ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นบททดสอบสำคัญ เพราะ ปตท. ต้องบริหารสองบทบาทพร้อมกัน คือ รัฐวิสาหกิจที่ต้องรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศและบริษัทจดทะเบียนที่ต้องสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น
คำตอบคือการบริหารทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง การมีเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก ไปจนถึงการลงทุนเพิ่มความยืดหยุ่นของโรงกลั่น เพื่อให้สามารถรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง
ผลลัพธ์สะท้อนผ่านกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือ 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 กลุ่มบริษัทสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในองค์กรผ่าน Profit Enhancement Initiatives ได้กว่า 8,700 ล้านบาท ขณะที่มาตรการสนับสนุนภาครัฐและการบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานมีมูลค่าประเมินราว 17,500 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของ ปตท. ประมาณ 8,500 ล้านบาท

LNG จากความมั่นคงพลังงาน สู่เกมระดับโลก
ดร.คงกระพัน กล่าวอีกว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการขยายธุรกิจ LNG โดยใช้เครือข่ายการค้าระหว่างประเทศเพื่อกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทย
ปตท. ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio เป็น 3.7 ล้านตันในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตันในปี 2578 นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการนำเข้า LNG แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทของ ปตท. จากผู้จัดหาพลังงานให้ประเทศ ไปสู่การเป็น Global LNG Player ที่ใช้เครือข่ายการค้าและพันธมิตรทั่วโลกเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน

จังหวะสำคัญคือประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงานและพันธมิตร จัดเวทีแลกเปลี่ยนระดับโลกเกี่ยวกับทิศทางก๊าซธรรมชาติ LNG และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ขณะเดียวกัน ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นจะเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลก พร้อมปรับกลยุทธ์รับทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัจจัยจาก Government Intervention ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนสมการตลาดพลังงาน
จาก Energy Security สู่ Energy Trilemma ด้วย AI + Clean Energy
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท. กล่าวอีกว่า แม้ Hydrocarbon ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่ ปตท. มีความเชี่ยวชาญ แต่โจทย์ระยะยาวไม่ได้จบที่น้ำมันและก๊าซ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ปตท. จึงวางกรอบการเติบโตบนแนวคิด Energy Trilemma 3 ด้าน คือ
Securityความมั่นคงทางพลังงาน Affordability/Competitiveness ราคาพลังงานที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้ พร้อมความสามารถในการแข่งขัน และ Sustainability การเติบโตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
“หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2571 รวมถึงโครงการ I-SPARK ที่มุ่งเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
ขณะเดียวกัน ปตท. กำลังเร่ง Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS ที่นำ Digital Tools และ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมยกระดับ Supply Chain และ Marketing ผ่านโครงการ P1 และ D1 รวมถึง Financial Excellence หรือ F1 เพื่อควบคุมต้นทุนและกระแสเงินสด

เมื่อ “วิกฤตพลังงาน” ไม่ได้วัดกันที่ใครมีทรัพยากรมากที่สุด
ดร.คงกระพัน กล่าวอีกว่า ภาพของ ปตท. ในครึ่งแรกปี 2569 จึงน่าสนใจมากกว่าตัวเลขกำไร 78,263 ล้านบาท เพราะบททดสอบจริงอยู่ที่ว่า เมื่อโลกเผชิญทั้งสงคราม ความผันผวนของราคาพลังงาน การแข่งขันด้าน LNG และแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด องค์กรพลังงานของไทยจะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “ความมั่นคง–ความสามารถในการแข่งขัน–ความยั่งยืน” ได้แค่ไหน
ปตท. กำลังเลือกคำตอบด้วยการ แข็งแรงจากธุรกิจหลัก ใช้เครือข่ายระดับโลกกระจายความเสี่ยง ใช้ AI และดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพ และลงทุนในเทคโนโลยีลดคาร์บอน ทิศทางนี้ สอดคล้องกับการที่ ปตท. ยังคงครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการจัดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
“ในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. จึงไม่ได้วางเป้าหมายเพียงการเป็นบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ แต่ต้องการขยับบทบาทสู่ National Champion ที่เชื่อมศักยภาพธุรกิจไทยเข้ากับตลาดโลก”
โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ “ปตท. จะโตแค่ไหน” แต่คือ ปตท. จะเติบโตอย่างไรในโลกที่ความมั่นคงทางพลังงานกับการลดคาร์บอนกำลังกลายเป็นโจทย์เดียวกัน และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สุดของกลยุทธ์ ปตท. ในทศวรรษใหม่




