‘ไชยชนก’ แจงดราม่า TH-AI Passport ยันไม่มี ‘ยอดผี’ เผย Active User กว่า 5 แสน เร่งอัปเดตตัวเลข ชี้ผลลัพธ์ AI เพี้ยนอาจเกิดจากใช้โมเดลผิดประเภท
กรณีแพลตฟอร์ม TH-AI Passport ถูกตั้งคำถามเรื่องการไม่เปิดเผยตัวเลข ‘Active User’ ต่อเนื่อง หลังมีการรายงานยอดผู้ใช้งานเพียงช่วงเปิดตัว และไม่มีการอัปเดตตัวเลขต่อสาธารณะตลอด 3 วันที่ผ่านมา โดยประเด็นดังกล่าวนำไปสู่ข้อสงสัยว่า ตัวเลขผู้ใช้งานจริงมีจำนวนเท่าใด และจะสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างไร เนื่องจากจำนวน Active User มีความเกี่ยวข้องกับกลไกการคิดค่าใช้บริการของโครงการ
ล่าสุด ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาชี้แจงว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น TH-AI Passport มีผู้ใช้งานอยู่ที่ประมาณ 500,000 กว่าคน ไม่ใช่ตัวเลขหลักแสนต้น ๆ ที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้ พร้อมยืนยันว่า ไม่มีกรณี “ยอดผี” หรือการตกแต่งตัวเลข และทีมงานอยู่ระหว่างการอัปเดตตัวเลขให้เป็นปัจจุบันและสามารถติดตามได้
ไชยชนก ระบุว่า ตัวเลขที่มีการพูดถึงก่อนหน้านี้เป็นเพียงจำนวนผู้ใช้งานในช่วง 09.00-10.00 น. ของวันที่เปิดใช้งาน ไม่ใช่ยอด Active User ทั้งหมดในปัจจุบัน ขณะที่ยอดผู้ลงทะเบียนล่าสุดอยู่ที่กว่า 1.3 ล้านคน
“ทุกอย่างตรวจสอบได้ ไม่มีเรื่องยอดผีแน่นอน” พร้อมระบุว่าเรื่องการแสดงผลตัวเลขยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และควรมีข้อมูลให้ประชาชนสามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดโจทย์ใหม่ ‘ลงทะเบียนเยอะ แต่ใช้งานจริงต้องไปให้ถึง’
รัฐมนตรีดีอียังยอมรับว่า แม้ยอดลงทะเบียนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระยะหลังเริ่มเห็นการชะลอตัวของการลงทะเบียน ซึ่งสะท้อนปัญหาอีกด้านของการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึง AI นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
จากข้อมูลที่กระทรวงติดตามพบว่า ผู้ลงทะเบียนส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ขณะที่กลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการให้เข้าถึง AI มากขึ้น เช่น นักศึกษา ครู และประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้ ยังมีอุปสรรคเรื่องค่าอินเทอร์เน็ต
ไชยชนก กล่าวว่า รัฐบาลจึงอยู่ระหว่างหารือแนวทางทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในราคาที่ถูกลง โดยได้ประสานกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อร่วมกันผลักดันเรื่องดังกล่าวแล้ว
มุมนี้ทำให้โจทย์ของ TH-AI Passport ไม่ได้อยู่เพียงแค่การนำ AI มาให้ประชาชนใช้งานฟรี แต่ขยายไปถึง ‘Digital Access’ ว่าประชาชนที่รัฐต้องการให้เข้าถึง AI สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้บริการได้จริงหรือไม่
ผลลัพธ์ AI เพี้ยน ไม่ได้แปลว่าแพลตฟอร์มมีปัญหา
อีกประเด็นที่กลายเป็นกระแสหลังเปิดใช้งาน คือผู้ใช้งานบางส่วนทดลองใช้ TH-AI Passport แล้วพบว่าผลลัพธ์ไม่ตรงกับที่คาดหวัง หรือเมื่อเปรียบเทียบกับบริการ AI ที่ใช้งานฟรีอยู่แล้วกลับให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน
ไชยชนก อธิบายว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า TH-AI Passport ไม่ใช่ผู้สร้างโมเดล AI ขึ้นมาเอง แต่เป็นแพลตฟอร์มที่นำโมเดล AI จากผู้ให้บริการเอกชนหลายรายเข้ามารวมไว้ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้
ดังนั้น หากป้อนภาษาไทยแล้วได้ผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยน หรือผลลัพธ์ไม่ตรงกับความต้องการ ปัจจัยหนึ่งอาจมาจาก สมรรถนะของโมเดลที่เลือกใช้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของแพลตฟอร์มโดยตรง
รัฐมนตรีดีอีกล่าวว่า การพัฒนาโมเดล AI ของไทยให้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าโมเดลระดับโลกอย่าง OpenAI หรือ Gemini เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก รัฐจึงเลือกแนวทางนำโมเดลของเอกชนเข้ามาให้บริการผ่านแพลตฟอร์มแทน
‘AI ถูกตัว’ สำคัญไม่แพ้ ‘AI เก่ง’
ประเด็นที่น่าสนใจจากคำชี้แจงครั้งนี้คือ คุณภาพของคำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าโมเดลใด ‘เก่งกว่า’ เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเลือกโมเดลถูกกับงานหรือไม่
ไชยชนก ยกตัวอย่างว่า โมเดลแต่ละตัวมีจุดเด่นแตกต่างกัน บางโมเดลเหมาะกับการเขียนโค้ด บางโมเดลเหมาะกับการสร้างภาพ หรือบางโมเดลเหมาะกับงานประเภทอื่น ดังนั้นหากนำโมเดลที่ถูกออกแบบมาให้เก่งด้านหนึ่งไปใช้กับงานอีกประเภท ก็อาจทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่า AI ให้ผลลัพธ์ด้อยกว่าบริการที่ใช้อยู่เดิม
สำหรับ TH-AI Passport จึงมีการแนะนำภายในแพลตฟอร์มว่าโมเดลแต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแบบใด โดยรัฐบาลมองว่าการเปิดให้ประชาชนทดลองหลายโมเดลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย คือส่วนหนึ่งของเป้าหมายโครงการ เพื่อให้ผู้ใช้ค้นพบว่า โมเดลใดเหมาะกับงานของตัวเอง
สั่งทีมงานปรับ ‘โมเดลพื้นฐาน’ เป็นตัวที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ไชยชนกยอมรับว่า ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงในประสบการณ์ใช้งาน โดยเฉพาะกรณีที่ระบบตั้งค่าเริ่มต้นเป็นโมเดลพื้นฐาน หากผู้ใช้ไม่ได้เลือกเปลี่ยนโมเดลด้วยตัวเอง ก็อาจได้รับผลลัพธ์จากโมเดลระดับพื้นฐาน และนำไปสู่การเปรียบเทียบกับบริการ AI ที่ใช้อยู่เดิมแล้วรู้สึกว่า TH-AI Passport ให้ผลลัพธ์ด้อยกว่า
จึงได้แจ้งทีมงานให้พิจารณาปรับการตั้งค่าเริ่มต้นให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง โมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้ง่ายขึ้น
เมื่อถูกถามว่าจะทำให้ต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้นหรือไม่ ไชยชนก ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ควรเป็นภาระของประชาชน แต่เป็นเรื่องที่คู่สัญญาต้องบริหารจัดการ เพราะเจตนาของรัฐบาลคือการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ
จาก ‘AI ฟรี’ สู่โจทย์ Personalization
อีกคำอธิบายที่น่าสนใจคือ เหตุใดผู้ใช้บางรายจึงรู้สึกว่า AI ที่ใช้งานฟรีอยู่เดิมให้คำตอบดีกว่า TH-AI Passport ในข้อนี้ ไชยชนก ระบุว่า ผู้ใช้งานที่ใช้ AI เดิมมาเป็นเวลานานอาจมีข้อมูล ชุดคำสั่ง และรูปแบบการใช้งานที่ทำให้ AI สามารถปรับตัวเข้ากับผู้ใช้ได้มากขึ้น จึงให้คำตอบที่ตรงกับความต้องการมากกว่า
ขณะที่การเข้ามาใช้งานผ่าน TH-AI Passport เป็นการเริ่มต้นใหม่ หากไม่มีการนำข้อมูลหรือชุดคำสั่งที่ผู้ใช้เคยสร้างไว้มาเชื่อมต่อ ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจแตกต่างกัน
รัฐมนตรีดีจึงแนะนำให้ผู้ใช้งานนำข้อมูลหรือสิ่งที่เคยสร้างไว้จากบริการ AI ที่ใช้อยู่เดิมมาเชื่อมกับแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้ระบบสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้มากขึ้น พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้งานทดลองหลายโมเดลและตรวจสอบว่าใช้งานโมเดลพื้นฐานหรือโมเดลระดับโปร
จุดชี้ขาดไม่ใช่แค่ ‘1.3 ล้านคน’ แต่คือคนใช้จริงเท่าไร
คำชี้แจงของรัฐมนตรีดีอีทำให้ภาพของ TH-AI Passport มีตัวเลขสำคัญอยู่ 2 ชุด คือ ยอดลงทะเบียนกว่า 1.3 ล้านคน และ ยอด Active User ปัจจุบันกว่า 500,000 คน แต่สิ่งที่ยังต้องติดตามคือการทำให้ตัวเลขดังกล่าว ตรวจสอบได้และอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อ Active User เป็นตัวแปรสำคัญที่สะท้อนการใช้งานจริงของโครงการ
เพราะในมุมเศรษฐกิจดิจิทัล การวัดความสำเร็จของแพลตฟอร์ม AI ภาครัฐจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่จำนวนคนที่ ‘ลงทะเบียน’ แต่ต้องดูต่อว่า ประชาชนเข้ามาใช้งานจริงมากน้อยเพียงใด ใช้กับงานอะไร ใช้งานต่อเนื่องหรือไม่ และผลลัพธ์ที่ได้มีคุณภาพเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนกลับมาใช้ซ้ำหรือไม่
ขณะเดียวกัน การเปิดเผยตัวเลข Active User อย่างต่อเนื่องจะเป็นส่วนสำคัญในการตอบคำถามเรื่อง ความคุ้มค่าของโครงการและความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้
ดังนั้น ดราม่า TH-AI Passport รอบนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่อง ‘ยอดผู้ใช้งานหายไปไหน’ แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ รัฐบาลจะพิสูจน์อย่างไรว่า AI ที่เปิดให้คนไทยใช้ฟรี สามารถสร้าง ‘การใช้งานจริง’ และ ‘คุณค่าจริง’ ได้มากพอ เมื่อเทียบกับต้นทุนที่รัฐต้องจ่าย
และนี่คือโจทย์สำคัญที่ต้องวัดกันต่อจากนี้ เมื่อกระแสความตื่นตัวในช่วงเปิดตัวเริ่มเปลี่ยนเป็น การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ของประชาชน




