The Forestias กับแนวคิดคืนธรรมชาติสู่เมือง การปลูกป่าตามวิธี ‘มิยาวากิ’ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ และจุดขายที่แตกต่างของโครงการ
กลยุทธ์การขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ยุคนี้ ต้องหาจุดขายที่แตกต่าง และตอบสนองความต้องการที่หลายรูปแบบ แต่เป้าหมายชัดเจน โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับเมกะโปรเจกต์อย่าง ‘The Forestias’ (เดอะ ฟอเรสเทียส์) มองการพัฒนาเมืองแบบใหม่ ด้วยการใช้พื้นที่ป่าปลูกใหม่ขนาดใหญ่กว่า 30 ไร่ โดยใช้การปลูกป่าระดับโลกแนวทาง ‘วิธีมิยาวากิ’ (Miyawaki Method) มาประยุกต์ใช้ จนกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จของการสร้างเมืองที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างแท้จริง
‘วิธีมิยาวากิ’ ชายผู้ปลูกต้นไม้ 40 ล้านต้น
แนวคิดการปลูกป่าแบบมิยาวากิถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมาโดย ศ.ดร. อากิระ มิยาวากิ นักพฤกษศาสตร์และนักนิเวศวิทยาชาวญี่ปุ่น ผู้ทำการศึกษาและฟื้นฟูสังคมพืชดั้งเดิมของโลก
หัวใจสำคัญของวิธีมิยาวากิ คือหลักการที่เรียกว่า ‘Native Forest by Native Species’ หรือการสร้างป่าธรรมชาติจากพรรณไม้ท้องถิ่น โดยไม่เน้นเพียงแค่การเพิ่มปริมาณต้นไม้ แต่เป็นการมุ่งฟื้นฟูโครงสร้างและความซับซ้อนของกระบวนการระบบนิเวศทั้งหมดให้กลับคืนมาดังเดิม
วิธีมิยาวากิได้รับการนำไปต่อยอดและสร้างป่ามาแล้วมากกว่า 2,773 แห่งในประเทศญี่ปุ่น และอีก 164 แห่งกระจายอยู่ใน 19 ประเทศทั่วโลก รวมจำนวนต้นไม้ที่ปลูกภายใต้แนวคิดนี้มากกว่า 40 ล้านต้น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นทางออกรูปธรรมในการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในเขตเมือง
หากเปรียบเทียบกับการปลูกป่าทั่วไปหรือการปลูกป่าแบบดั้งเดิมของไทย วิถีมิยาวากิมีความแตกต่างในแง่ของกระบวนการและผลลัพธ์ที่ได้
จุดเด่นวิธีมิยาวากิ
วิธีมิยาวากิ เน้นการปลูกพรรณไม้ท้องถิ่นอย่างหนาแน่นสูง (ประมาณ 3-4 ต้นต่อตารางเมตร) โดยคละพืชพรรณทั้ง 4 ชั้นเรือนยอด (ไม้สูง, ไม้รอง, ไม้พุ่ม และไม้คลุมดิน) ปลูกแบบสุ่มเลียนแบบการกระจายตัวตามธรรมชาติ และมีการยกระดับเนินดินเพื่อช่วยเรื่องการระบายน้ำ
ข้อดีคือ ต้นไม้เติบโตรวดเร็วกว่าปกติถึง 10 เท่า เนื่องจากต้นไม้ถูกปลูกด้วยความหนาแน่นสูง ทำให้เกิดการแข่งขันกันเองตามธรรมชาติในการแย่งแสงแดด ส่งผลให้ลำต้นพุ่งสูงและเติบโตอย่างรวดเร็วคืนระบบนิเวศไว สามารถเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นป่าสมบูรณ์ที่ดึงดูดแมลง นก และสัตว์ป่าให้กลับคืนมาได้ภายในเวลาอันสั้นเห็นผลชัดเจนภายใน 5-10 ปี
ดูแลรักษาน้อยในระยะยาว เมื่อผ่านช่วง 2-3 ปีแรกไปแล้ว ป่ามิยาวากิจะมีความแข็งแรงและสามารถดูแลรักษาตัวเองตามวัฏจักรธรรมชาติได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีหรือการดูแลพิเศษใช้พื้นที่น้อย แม้จะมีพื้นที่จำกัดเพียงหลักสิบตารางเมตร ก็สามารถเนรมิตเป็นผืนป่าขนาดเล็กที่มีความหลากหลายสูงได้
ส่วนการปลูกป่าดั้งเดิมของไทย นิยมปลูกเป็นแถวเป็นแนวตามรูปแบบมาตรฐาน หรือการปลูกป่าเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว (เช่น ยูคาลิปตัส หรือไม้สัก) เพื่อประโยชน์ด้านการใช้สอยหรือฟื้นฟูพื้นที่กว้าง แต่ขาดความหลากหลายของพันธุ์พืช
The Forestias เมืองกลายเป็นผืนป่ามีชีวิต
การนำวิธีมิยาวากิมาปรับใช้ในโครงการ The Forestias บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ ที่ได้นำกล้าไม้กว่า 271,901 ต้น มาปลูกตามหลักการนี้ ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการดำเนินงานผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ปัจจุบันพื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีพรรณพืชมากถึง 533 ชนิด และมีการค้นพบคืนถิ่นของสัตว์นานาชนิดถึง 181 ชนิด
สิ่งที่สำคัญและสะท้อนความสำเร็จของระบบนิเวศอย่างแท้จริง คือการกลับมาของแมลงและสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น ฝูงแมลงปอตัวกว้างที่ การค้นพบผึ้งหลวง (Giant Honey Bee) ถึง 4 รัง ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วผึ้งหลวงจะเลือกสร้างรังเฉพาะบนต้นไม้ใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น The Forestias ได้เปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ปลูกต้นไม้ ไปสู่ระบบนิเวศที่มีชีวิตอย่างยั่งยืน
กลยุทธ์การตลาดรวมแบบรักษ์โลก
ในมุมมองของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการตลาดสมัยใหม่ การนำแนวคิดป่ามิยาวากิมาเป็นจุดขายหลักถือเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันได้ดี
การสร้างจุดเด่นที่แตกต่าง (Eco-Branding & USP) ท่ามกลางตลาดอสังหาฯ ที่มีการแข่งขันสูง การชูจุดเด่นเรื่องการมีผืนป่าธรรมชาติขนาดใหญ่อยู่ในโครงการ ช่วยสร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายยุคใหม่ เช่น กลุ่มครอบครัวที่ใส่ใจเรื่องการเลี้ยงลูกท่ามกลางธรรมชาติ และกลุ่มคนรักสุขภาพ (Wellness Seekers) ที่มองหาอากาศบริสุทธิ์ใจกลางเมือง
การตลาดเชิงประสบการณ์ (Experiential Marketing) โครงการไม่ได้ขายเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่ขาย วิถีชีวิต (Lifestyle) ผ่านการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัส เดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ และสูดอากาศบริสุทธิ์จริง สร้างความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Connection) ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
หนังสือปลูกป่าอย่างง่ายแบบมิยาวากิ
The Forestias ร่วมกับสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์, บริษัท MQDC ในเครือ DTGO, มูลนิธิไร่เชิญตะวัน และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และเทคนิคการสร้างป่าโดยวิธีมิยาวากิ ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ และแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำไปใช้ทั่วโลก และเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายร่วมมือกันประชาสัมพันธ์และขยายผลการสร้างป่าแบบมิยาวากิ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเกาะความร้อนในเมืองและการสูญเสียความความหลากหลายทางชีวภาพ
หนังสือ ‘มาสร้างป่ายั่งยืน 9,000 ปี โดยวิธีมิยาวากิ’ เป็นการรวบรวมผลงานของ อากิระ มิยาวากิจากหนังสือ Let’s create indigenouse forest continuing for millennia! From Japan to the world edited by Association for promoting creation of indigenouse forests by Miyawaki medthod หนังสือต้นฉบับเป็นภาษาญี่ปุ่น หนา 710 หน้า เนื้อหาการอธิบายการสร้างป่าแบบมิยาวากิ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากทั่วญี่ปุ่นสู่ทั่วโลก เป็นวิธีการสร้างป่าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังสร้างป่าที่จะมีอายุยืนยาวถึง 9,000 ปี โดยฉบับภาษาไทยความหนา 382 หน้า ราคาปก 300 บาท
การจัดพิมพ์หนังสือฉบับภาษาไทยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และเทคนิคการสร้างป่าโดยวิธีมิยาวากิ ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ และแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำไปใช้ทั่วโลก และเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายร่วมมือกันประชาสัมพันธ์และขยายผลการสร้างป่าแบบมิยาวากิ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเกาะความร้อนในเมืองและการสูญเสียความความหลากหลายทางชีวภาพ
แนวคิด วิธีมิยาวากิ
‘เราคงต้องเผชิญกับวิกฤตการสูญพันธุ์ หากมนุษย์สูญสิ้นความรู้สึกเชื่อมโยงกับผืนป่า นั่นเป็นเพราะตัวมนุษย์เองก็เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้เช่นกัน’
— อากิระ มิยาวากิ ให้สัมภาษณ์กับสื่อด้านสิ่งแวดล้อม Atmos
งานเปิดตัวหนังสือมีการบรรยายพิเศษ โดยพระอาจารย์เมธีวชิโรดม (ว. วชิรเมธี) เรื่องการปลูกป่ามิยาวากิ และการจัดตั้งโรงเรียนสอนปลูกป่ามิยาวากิ ที่ไร่เชิญตะวัน และเสวนาพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือแปลทั้งสองเล่มจากผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ได้นำแนวคิดการปลูกป่าแบบมิยาวากิ มาเผยแพร่ในประเทศไทย



