า ความท้าทายสำคัญจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งเดิมประเทศไทยจะพึ่งพาตลาดหลัก ได้แก่ จีน ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย แต่เมื่อกลุ่มตะวันออกกลางหายไป จะทำให้ภาระตกอยู่กับตลาดที่เหลือ ขณะที่ต้นทุนการเดินทางยังเพิ่มสูงจากราคาน้ำมัน
“ในระยะสั้น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังคงมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่ประชาชนมีความระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นจึงเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ควบคู่กับการควบคุมราคาพลังงาน เพื่อสร้างบรรยากาศการเดินทาง”
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชะลอการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบางรายการ เช่น ภาษีสนามบิน รวมถึงตรึงค่าไฟฟ้า เพื่อลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมัน
“ผู้ประกอบการพยายามประคองธุรกิจ และยืนยันว่าจะไม่ลดการจ้างงาน แต่จะเน้นการหารายได้เพิ่ม โดยเฉพาะการทำตลาดระยะใกล้ (Short-haul) เข้ามาทดแทน”
“ทั้งนี้ ประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน ภาคการท่องเที่ยวมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงภาวะปกติได้ แต่หากยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ประกอบการในประเทศ” ภูมิกิตติ์ กล่าว




