เมื่อคำว่า “ความยั่งยืน” กลายเป็นตัวชี้วัดใหม่ในภาคธุรกิจ แบรนด์ค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่อาจยืนอยู่บนโมเดลการผลิตแบบเดิมได้อีกต่อไป ล่าสุด ยูนิโคล่ ประเทศไทย ประกาศเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2569 พร้อมขยายโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นระบบ สะท้อนความพยายามปรับบทบาทจากผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้า ไปสู่การเป็นผู้บริหารวงจรชีวิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนเพื่อสังคมไทยและคนไทย ผ่านปรัชญาของแบรนด์ “ปลดล็อกพลังแห่งเสื้อผ้า” (Unlocking the Power of Clothing) ซึ่งมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายคุณภาพสูงให้กลายเป็น “พลังแห่งความดี” (Force for Good) โดยให้ความสำคัญกับผู้คน (People) โลก (Planet) และชุมชน (Community) ด้วยการสานต่อกิจกรรมด้านความยั่งยืนระดับโลกในไทย ในวาระฉลองครบรอบ 15 ปีของยูนิโคล่ ประเทศไทย
โดยในรอบปีที่ผ่านมา ยูนิโคล่ ประเทศไทยเดินหน้าโครงการด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การส่งต่อเสื้อผ้ายูนิโคล่สภาพดีที่ได้รับบริจาคให้ผู้ที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2555 จนถึงการเปิดตัว RE.UNIQLO STUDIO เพื่อรับซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า รวมถึงโครงการ RE.UNIQLO Warmth for All ที่บริจาคเสื้อกันหนาวจำนวน 50,000 ชิ้น ซึ่งสะท้อนการผสานแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้าด้วยกัน

โยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอด 15 ปี ที่ยูนิโคล่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราไม่ได้เพียงขยายร้านสาขาเพื่อให้คนไทยเข้าถึงไอเทมไลฟ์แวร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยูนิโคล่ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมด้านความยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย เพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทย และสร้างสังคมที่น่าอยู่ในประเทศไทย เราลงมือทำกิจกรรมด้านความยั่งยืนอย่างครบวงจร ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน ผ่านกิจกรรมระดับโลกของบริษัทแม่ในเมืองไทย รวมถึงริเริ่มโครงการด้านความยั่งยืนต่างๆ ซึ่ง ยูนิโคล่ ประเทศไทย ริเริ่มขึ้นมาเพื่อตอบสนองกับสังคมไทยโดยเฉพาะ ผ่านการร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เรายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสานต่อโครงการและกิจกรรมด้านความยั่งยืนของยูนิโคล่ ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคมไทย
ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมจาก “เสื้อผ้า” สู่ “วงจรชีวิตที่ยั่งยืน”
ยูนิโคล่กำลังหลุดพ้นจากลูปของ “ผลิต–ขาย–ทิ้ง” ในอุตสาหกรรมแฟชั่นแบบดั้งเดิม โดยการนำแนวคิด Circular Economy มาปรับใช้จริงในบริบทไทยผ่านโครงการ RE.UNIQLO ที่แบ่งเป็น 3 แนวทางหลักคือ
- REDUCE – ลดการทิ้งเสื้อผ้าด้วยการซ่อมแซมและปรับโฉม
- REUSE – ส่งต่อเสื้อผ้าให้ผู้ต้องการ
- RECYCLE – แปลงเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้งานต่อเป็นวัสดุอื่น
การดำเนินกิจกรรมลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณของเสื้อผ้าที่กลายเป็นขยะ แต่ยังเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคต่อ “การใช้ซ้ำ” และ “การซ่อมแซม” ให้กลายเป็นทางเลือกที่มีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ด้วยจำนวนการใช้บริการซ่อมแซมเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้นกว่า 110% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มตอบรับแนวคิดนี้มากขึ้น
จากขยะสิ่งทอสู่ทรัพยากรหมุนเวียน
ในมิติการจัดการขยะ ยูนิโคล่ร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อพัฒนาการคัดแยกและรีไซเคิลขยะภายในร้านยูนิโคล่ทุกสาขา ทั้งกระดาษ พลาสติก และวัสดุอื่นๆ โดยขยายความร่วมมือกับ SCGP ตั้งแต่ปี 2565 และจับมือกับโครงการ Recycle Day ในปี 2567 เพื่อให้การจัดการขยะเป็นระบบและตรวจสอบได้ ส่งผลให้ร้านยูนิโคล่ 50 สาขาสามารถคัดกรองขยะ 5 ประเภทอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบและสร้างเส้นทางนำกลับมาใช้ใหม่หรือแปรสภาพเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความพยายามนี้สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิด “Zero Landfill” ไม่ใช่เพียงคำพูด แต่เป็นแนวปฏิบัติที่ธุรกิจค้าปลีกสามารถลงมือทำในระดับปฏิบัติจริง และเป็นรูปธรรม
การจัดการมลพิษและการสร้างความตระหนักในชุมชน
ปัญหาฝุ่น PM2.5 กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนเมือง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่เมืองใหญ่ ยูนิโคล่ได้ริเริ่มโครงการ PM2.5 Warrior Award เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับคุณภาพอากาศอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งร่วมออกแบบกิจกรรมแก้ปัญหาที่สามารถปฏิบัติได้จริงในชุมชนและโรงเรียน ซึ่งช่วยสร้าง “นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่” ที่มีความเข้าใจทั้งด้านวิทยาศาสตร์ มลพิษ และการจัดการเชิงรุก

เมื่อเสื้อผ้ากลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
สำหรับยูนิโคล่ เสื้อผ้าไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน ผ่านกิจกรรมอย่างการบริจาคเสื้อผ้าในภาวะวิกฤติ เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว หรือความไม่สงบตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐานในช่วงที่ผู้คนต้องการความช่วยเหลือ
นอกจากการบริจาคเสื้อผ้าแล้ว ยูนิโคล่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรที่มีภารกิจด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน การสนับสนุนทักษะชีวิตและทักษะอาชีพในชุมชนแออัดหมายถึงการลงทุนในมนุษย์ที่จะส่งผลระยะยาวต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

มองกรอบความยั่งยืนใหม่
สิ่งที่ยูนิโคล่ ประเทศไทย กำลังทำคือการเชื่อมโยงมาตรการทางสิ่งแวดล้อมเข้ากับเป้าหมายด้านสังคมอย่างไร้รอยต่อ ไม่ใช่แค่การตอบโจทย์ภาพรวมของ ESG ซึ่งเป็นแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน (Sustainability) ที่คำนึงถึง 3 ปัจจัยหลักคือ สิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) แต่เป็นการลงมือจัดการ “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ที่เริ่มตั้งแต่การออกแบบสินค้า การใช้ทรัพยากร การจัดการของเสีย และการสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณะ
ในยุคที่คำว่า “ความยั่งยืน” ถูกยกระดับเป็นมาตรฐานทางธุรกิจ สิ่งที่แวดล้อมไม่ควรถูกแยกออกจากบริบททางสังคมและเศรษฐกิจอีกต่อไป และกรณีของยูนิโคล่ ประเทศไทย จึงนับเป็นหนึ่งในตัวอย่างว่าธุรกิจค้าปลีกที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบที่สัมผัสได้จริง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และระบบสิ่งแวดล้อมโดยรวมอย่างมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน




