ตลาดทุนไทยในเกม OECD สู่แหล่งทุน new economy

24 ส.ค. 2569 - 11:58

  • โลกกำลังสร้าง “ทางด่วนของเงินทุน” เส้นใหม่ ตลาดทุนไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายหุ้น แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ชี้ว่าเงินจะไหลไปหาใคร และอุตสาหกรรมไหนจะเติบโต

  • ตลาดทุนไทย “ใหญ่” แต่ยังไม่แข็งแรงทุกมิติ ตลาดหุ้นและตลาดหุ้นกู้มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับ GDP แต่บริษัทขนาดเล็กและธุรกิจเติบโตสูงยังเข้าถึงตลาดทุนได้จำกัด

  • โจทย์ OECD ไม่ใช่แค่เรื่องหุ้นขึ้นหรือลง แต่คือการทำให้เงินออม เงินลงทุน และเงินทุนระยะยาวไหลไปสร้างบริษัทใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และโอกาสใหม่ให้กับคนไทย

ตลาดทุนไทยในเกม OECD สู่แหล่งทุน new economy

เมื่อ “เงินทุน” กลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของโลก

จากตลาดหุ้นสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ไทยมีเงินทุนมากแค่ไหน แต่คือเงินกำลังไหลไปสร้างเศรษฐกิจแบบไหน ตัวเลข 29 ล้านล้านดอลลาร์ อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก

OECD ประเมินว่า ในปี 2026 รัฐบาลและบริษัททั่วโลกจะระดมทุนผ่านตลาดการเงินประมาณ 29 ล้านล้านดอลลาร์ขณะที่หนี้ของรัฐบาลและภาคเอกชนทั่วโลกรวมกันอยู่ที่ราว 109 ล้านล้านดอลลาร์

ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “เงินทุน” กลายเป็นทรัพยากรสำคัญไม่แพ้พลังงาน เทคโนโลยี หรือแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ต้องใช้เงินมหาศาล บริษัทจำนวนมากจึงไม่สามารถพึ่งพาเงินทุนภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าถึงเงินทุนจากตลาดภายนอก

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ตลาดทุนมีเงินมากแค่ไหน?” แต่ต้องถามต่อว่า “เงินเหล่านั้นกำลังถูกส่งไปสร้างเศรษฐกิจแบบไหน?”

ไทยมีตลาดทุนใหญ่ แต่ยังใช้พลังไม่เต็มที่

ประเด็นสำคัญจาก OECD Capital Market Review of Thailand 2025 OECD ไม่ได้มองว่าตลาดทุนไทยเล็กหรือไม่มีศักยภาพ ตรงกันข้าม ไทยมีตลาดทุนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ ณ สิ้นปี 2024 ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าประมาณ 96% ของ GDP สูงเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน รองจากมาเลเซีย

ขณะที่ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนมีขนาดประมาณ 22% ของ GDP และถือว่าใหญ่ที่สุดในอาเซียน แปลเป็นภาษาง่าย ๆ คือ ไทยไม่ได้ขาด “ตลาดทุน” แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่า “ตลาดทุนกำลังทำงานได้เต็มศักยภาพหรือไม่”

บริษัทขนาดเล็กและธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงยังเข้าถึงตลาดทุนได้ค่อนข้างจำกัด ตัวอย่างชัดเจนคือ mai ซึ่งควรเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับบริษัทขนาดเล็ก แต่มีมูลค่าตลาดเพียงประมาณ 2% ของ GDP ขณะที่บางประเทศในอาเซียนอยู่ที่ระดับ 8-10%

จึงอาจเปรียบได้ว่า ไทยมี “ถนนใหญ่” แล้ว แต่รถของธุรกิจรุ่นใหม่ยังขึ้นถนนได้ไม่มากพอ

ตลาดทุนที่ดี ไม่ใช่แค่ตลาดที่หุ้นขึ้น

เวลาพูดถึงตลาดทุน เรามักมองผ่านตัวเลข SET Index หรือมูลค่าการซื้อขาย แต่ OECD กำลังชวนให้มองกว้างกว่านั้น ตลาดทุนที่มีประสิทธิภาพควรทำหน้าที่อย่างน้อย 3 เรื่อง คือ ระดมเงินทุนเพื่อการเติบโต เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับระบบการเงินโดยรวม ดังนั้น ตลาดหุ้นที่ดัชนีปรับตัวขึ้น ไม่ได้หมายความว่าตลาดทุนกำลังทำงานได้ดีที่สุดเสมอไป

เพราะถ้าเงินส่วนใหญ่ยังไหลเข้าสู่บริษัทขนาดใหญ่ ถ้า SME และบริษัทเทคโนโลยียังเข้าถึงเงินทุนได้ยาก ถ้าธุรกิจใหม่ใช้เวลานานกว่าจะเข้าตลาด หรือหากนักลงทุนยังมีข้อกังวลเรื่องธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูล ตลาดทุนก็อาจมีขนาดใหญ่ แต่ยังไม่สามารถเป็น “เครื่องยนต์การเติบโต” ได้อย่างเต็มที่

SME คือบททดสอบสำคัญ

โจทย์ใหญ่ของไทยคือ ทำอย่างไรให้บริษัทขนาดเล็กและธุรกิจที่กำลังเติบโตเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น เพราะธุรกิจกลุ่มนี้ต้องการเงินทุนมาก แต่กลับมีทางเลือกจำกัด ธนาคารต้องการหลักประกัน นักลงทุนต้องการประวัติผลประกอบการ ตลาดหุ้นต้องการมาตรฐานด้านข้อมูลและธรรมาภิบาล ขณะที่ Startup จำนวนมากยังไม่มีสินทรัพย์หรือกำไรเพียงพอ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ช่องว่างทางการเงิน” ปัญหาไม่ได้แปลว่าในระบบไม่มีเงิน แต่คือ เงินที่มีอยู่ไม่ได้ไหลไปถึงธุรกิจที่ต้องการเงินเพื่อเติบโตเสมอไป

OECD จึงเสนอให้ไทยทำให้กระบวนการเข้าสู่ตลาดทุนคล่องตัวขึ้น ทั้งการลดระยะเวลาอนุมัติ ลดภาระด้านเอกสาร และพัฒนาตลาดอย่าง mai และ LiVEx ให้เป็นช่องทางระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดเล็กได้จริง เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตลาดหุ้น แต่เป็นเรื่องของ นโยบายอุตสาหกรรม เพราะถ้าไทยต้องการสร้างบริษัทเทคโนโลยีของตัวเอง การมีตลาดทุนที่สามารถรองรับบริษัทเหล่านี้ได้ ก็ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ต่างจาก Digital Infrastructure

จาก “เงินธนาคาร” สู่ “เงินหลายกระเป๋า”

และโจทย์สำคัญคือ เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาระบบธนาคารสูง OECD มองว่าประเทศไทยควรเพิ่มบทบาทของ Private Equity และ Venture Capital โดยเฉพาะเงินทุนสำหรับธุรกิจระยะเริ่มต้น หรือ Early-stage funding คำถามในอนาคตไม่ใช่เพียง “มีเงินหรือไม่มีเงิน?” แต่คือ “เงินแบบไหน เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?” บริษัทขนาดใหญ่อาจระดมทุนผ่านหุ้นกู้ บริษัทที่พร้อมเติบโตอาจเข้าตลาดหุ้น Startup อาจต้องใช้ Venture Capital

SME อาจใช้ Private Equity, Crowdfunding หรือสินเชื่อรูปแบบใหม่ ตลาดทุนยุคใหม่จึงไม่ควรมี “ประตูเดียว” แต่ควรมี “หลายประตู” ให้ธุรกิจเลือกใช้ตามช่วงชีวิต ขนาด และระดับความเสี่ยง

ตลาดหุ้นกู้ใหญ่แล้ว แต่โจทย์ต่อไปคือ “คุณภาพ”

ตลาดหุ้นกู้ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของไทย OECD ระบุว่า ตลาดหุ้นกู้ไทยมีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และ ณ สิ้นปี 2024 นักลงทุนรายย่อยถือครองหุ้นกู้เอกชนประมาณ 40% ของยอดคงค้าง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติถือครองไม่ถึง 1%

ตัวเลขนี้สะท้อนทั้ง โอกาสและความเสี่ยง เพราะเมื่อประชาชนเข้ามาถือหุ้นกู้มากขึ้น ตลาดทุนก็ไม่ได้เป็นเรื่องของนักลงทุนมืออาชีพอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินออมของประชาชน โจทย์จึงไม่ใช่แค่ “ทำอย่างไรให้บริษัทออกหุ้นกู้ได้มากขึ้น?” แต่ต้องถามว่า “ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจว่ากำลังรับความเสี่ยงอะไร?”

เรื่องอย่างเงื่อนไขคุ้มครองเจ้าหนี้ (covenants) การเปิดเผยข้อมูล และกลไกจัดการเมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้ จึงมีความสำคัญมากขึ้น ตลาดหุ้นกู้ที่ดีจึงไม่ได้วัดกันที่ “ขนาด” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดที่ คุณภาพและความเชื่อมั่น ด้วย

ESG กำลังเปลี่ยนจาก “ภาพลักษณ์” เป็น “ภาษาของเงินทุน”

อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการเติบโตของ Sustainable Finance พันธบัตรและเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนสถาบันทั่วโลกนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน

นั่นหมายความว่า บริษัทในอนาคตอาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่า

“ใครทำกำไรได้มากกว่า?” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า

“กำไรนั้นสร้างขึ้นอย่างไร และมีความเสี่ยงอะไรซ่อนอยู่?”

การเปิดเผยข้อมูล ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และธรรมาภิบาลของบริษัท จึงมีผลต่อความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนมากขึ้น

ESG จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงรายงานความยั่งยืน แต่กำลังกลายเป็น “ภาษาที่ธุรกิจใช้สื่อสารกับเงินทุน”

เงินออมระยะยาว อาจกลายเป็นทุนสร้างเศรษฐกิจใหม่

โครงสร้างตลาดทุนโลกกำลังเปลี่ยนจากตลาดที่มีนักลงทุนรายย่อยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ไปสู่ตลาดที่ผู้ลงทุนสถาบันมีบทบาทมากขึ้น กองทุนรวม กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน และ ETF กลายเป็นกลไกสำคัญในการเคลื่อนย้ายเงินทุน

OECD ระบุว่า นักลงทุนสถาบันถือหุ้นประมาณ 47% ของมูลค่าตลาดทุนทั่วโลสำหรับไทย จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เงินออมระยะยาวของคนไทยกำลังถูกนำไปลงทุนที่ไหน?และเงินเหล่านี้สามารถกลายเป็น Long-term Capital ให้กับบริษัทไทยรุ่นใหม่ได้มากขึ้นหรือไม่ หากทำได้ ตลาดทุนจะเปลี่ยนจาก “ตลาดซื้อขายสินทรัพย์” ไปเป็น เครื่องมือสร้างอุตสาหกรรมใหม่

AI กำลังเปิดสนามแข่งขันใหม่ให้ตลาดทุน

อีกแรงเปลี่ยนสำคัญคือ Digital Finance และสินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยีทำให้ต้นทุนการเข้าถึงตลาดลดลง นักลงทุนสามารถเข้าถึงหุ้น กองทุน พันธบัตรต่างประเทศ และสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกัน Traditional Finance ก็กำลังเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น

ตลาดทุนในอนาคตจึงอาจไม่ได้มีแค่หุ้นและหุ้นกู้ แต่รวมถึง Tokenisation, Digital Assets และ AI-driven Investment นี่คือสนามที่ไทยต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

6 เรื่องที่ไทยต้องเปลี่ยน

หากแปลงข้อเสนอของ OECD จากภาษาการเงินให้เป็นภาษานโยบาย จะเห็นโจทย์สำคัญอย่างน้อย 6 เรื่อง

เปิดตลาดทุนให้บริษัทเล็กง่ายขึ้น ไม่ใช่ลดมาตรฐาน แต่ลดต้นทุนและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

ทำให้ตลาดทุนรองรับ New Economy ไม่ใช่รองรับเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่และธุรกิจแบบเดิม

ยกระดับธรรมาภิบาล เพราะความเชื่อมั่นคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของตลาดทุน

เพิ่มบทบาทนักลงทุนสถาบัน เปลี่ยนเงินออมระยะยาวให้กลายเป็นทุนระยะยาวสำหรับเศรษฐกิจ

สร้าง Private Capital ให้แข็งแรง โดยเฉพาะ Venture Capital และ Private Equity

ทำให้ประชาชนเข้าถึงตลาดทุนและเข้าใจความเสี่ยง Financial Inclusion ไม่ควรจบแค่การมีบัญชีธนาคาร แต่ควรรวมถึงโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว

OECD กำลังถามไทยว่า “ตลาดทุนกำลังสร้างเศรษฐกิจแบบไหน?”

รายงาน OECD ไม่ได้บอกว่าตลาดทุนไทยล้มเหลว ตรงกันข้าม ไทยมีตลาดทุนขนาดใหญ่และมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับอยู่แล้ว แต่สิ่งที่รายงานกำลังชี้ให้เห็นคือศักยภาพของตลาดทุนไทยยังถูกใช้ไม่เต็มที่

การพัฒนาตลาดทุนจึงไม่สามารถแยกออกจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และธรรมาภิบาลได้ เพราะตลาดทุนจะเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ หากกติกาทางธุรกิจขาดความแน่นอนและความเชื่อมั่น

นี่ทำให้เรื่อง “ตลาดทุน” เชื่อมโยงไปถึงคำถามที่ใหญ่กว่าการเดินหน้าเข้าสู่ OECD นั่นคือ ประเทศไทยต้องการเป็นเศรษฐกิจแบบไหนในอีก 10-20 ปีข้างหน้า?

ถ้าต้องการสร้างบริษัทเทคโนโลยีไทย ต้องมีเงินทุนสำหรับ Tech Companies ถ้าต้องการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต้องมี Green Finance ถ้าต้องการให้ SME โตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ต้องมี Growth Capital ถ้าต้องการลดความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่ง ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนระยะยาว และถ้าต้องการเดินหน้าเข้าสู่ OECD กติกาตลาดทุนต้องสามารถเทียบเคียงมาตรฐานสากลได้ ไม่ใช่เพียงปรับกฎหมายเพื่อให้ผ่าน Checklist แต่ต้องปรับ “วิธีที่เงินทุนไหลผ่านระบบเศรษฐกิจ”

ตัวชี้วัดความสำเร็จของตลาดทุนอาจไม่ใช่ SET Index เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นคำถามง่าย ๆ ว่า บริษัทหน้าใหม่หาเงินทุนได้หรือไม่? SME สามารถโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ได้หรือไม่? Startup ไทยมีเงินทุนระยะยาวเพียงพอหรือไม่? ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของการเติบโตของประเทศหรือไม่? และคำถามที่สำคัญที่สุดคือ

เงินออมของประเทศกำลังถูกส่งไปสร้างอนาคต หรือกำลังวนอยู่ในระบบเดิม? ในโลกที่รัฐบาลและบริษัททั่วโลกกำลังเตรียมระดมทุนถึง 29 ล้านล้านดอลลาร์ในปีเดียว เงินทุนกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันระดับโลก ประเทศไทยอาจมีตลาดทุนที่ “ใหญ่พอ” แล้ว แต่โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้ตลาดทุนไทย “ฉลาดพอ”

ฉลาดพอที่จะรู้ว่าเงินควรไปอยู่ที่ไหน ฉลาดพอที่จะเปิดประตูให้ธุรกิจรุ่นใหม่ และฉลาดพอที่จะทำให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของการเติบโตของประเทศ เพราะบททดสอบสำคัญของไทยบนเส้นทาง OECD อาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนกฎให้เหมือน OECD แต่คือการเปลี่ยน วิธีที่ประเทศไทยสร้าง จัดสรร และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ตลาดทุนเพื่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์